- 23 ก.ค. 2559
แฉขบวนการ"แอนดรูว์" หมิ่นสถาบัน ทำลายประเทศไทย ?
จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบว่านายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตนักข่าวรอยเตอร์สและนักเขียนได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพหมิ่นสถาบันก่อนที่เจ้าหน้าที่กองปราบปรามจะมีการเชิญ น.ส.นพวรรณ บันลือศิลป์ หรือพลอย อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยามาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่าอาจจะมีส่วนในการรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว
ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้เองที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างขว้างขวางเพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวนั้นเราจะได้มาลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันอีกครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลอาญาธนบุรี ที่ 113/2559 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม เข้าตรวจค้นบ้านพักย่านฝั่งธนบุรีของน.ส.นพวรรณ บันลือศิลป์ หรือพลอย อายุ 39 ปี อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ ภรรยานายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ซึ่งมีพฤติการณ์วิพากษ์วิจารณ์และนำเสนอข้อมูลข่าวสารพาดพิงสถาบันเบื้องสูง
ซึ่งการเข้าตรวจค้นบ้านพักครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังนายแอนดรูว์โพสต์และแชร์ภาพจากหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ต่างประเทศโดยการ กระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง เมื่อเจ้าหน้าที่นำหมายค้นไปบ้านดังกล่าว พบ น.ส.นพวรรณ พักอยู่กับลูกชายวัย 3 ขวบ จึงตรวจยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค รวมถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หนังสือเดินทาง และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมเชิญตัวน.ส.นพวรรณมาสอบปากคำต่อที่บก.ป.เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายแอนดรูว์
โดยน.ส.นพวรรณเปิดเผยเบื้องต้นว่า รู้จักกับนายแอนดรูว์มากว่า 10 ปีแล้ว ก่อนอยู่กินกันมีลูกชาย 1 คน ที่ผ่านมาทราบพฤติกรรมของนายแอนดรูว์ และเคยทักท้วงให้เลิกทำพฤติกรรม ดังกล่าว แต่นายแอนดรูว์ไม่ฟัง ทั้งนี้ ตนพบ นายแอนดรูว์ล่าสุดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะนี้ นายแอนดรูว์อาศัยอยู่ที่สกอตแลนด์ ยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและเผยแพร่ภาพที่เกิดเป็นปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด
ด้านพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้ทำผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงโดยโพสต์ภาพไม่เหมาะสมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามพฤติกรรมของนายแอนดรูว์ มาตลอด พบทำต่อเนื่องหลายปี แสดงถึงพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ขณะที่นายแอนดรูว์ไม่ได้อยู่ใน ประเทศไทย ก่อนหน้านี้มักเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมน.ส.นพวรรณ เพื่อทำกิจกรรมมั่วสุมกันกับกลุ่มขบวนการดังกล่าว ซึ่งจะติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องต่อไป
ส่วนการตรวจสอบภาพที่โพสต์และแชร์ต่อกันทางสังคมออนไลน์นั้น ยืนยันได้ว่าเป็นภาพตัดต่อ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสืบทราบว่ามีคนไทย 2 ราย ร่วมขบวนการกับนายแอนดรูว์ มีหน้าที่ผลิตภาพ นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จึงรวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาธนบุรีออกหมายค้น และเชิญตัวภรรยานายแอนดรูว์เข้าให้ปากคำ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายไทย จากแนวทางสืบสวนพบด้วยว่ากลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายทำการพาดพิงสถาบันเบื้องสูงนั้น มีประมาณ 30 ราย เจ้าหน้าที่มีข้อมูลหมดแล้ว อยู่ระหว่างขยายผลสืบสวนติดตามเพื่อดำเนินคดีทุกราย
