- 26 ก.ค. 2559
เปิดเงื่อนไขหากร่างรธน. ไม่ผ่านประชามติ..สุดท้ายการตัดสินใจอยู่ที่ "พล.อ.ประยุทธ์"
เป็นที่สงสัยกันมากว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการเห็นชอบประชามติประเทศจะเดินหน้าไปสู่ทิศทางใด เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนก็จะได้มาตรวจสอบกลไกที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้สำหรับข้อสงสัยดังกล่าวได้ถูกเครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ซึ่งได้มีบรรดานักวิชาการ และนักการเมืองร่วมลงชื่อ 117 คน เช่น โคทม อารียาผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ,นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุลพรรคชาติไทยพัฒนา
โดยทางเครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใยได้มีข้อเสนอออกมาทั้งหมด 5 ข้อ
1.ให้ความเคารพในสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ในการแสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญ เปิดให้ประชาชนทุกกลุ่ม
ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ได้ถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน เอื้อให้มีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย เพื่อการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์
2.จำเป็นต้องเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้กับประชาชน กรณีไม่ผ่านประชามติว่าจะมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป
3.กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมออกแบบกระบวนการ และกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้ในโรดแม็ปสู่การเลือกตั้ง และตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
4.หากหลักการตามข้อเรียกร้องที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นจริง ทุกกลุ่มควรยอมรับในผลของการทำประชามติ
5.รัฐธรรมนูญที่ได้มาควรมีหลักการสำคัญ อาทิ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ ที่ไม่ถดถอยไปจากเดิม การตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตย ของกลไกทางการเมืองที่มีความสมดุล กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริต และมาตรการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายผลสู่การใช้ความรุนแรง รวมทั้งมีบทบัญญัติที่เอื้อให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ยากเกินไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามความจำเป็นและตามกรอบกฎหมาย
ทั้งนี้สาระสำคัญอยู่ในหัวข้อที่ 3 ที่สามารถสรุปใจความสำคัญคือว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ จะต้องมีการทำฉันทามติ เพื่อกำหนดกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน
สาเหตุประการหนึ่งที่มีการสอบถามถึงความชัดเจนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติก็เป็นผลมาจากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7 ไม่ได้มีการระบุเอาไว้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7 ระบุว่า ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา 37/1 ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้ระบุเอาไว้ว่า แต่ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการแสดงความคิดเห็น
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใยที่มีผู้ร่วมสนับสนุนทั้งนักวิชาการ นักการเมือง และจากภาคองค์กรต่างๆ เคลื่อนไหวว่า กำลังให้กกต.พิจารณาอยู่ ถ้าเหมาะสมจะให้ เปิดพื้นที่ ไม่ใช่เปิดเวทีแล้วตีกันอีก ซึ่งแต่ต้องมีลิมิต ตราบใดที่มีการพูดจาบิดเบือน ยุยง บ้านเมืองก็ไม่ปกติ ประเทศชาติเดินหน้าไม่ได้ ก็ไม่สามาถที่จะเปิดเวทีได้
ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่าย เรียกร้องให้รัฐบาลคสช.มีความชัดเจนถึงทางออกหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ นั้น รัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นเรื่องของประชาชน แต่ถ้าไม่ผ่านก็ร่างใหม่
เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่หากว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการออกเสียงประชามติก็จะไม่มีกลไกไหนมารองรับเว้นแต่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้หัวใจหลักอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.
