- 05 ส.ค. 2559
USA จ้องตาเป็นมันประชามติ..ระทึก!?!เปลี่ยนไทยกลายสภาพเป็นซีเรีย...
มาตามกันต่อกับเงื่อนไขที่ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ สถานการณ์ของประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่ทางใด แล้วที่หลายฝ่ายประเมินกันว่าจะนำพาสถานการณ์ไปสู่ความแตกแยกที่รุนแรงนั้น เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด ลองมาพิจารณาจากปัจจัยต่างๆกันค่ะ
1.เมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ฝ่ายต้านคสช.ซึ่งนำมาโดยพรรคเพื่อไทยและนปช.จะอ้างเหตุผลว่าประชาชนไม่ต้องการคสช.อีกต่อไป และต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญเอง
2.นอกจากพรรคเพื่อไทยและนปช.แล้ว จะมีการอ้างแถลงการณ์จากกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ซึ่งเป็นความร่วมมือกันจากฝ่ายนักวิชาการและนักการเมือง ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมสนับสนุนด้วย
โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการ และกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้โรดแม็ปสู่การเลือกตั้ง และตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
กล่าวโดยสรุปก็คือหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน กลุ่มนักวิชาการและพรรคการเมืองจะอาสาเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งเป็นข้อต่อรองที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่น่าจะยอม เนื่องจากต้องการร่างรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปฏิรูปและป้องกันการทุจริตจากบรรดานักการเมือง
เมื่อเป็นเช่นนั้น สถานการณ์ก็จะเดินมาสู่การเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองและกลุ่มนปช. กับประชาชนที่สนับสนุนคสช.ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงกลุ่ม กปปส.เดิม การชุมนุมของประชาชนสองฝ่ายก็จะมีโอกาสอุบัติขึ้นอีกครั้ง
เมื่อการชุมนุมของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นอีกครั้งในแผ่นดินไทย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องนำไปสู่การแพ้ชนะข้างใดข้างหนึ่ง โอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าหรือปะทะย่อมมีความเป็นไปได้สูง และประการสำคัญเมื่อฝ่ายนักการเมืองได้บทเรียนมาจากการชุมนุมที่ผ่านมา ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป
ข้อเรียกร้องจะถูกแสดงออกไปยังสากลทันที โดยอ้างเรื่องความอบธรรมว่า คสช.ไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน ภาพของประชาธิปไตยต่อสู้กับเผด็จการก็จะถูกจุดขึ้นมา และเมื่อนั้นต่างชาติก็จะเข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้มองใครอื่น นอกจากสหรัฐอเมริกา
ล่าสุดสหรัฐอเมริกาเพิ่งออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติโดย เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองชาวอเมริกัน ว่า ตามที่ประเทศไทยจะจัดการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมนี้ ทางสถานทูตขอเตือนชาวอเมริกันที่เดินทางอยู่ในประเทศไทยว่า ควรจะมีการเฝ้าระวัง หลีกเลี่ยงสถานที่ชุมนุมที่มีผู้คนจำนวนมากและสถานที่ที่มีการชุมนุม
โดยข้อความตอนหนึ่งถึงขั้นระบุว่าคสช. ได้มีคำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมือง และจำกัดสิทธิสื่อ เสรีภาพในการพูด และเสรีภาพในการชุมนุม
ชาวต่างชาติ อาจจะถูกควบคุมตัวได้หากมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง คสช.หรือเรื่องเกี่ยวกับสถาบันในที่สาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมา ปฏิบัติการด้านความมั่นคงเพื่อจัดการกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชุมนุม
นอกจากนี้มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในช่วงการทำประชามติ โดยพบว่า ในวันที่ 6 -7ส.ค.นี้ จะลงพื้นที่ไปพบกับกกต.จังหวัดต่างๆ และอาจจะมีการนัดหมายพบปะแกนนำ นปช. ในพื้นที่ เพื่อสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและในประเด็นอื่นๆ ด้วย
การแสดงออกดังกล่าวของสถานทูตสหรัฐได้แสดงให้เห็นถึงความผิดปก โดยเฉพาะการเตรียมเดินทางไปพบปะกับคนเสื้อแดงในช่วงการออกเสียงประชามติ ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายหลังการออกเสียงประชามติต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าสหรัฐฯคิดจะทำอะไรกับประเทศไทย
พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่าข้อมูลที่สหรัฐ ได้รับและนำมาแจ้งเตือน อาจมีความคลาดเคลื่อน หรือมีผู้ให้ข้อมูลบิดเบือน
ซึ่งหากเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาจทำให้ผู้แจ้งเตือนถูกลดความน่าเชื่อถือลงได้จึงขอทำความเข้าใจอีกครั้งว่า ปัญหาภายในของประเทศไทย คนไทยสามารถแก้ปัญหาเองได้ในเวลานี้จึง ยังไม่รบกวนอะไรจากมิตรประเทศ
นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำไปขยายผลทางใดหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ต้องไปสอบถามฝ่ายความมั่นคง
ตอนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาใกล้เลือกตั้งแล้ว และมีเหตุการณ์ยิงกราดในพื้นที่ เขาก็ยังไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ออกมาเลย ทั้งที่สถานการณ์ภายในประเทศสหรัฐอเมริกาน่ากลัวกว่าประเทศไทยเสียอีก
จากการแสดงออกดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลชัดเจน ยิ่งถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ ปัจจัยต่างๆก็ดูจะเข้าองค์ประกอบเคลื่อนไหวของสหรัฐฯเป็นอย่างยิ่ง
เพราะถ้าหากว่ามีการชุมนุมของประชาชนสองฝ่าย สหรัฐฯก็คงจะเลือกยืนอยู่กับฝ่ายที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย โอกาสของการแทรกแซงกิจการภายใน เหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลกก็จะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่?
สงครามกลางเมืองซีเรีย เป็นการขัดกันด้วยอาวุธหลายฝ่ายที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศซีเรีย โดยมีต่างชาติ นำโดยสหรัฐอมริกาเข้าแทรกแซง ความไม่สงบเริ่มในต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2554 ในบริบทการประท้วงอาหรับสปริง โดยมีการประท้วงทั่วประเทศต่อรัฐบาลประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัด ซึ่งกำลังของเขาสนองโดยการปราบปรามอย่างรุนแรง ความขัดแย้งค่อย ๆ กลายจากการประท้วงของประชาชนเป็นการกบฏมีอาวุธ ที่นำมาสู่ความสูญเสียและหายนะที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ต่างมองว่าการที่สหรัฐฯเลือกที่จะบุกซีเรียนั้น เป็นเพราะความคาดหวังเรื่องผลประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า
เฉกเช่นประเทศไทยที่มีทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติและพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการรบที่สนามบินอู่ตะเภา
และภาพที่คุณผู้ชมจะได้เห็นต่อจากนี้ คือภาพเปรียบเทียบก่อนหลังที่ซีเรียจะเกิดสงครามกลางเมือง และว่าด้วยกระบวนการเข้าไปจัดการของสหรัฐฯก็แทบเปลี่ยนเมืองสวรรค์กลายเป็นขุมนรกเลยทีเดียว และการที่สหรัฐฯ เลือกส่งนาย เกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ มาเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำไทย เมื่อเปิดแฟ้มประวัติของเขาดู ก็ยิ่งส่อเจตนาในทางแทรกแซงมากยิ่งขึ้น เพราะเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ คนนี้เคยผ่านสนามการทำงานในลักษณะหน่วยข่าวและสายลับมาอย่างโชกโชน
ก่อนหน้านั้น นายเดวีส์ เคยเป็นผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือระหว่าง พ.ศ. 2555 - 2557 และปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้แทนสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ
ระหว่างปี พ.ศ. 2552 - 2555 นายเดวีส์ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มรองผู้ช่วยรัฐมนตรีและเป็นรองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2549 - 2552 ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาอาวุโสประจำ Leadership and Management School แห่ง Foreign Service Institute (FSI)
เมื่อ พ.ศ. 2548 - 2549 รักษาการผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2548 รองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการยุโรประหว่างปี พ.ศ. 2547 - 2548 และผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองในวาระที่สหรัฐอเมริกาเป็นประธานกลุ่ม G-8 ระหว่างปี พ.ศ. 2546 - 2547
และช่วงปี พ.ศ. 2542 - 2546 นายเดวีส์ รับตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ณ กรุงลอนดอน
นอกจากนี้ นายเกล็น ยังเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council - NSC) ระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2542 รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และรองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการสาธารณะ
ระหว่าง พ.ศ. 2538 - 2540 และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ (Operations Center) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2535 - 2537 ขณะที่ก่อนหน้านั้น เคยไปปฏิบัติราชการในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และ ซาอีร์
จะเห็นได้อย่างชัดเจนน่ะค่ะว่าการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ไม่ได้ให้คำตอบแค่เพียงว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น แต่ถือเป็นการเดิมพันอนาคตของประเทศ ซึ่งการตัดสินใจทางหนึ่งทางใด อาจนำไปสู่สู่การก่อเกิดของความวุ่นวายในประเทศไทยอีกครั้ง โดยที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่พร้อมเข้ามาแทรกแซงอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว
