กลุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญ.สร้างสถานการณ์ผิดกฎหมายป่วนประชาชน

กลุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญ.สร้างสถานการณ์ผิดกฎหมายป่วนประชาชน

แม้ว่ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานภาครัฐจะได้พยายามสร้างความเข้าใจและรณรงค์ให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติแต่ว่าความพยายามนั้นก็ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดี พยายามจะใช้วิธีการสกปรกและไม่ถูกต้องกับกฎหมายมาปั่นป่วนสร้างความวุ่นวายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจผิดมาอย่างต่อเนื่อง

และจากหลักฐานข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้เกิดการตั้งข้อสังเกตุว่าการกระทำที่เกิดขึ้นน่าจะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังและทำกันเป็นขบวนการ

ยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2559 ที่ จังหวัดเชียงใหม่  เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 11 ม.1 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อหาหลักฐานเอกสารใบปลิวต่อต้านไม่รับร่าง รธน.และจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

 

 

โดยเป็นบ้านพักของ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกฯ อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนสนิทของ "เจ๊แดง" นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

อีกหนึ่งพื้นที่คือ หลักฐานที่ ตรวจพบ ใน บ.ทัศนภรณ์ ซึ่ง ยังใช้เป็นสำนักงาน นายกฯอบจ.เชียงใหม่ ด้วย จำกัด

 

โดยพบ ซองจดหมายและ เอกสาร พร้อมทั้ง รถจักรยานยนต์ และ เครื่องแต่งกาย ตรงกับ ผู้ก่อเหตุตระเวณหย่อน จดหมายลงตู้ไปรษณีย์ ที่ กล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ ซึ่ง จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ในบ. ทัศนาภรณ์ อ้างว่า อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นของ นายวิศรุต คณะนิติสาร และเป็นคนสนิทของ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์

และหลังจากที่ ถูกเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับขบวนการเผยแพร่จดหมายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ  นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมทนายความ ที่นำโดย นายจำรงค์ ไชยมงคล ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5      เพื่อแสดงความบริสุทธิ์และต้องการขอทราบความชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งตัวเองไม่เคยเห็นจดหมาย และเนื้อความในจดหมายดังกล่าว นอกจากทราบจากสื่อว่าเกี่ยวกับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค และเบี้ยผู้สูงอายุ

สำหรับความเกี่ยวข้องกับนายวิศรุต คุณะนิติสาร ผู้ต้องหาเผยแพร่จดหมาย ยอมรับว่ารู้จักกับผู้ต้องหาคนดังกล่าวเพราะเป็นลูกน้องเก่าที่เคยทำงานร่วมกัน ส่วนนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ที่ขณะนี้อยู่ในต่างประเทศ ได้มีการติดต่อพูดคุยกันแล้ว และยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้  

ขณะเดียวกันกรณีการฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจับกุม  นักการเมืองภาคเหนือ ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ช่วงประชามติ ว่า หากกระทำความผิด ก็ต้องรอกระบวนการการสอบสวน ซึ่งถ้าพบว่าเกี่ยวข้องกับใครและมีหลักฐานก็ต้องถูกดำเนินคดี

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๙ เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ตามที่จะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ และเจ้าหน้าที่

 

ได้เข้าดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานและตรวจค้นพบว่าผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งมีการกระทำซึ่งอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องดำเนินการโดยด่วนเพื่อป้องกันหรือระงับ

 

 มิให้เป็นการทำลายความสงบเรียบร้อยหรือเกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน

 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)  ให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติ   ราชการหรือหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

ขณะที่การรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงนี้นั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ไม่รู้สึกกังวลจะเกิดความวุ่นวายในวันลงประชามติ วันที่ 7 สิงหาคมนี้ เนื่องจากหน่วยออกเสียงกว่า 90,000 แห่ง ทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยในการลงประชามติดูแลอยู่ หากพบว่ามีการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ไม่มีความรู้สึกกังวลใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ความเรียบร้อยในช่วงการลงประชามติ วันที่ 7 สิงหาคมนี้ เพราะทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างดูแลและรับผิดชอบอยู่แล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นหลักเท่านั้น

พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงการดูแลความเรียบร้อยการออกเสียงประชามติ วันที่ 7 สิงหาคมนี้ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ไม่ได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือวอร์รูมแต่อย่างใด ในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ก็ดูเฉพาะภาพรวมทั้งหมดเพื่อรักษาสภาวะแวดล้อมไม่ให้เกิดความวุ่นวายในการบริหารราชการประเทศของรัฐบาลและคสช. ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ไม่ได้มีการปรับกำลังในช่วงทำประชามติเป็นพิเศษ.

เพราะฉะนั้นจากสถานการณ์ที่เป็นไปจึงต้องจับตาดุว่าเมื่อเข้าใกล้วันออกเสียงประชามติจะมีการสร้างสถานการณ์เพื่อปั่นป่วนอีกมากน้อยเพียงใดแต่การที่หัวหน้าคสช.ได้ใช้คำสั่งม.44โดยเร่งด่วน ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณจากผู้ไม่หวังดีว่าถ้าหากกระทำความผิดก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด