- 04 ส.ค. 2559
ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูล ภาพการชุมนุมของกลุ่มกปปส. และ แบรนเนอร์ ระบุว่าวันนั้นผมไปไล่มัน สิงหาฯ วันฝังใครให้ตายทั้งเป็น
ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูล ภาพการชุมนุมของกลุ่มกปปส. และ แบรนเนอร์ ระบุว่าวันนั้นผมไปไล่มัน สิงหาฯ วันฝังใครให้ตายทั้งเป็น
สำหรับ กลุ่มกปปส. มีชื่อเต็มว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น เป็นกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทยโดยมุ่งหมายขจัดอิทธิพลของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการเมืองไทย และการจัดตั้งสภาประชาชนที่มิได้มาจากการเลือกตั้งเพื่อควบคุมการปฏิรูปการเมืองกลุ่มดังกล่าวมีบทบาทสูงในวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 ในสถานะของผู้จัดกิจกรรมชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้นำการประท้วงและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ก่อตั้งกลุ่มดังกล่าวตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 และแต่งตั้งตนเองเป็นเลขาธิการขบวนการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์การ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนักเคลื่อนไหวนักศึกษา สหภาพแรงงานของรัฐ และกลุ่มนิยมทหารการสนับสนุนของ กปปส. ส่วนใหญ่มาจากชาวกรุงเทพมหานครและชาวภาคใต้ที่มีฐานะร่ำรวย มิได้ใช้สัญลักษณ์สีเสื้อแทนตัวเอง แต่ใช้การเป่านกหวีดเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงครั้งนี้กปปส. ใช้งบประมาณวันละกว่า 10 ล้านบาทสื่อต่างประเทศรายงานว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์และลักษณะของการชุมนุม "เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย"
สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้นำการประท้วง ประกาศเจตนาของ กปปส. เพื่อทวงอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาลมาคืนประชาชน ซึ่งจะดำเนินการปฏิรูปประเทศผ่านสภาประชาชนที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง สุเทพยังประกาศจะขจัดสิ่งที่ตนเรียกว่า "ระบอบทักษิณสุเทพกล่าวว่า สภาประชาชนทำหน้าที่เป็นองค์กรนิติบัญญัติ โดยจะแก้ไขกฎหมายและระเบียบ เช่นเดียวกับดำเนินแผนการปฏิรูปในประเทศเขายังอธิบายว่าสภาประชาชนจะมีสมาชิก 400 คน โดย 300 คนเป็นผู้แทนจากอาชีพต่าง ๆ และอีก 100 คนที่เหลือ กปปส. จะเลือกจากนักวิชาการและราษฎรอาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 กปปส. ยุติการชุมนุมเมื่อเกิดรัฐประหาร วันที่ 16 มิถุนายน 2557 สุเทพกล่าวว่า กปปส. หยุดเคลื่อนไหวทันทีหลัง คสช. ยึดอำนาจ และ กปปส. พร้อมให้ความร่วมมือหาก คสช. จัดการปฏิรูป
อย่างไรก็ดีสำหรับการประเมินสถานการณ์ในช่วงที่แล้วไปนั้น ท้ายที่สุดการชี้ขาดผลแพ้ชนะการออกเสียงประชามติ ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 มีสถิติของผู้มีสิทธิและออกมาใช้สิทธิดังนี้
ผู้มีสิทธิออกเสียง45,092,955 คน มาใช้สิทธิ 25,978,954 คน คิดเป็นร้อยละ 57.61
ส่วนในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ผู้มีสิทธิออกเสียง 50,485,451คน หรือเพิ่มขึ้น5,392,496 คน
ทั้งนี้หากมีผู้ออกมาใช้สิทธิตามสัดส่วนเดิมคือคือ ร้อยละ 57.61 ก็จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 28,776,707 คน
แต่ถ้าหากเอาตัวเลขประเมินของ กกต.ที่ระบุว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์มากถึงร้อยละ 80 ตัวเลขก็จะทะลุไปถึง 40,388,360 คนเลยทีเดียว
การออกเสียงประชามติในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจากปัจจัยเกื้อหนุนที่ประชาชนตื่นตัวต่อสถานการณ์มากขึ้นนั้นเชื่อว่า น่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิตั้งแต่ 28 ล้านไปจนถึงกว่า 40 ล้านเลยทีเดียว
ซึ่งในที่นี้ก็สามารถลงรายภาคได้อีกดังนี้ทั้งนี้เมื่อพิจารณาข้อมูลเป็นรายภาคแล้วจะพบว่าทุกภาคมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น โดยสามารถจำแนกออกมาดังต่อไปนี้
กรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้น 324,035 คน
ภาคกลาง เพิ่มขึ้น 1,976,419 คน
ภาคใต้ เพิ่มขึ้น 560,258 คน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้น 1,657,457 คน
ภาคเหนือ เพิ่มขึ้น 874,327 คน
พิจารณาจากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจะเห็นว่า ภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมากที่สุดนั่นเอง
อย่างไรก็ดีหากยึดโยงตามผลแพ้ชนะของทั้งสองภาคจากการออกเสียงประชามติเมื่อปี 2550 ก็มีโอกาสที่คะแนนของทั้งสองภาคจะเสมอกันอีกครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นเมื่อลองมาคาดการณ์ด้วยการยกตัวอย่างผู้มาใช้สิทธิตามเปอร์เซ็นต่างๆ และผลประชามติยังยืนบนหลักการเดิมของปี 2550 ตัวเลขที่ได้อาจจะออกมาดังนี้
เดิมนั้นคะแนะเห็นชอบ 14,727,306 บัตร ไม่เห็นชอบ 10,747,441 บัตร
ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 56.69 กับร้อยละ 41.37 ของผู้มาใช้สิทธิ25,978,954 คน
และถ้าหากว่าการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ มีผู้มาใช้สิทธิในอัตราส่วนเท่าเดิมหรือ คิดเป็นร้อยละ 57.61ก็จะได้ตัวเลขดังนี้
1.ผู้มาใช้สิทธิ์28,776,707 คน
จะมีผู้เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 16,114,955 คน
เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 13,525,052 คน
คุณผู้ชมค่ะสำหรับตัวเลขที่ปรากฏเหล่านี้ ล้วนเป็นการคาดการณ์จากสถิติเดิม โดยอ้างอิงจากฐานของคะแนนประชามติเมื่อปี 2550 เท่านั้น
แต่เนื่องจาก 9 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ของประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะการมองเห็นความจริงทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ผลของการทำประชามตินั้นเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ว่าได้