พล.ต.ท.ฐิติราช ยังกล่าวอีกว่า ยืนยันว่าขบวนการล้มล้างสถาบันมีอยู่จริง ซึ่งกลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในต่างแดนมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และส่วนใหญ่ถูกศาลออกหมายจับแล้ว อีกทั้ง ยังมีคนไทยที่ร่วมขบวนการด้วย แต่ยังไม่อยากให้โยงเป็นประเด็นการเมือง หรือกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะเรื่องสถาบันถือเป็นเรื่องสำคัญ"
จากการ ตรวจสอบข้อมูลของฝ่ายสืบสวนพบว่าในประเทศไทย มีกลุ่มบุคคลที่ร่วมสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เข้าไปดู และกลุ่มที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อ
วันเดียวกัน นายแอนดรูว์โพสต์เฟซบุ๊ค ส่วนตัว "Andrew MacGregor Marshall" ระบุว่า น.ส.นพวรรณ ภรรยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวของตน อีกทั้ง มีมุมมองการเมืองไทยต่างจากตน จึงไม่ควรถูกรังควาญโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าตำรวจไทยเชื่อว่าตนทำผิด ควรจับกุมตนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตนยอมรับไม่ได้ที่ผู้หญิงบริสุทธิ์คนหนึ่งถูกจับ เพราะแต่งงานกับตน
หลังน.ส.นพวรรณถูกจับกุม นายอานนท์ นำภา ทนายอาสาของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ โพสต์ข้อความว่า ผู้ใดที่เคยคุยเฟซบุ๊ค กับน.ส.นพวรรณให้รีบบล็อกเฟซบุ๊ค
ขณะที่ทางด้านของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลก็ได้โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า คุณพลอย ภรรยาคุณ Andrew ถูกตำรวจกองปราบจับตัวไปแล้วครับ (ผมคอนเฟิร์มหลังไมค์กับคุณแอนดรูว์แล้ว)
ใครบังเอิญเป็นเพื่อนเฟซบุ๊คกับเธอ บล็อคเธอด่วนครับ เครื่องคอมพ์-มือถือเธอ อาจจะมีการล็อคอินค้างไว้
ต่อมาเวลา 16.00 น. หลังตำรวจกองปราบฯสอบปากน.ส.นพวรรณนานกว่า 6 ชั่วโมง น.ส.นพวรรณยืนยันอีกครั้งว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เป็นเพียงภรรยาเท่านั้น พูดคุยกับนายแอนดรูว์ เฉพาะเรื่องส่วนตัวและเรื่องครอบครัว ระหว่าง สอบปากคำได้คุยกับนายแอนดรูว์ทางโทรศัพท์ เพื่อบอกว่าการกระทำดังกล่าวไม่สมควร ขอให้หยุด ส่วนนายแอนดรูว์จะกลับมาประเทศไทยเมื่อใด ยังไม่ได้คุยอย่างจริงจัง
พล.ต.ท.ฐิติราชให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า จากการสอบปากคำพบน.ส.นพวรรณ ไม่เกี่ยวกับงานของนายแอนดรูว์ โดย นายแอนดรูว์เป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวที่โจมตีสถาบันเบื้องสูงตลอดเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีคนไทยร่วมกระบวนการอีก 30 คน หลังเชิญน.ส.นพวรรณมาพูดคุย เจ้าหน้าที่เชื่อว่า น.ส.นพวรรณบริสุทธิ์ใจ ไม่เกี่ยวข้อง และเป็นคนไทยที่รักสถาบัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากนี้ถ้า นายแอนดรูว์ยังโพสต์รูปเข้าข่ายหมิ่นสถาบันอีกจะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความมีมนุษยธรรม ต้องตอบให้ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร การกระทำ ดังกล่าวส่งผลให้ครอบครัวเดือดร้อน ทั้งนี้ นายแอนดรูว์ อาจมีบุคคลรอบข้างคอยปลุกปั่น ส่วนจะเรียกนายแอนดรูว์เข้ามาให้ปากคำหรือไม่ เป็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ การเชิญน.ส.นพวรรณ มาเพื่อปรับความเข้าใจ แต่นายแอนดรูว์ จะเชื่อหรือไม่ ไม่ทราบ แต่น่าจะเชื่อภรรยาและบุคคลใกล้ชิด
ล่าสุด (23 ก.ค.)นายแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตนักข่าวรอยเตอร์สและนักเขียนชาวสกอต โพสต์ในทวิตเตอร์ ระบุว่า นางนพวรรณ บันลือศิลป์ หรือพลอย ภรรยา ได้เดินทางออกจากประเทศไทย พร้อมลูกชาย ได้เดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสแล้ว โดยอ้างว่า เพื่อความปลอดภัยของ ชีวิต
เกี่ยวกับที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวนั้นจนถึงขณะนี้ก็ได้มีบุคคลเริ่มออกมาพูดถึงงเจตนาที่แท้จริงของนายแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลกับภรรยาว่าเป็นนักข่าวทที่ไม่ธรรมดาและมีความเคลื่อนไหวที่ส่อไปในทางที่โจมตีประเทศไทยมาโดยตลอด
เริ่มกันที่ไมเคิล ยอน นักเขียนชาวอเมริกันและช่างภาพ ได้เปิดเผยถึง กรณี ของ ภรรยาชาวไทยของนาย แอนดูร์ แมคเกรเกอร์ มาแชล ซึ่งพึ่งถูกจับกุม ข้อหา ตัดต่อภาพใส่ร้ายสถาบันฯ เมื่อเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา
โดย นาย ไมเคิล ยอน ได้ระบุ ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว Michael Yon โดยระบุว่า ตัวภรรยาและนาย แอนดูร์ แมคเกรเกอร์ มาแชล สามีของเธอ เคยพยายามตามรังควานข่มขู่ นาย ไมเคิล ยอน ในกรณี ที่ นาย ไมเคิล ยอน เขียนข่าวนำเสนอ เกี่ยวกับชายชุดดำ และการ พยายามก่อการร้ายของกลุ่มหวังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย นายไมเคิลยอน ยังระบุอีกว่า
“แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มารแชลนั้น เคยเป็นนักข่าวต่างประเทศ แต่ ถูกไล่ออกจากรอยเตอร์ เพราะติดยา และ มีประเด็นอื่นๆร่วมด้วย ในทางปฏิบัติ เป็นการให้ลาออกก่อนที่จะถูกไล่ออก
“มีข่าวที่ส่งมาให้เมื่อเดือนมกราคม กล่าวว่า แอนดูร์ มาแชล ได้เคยแอบลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฏหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงใหม่ และ เขายังมีการติดต่อกับ FCCT (Foreign Correspondents Club of Thailand: สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย) ในกรุงเทพฯ และ ตัวของแอนดูร์ มาร์แชล ก็อยู่กับนักข่าวที่ชื่อ มาร์ค เฟนน์ (Mark Fenn) ในคืนที่มาร์ค เฟนน์ เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ผมได้โพสต์เรื่องนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
นายไมเคิลยอนยังระบุต่อว่า แอนดูร์ มาร์แชล เป็นผู้หลบหนีออกนอกประเทศ เขาและภรรยาของเขา เป็นทีมที่สมคบคิดร่วมกันก่อการ เป็นคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศไทย และ ไม่ต้องการให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง บ่อยครั้ง ที่แม้แต่เพื่อนรักเพื่อนสนิทของพวกเขา ก็ยังทนพวกเขาไม่ได้”
ในขณะเดียวกันจากสำนักข่าวอิศราก็เคยนำเสนอข้อมูลของแอนดรู แม็คเกรเกอร์ รับจ้างเขียนงานโฆษณาชวนเชื่อให้กับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายของ ทักษิณ ชินวัตร บิดเบือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
โดยสำนักนักข่าวอิศราได้เปิดเผยว่าแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ มือปืนรับจ้างผู้สร้างวาทกรรมความเกลียดชังที่น่ารังเกียจ บ่งชี้ถึงการใกล้ถึงจุดอวสานตของวงการหนังสือพิมพ์ของตะวันตก รวมทั้งเป็นอุทธาหรณ์ของต่างชาติที่สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร
โดยซีเอ็นเอ็น,บีบีซี และนิตยสารฟอรีน โพลิซี ต่างมักจะอ้างหรือให้พื้นที่กับนายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ นักโฆษณาชวนเชื่อรับจ้างของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งแต่ละวันจะมีหน้าที่ผลิตวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังดังภาพที่เห็น ภาพการล้อเลียนชายพิการคนหนึ่ง หลังจากถูกประนามไปทั่ว นายมาร์แชลล์ก็พยายามแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจจะล้อเลียนชายพิการผู้นั้น อย่างไรก็ดี ภาพมือปืนหลายร้อยภาพจากเหตุปะทะที่หลักสี่ ประกอบกับปูมหลังของนายมาร์แชลล์ บ่งชัดว่าเขากำลังโกหก แทนที่จะขอโทษและวางมือจากงานเขียนหรือการเป็นนักข่าวหรือนักโฆษณาชวนเชื่อรับจ้าง คนอื่นๆที่ร่วมปกป้องระบอบทักษิณต่างช่วยกันแก้ตัวให้เป็นพัลวัน
จากรายงานของสำนักข่าวเอทีเอ็นเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 กล่าวว่าถ้าย้อนกลับไปดูประวัติของนายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ บรรณาธิการอาวุโสของรอยเตอรส์และมือปืนรับจ้างให้กับบริษัทอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พาร์ทเนอรส์ ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ล็อบบี้ยิสต์ จะพบว่ามีปัญหาทั้งในด้านของความน่าเชื่อถือและจรรยาบรรณ เบื้องหน้านั้นได้ชื่อว่าทำงานกับรอยเตอรส์ แต่เขาก็สามารถเขียนบทความขนาด 10,000 คำสนับสนุนนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมและลูกค้าซึ่งก็คือทักษิณ เผด็จการที่ถูกยึดอำนาจและผู้นำตัวจริงของรัฐบาลปัจจุบันของไทยต่อมา แม้จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ลาออกจากรอยเตอรส์แล้วเพื่อจะได้มีเวลาเต็มตัวในการเขียนหนังสือตามที่ได้รับการว่าจ้าง แต่ก็ยังแอบเข้าๆออกๆสำนักงานที่สิงคโปร์มานานกว่าปีแล้ว
สื่อตะวันตกต่างช่วยกันโหมสนับสนุนหนังสือ "ไทย สตอรี" ของเขาที่อาศัยข้อมูลจากวิกิลีกส์ แต่ก็มีคนไม่ได้อ่านในจำนวนมากพอๆกัน แม้ว่านายมาร์แชลล์จะประสบความล้มเหลวไม่ว่าจะมองในแง่การเป็นนักหนังสือพิมพ์หรือเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ แต่ก็ยังได้รับการอ้างอิงว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ”ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในไทยเสมอมา
ทั้งนี้นายมาร์แชลล์เคยให้สัมภาษณ์ประชาไทว่ากระทรวงต่างประเทศสหรัฐให้การสนับสนุนแนวร่วมโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นการโกหกมาตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ขอเงินบริจาคจากผู้อ่าน การที่พูดว่า”เป็นพวกเดียวกัน” อาจจะโดนใจผู้อ่านบางคน
นอกจากนี้บีบีซีมักจะอ้างความเห็นของเขาบ่อยๆ เช่นเดียวกับนิตยสารฟอรีน โพลิซี ที่จะเจียดพื้นที่ให้ เมื่อเร็วๆนี้ ซีเอ็นเอ็นก็ยกพื้นที่ในหน้าบรรณาธิการพิมพ์บทความเรื่อง "Opinion: Prognosis for divided Thailand bleak, but why?" ของเขา ซึ่งซีเอ็นเอ็นอ้างว่าเป็นนักข่าวอิสระและนักเขียนที่เน้นเรื่องการเมืองไทย
แน่นอน ซีเอ็นเอ็นรู้ดีว่านายมาร์แชลล์เป็นใคร แต่เนื่องจากผู้อ่านไม่สนใจและไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าพวกเขากำลังพิมพ์งานของนักโฆษณาชวนเชื่อรับจ้างซึ่งแต่ละวันผลิตแต่วาทกรรมเกลียดผู้หญิง วาทกรรมที่สร้างแต่ความเกลียดชัง เจตนาโกหกและใส่ร้ายป้ายสี
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่พบเห็นกันทั่วไป กรณีนายมาร์แชลล์โพสต์ภาพในทวิตเตอร์และล้อเลียนภาพเหล่านั้น หรือให้ความสนใจกับผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองตรงกันข้ามกับนายจ้างของเขาแล้วเปิดฉากโจมตีคนผู้นั้น
ภาพที่สะท้อนถึงความอ่อนหัดและเต็มไปด้วยอคติก็คือภาพของผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งซึ่งไม่มีใครรู้จักที่เข้าร่วมการเดินขบวนกปปส.ในกรุงเทพ บ่อยครั้งที่นายมาร์แชลล์มักจะใช้คำพูดส่อเสียดหรือหยาบคายและโกหกอย่างโจ่งแจ้ง
อย่างไรก็ดี การกระทำที่ครึกโครมล่าสุดของนายมาร์แชลล์ ดูเหมือนจะข้ามเส้นแบ่งเขตจนทำให้ถูกรุมกระหน่ำจากทุกสื่อและเปิดช่องให้มีการประนามอย่างเปิดเผยจากองค์กรสื่อทุกองค์กรที่นายมาร์แชลล์อาจจะเคยทำงานด้วยระหว่างที่ทำงานที่รอยเตอรส์
ภาพของมือปืนที่ไม่มีการยืนยันและไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นใครที่มีส่วนร่วมในการยิงกันนานถึง 30 นาทีที่หลักสี่ ภาพของชายคนหนึ่งที่ถือปืนไรเฟิลและชายซึ่งมือด้วนทั้งสองข้างอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ นายมาร์แชลล์ฉวยโอกาสล้อเลียนชายผู้นี้ด้วยการอ้างว่าพบ “มือที่มองไม่เห็น” ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงที่ระบอบทักษิณเคยพูดไว้ และหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นทุกวันนานติดต่อกันหลายเดือนแล้ว
การล้อเลียนเกินความพอดีของนายแอนดรูว์ แมคเกรเกอร์ มาร์แชลล์ นักข่าวของรอยเตอรส์ ซึ่งมีขึ้นและได้รับการเผยแพร่ในซีเอ็นเอ็น ขณะที่บีบีซีขอสัมภาษณ์เขา
และนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ล็อบบี้ยิสต์ที่ทักษิณว่าจ้างได้นำไปอ้างอิงต่อ ไม่สามารถจะพูดเป็นอื่นได้นอกจากสะท้อนถึงแผนการ เจตนารมณ์และวิธีการที่ได้รับการว่าจ้างจากตะวันตก
