- 06 ส.ค. 2559
ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้แล้วที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเพื่อชี้อนาคตของประเทศ โดยที่ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ได้ออกประกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้แล้วที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเพื่อชี้อนาคตของประเทศ โดยที่ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ได้ออกประกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญ
พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้กล่าวว่าในส่วนตัวผมจะไปร่วมลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และจะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง เพราะถ้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่เดิม พร้อมยืนยันไม่เคยคิดสืบทอดอำนาจ โดยทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมปคือมีการเลือกตั้งในปี2560และอย่ามองว่าทหารเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ได้เขียนข้อความด้วยลายมือใส่กระดาษ โดยมีข้อความดังนี้ "อย่าเพิ่งกลัว "ผี" ที่ยังมองไม่เห็นตัวในการทำประชามติ แต่ให้กลัว "ผี" ที่หลอกหลอนมาก่อนหน้า จึงขอให้คนไทยช่วยกันร่ายคัมภีร์หรือคาถาป้องกันผี ในอนาคตให้ได้
คาถาป้องกันผีนี้ คือ การมีความเข้าใจ ร่วมมือ และก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป"
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ระบุว่าก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 คุณทำอะไรกันบ้าง ไม่เห็นใครแก้ปัญหา พอมีคนเข้ามาแก้ปัญหาก็มีคนออกมาพูดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ผมพูดอย่างเดียวว่าหลังประชามติไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็ทำหน้าที่ของผมให้หนักขึ้น เวลาที่เหลืออีกปีกว่าหากผมยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ ผมก็ทำงานให้มากขึ้น ส่วนหลังจากนี้ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ว่ากันเอง หน้าที่ผมตอนนี้คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ในขณะที่ฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญก็ดาหน้าออกมาประกาศเต็มรูปแบบว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนำมาโดยนายทักษิณ ชินวัตร ทำให้มองเห็นสถานการณ์การต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายคสช.และระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง โดยมีร่างรัฐธรรมนูญเป็นเดิมพัน
นายทักษิณ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่าเป็น “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับโง่เขลา” ที่จะทำให้รัฐบาลทหารชุดนี้มีอำนาจบริหารประเทศอย่างถาวร
และเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปกครองประเทศ
พร้อมเน้นย้ำว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็น “ฝันร้ายแห่งความย้อนแย้งและสับสน”
น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงความเห็นเพิ่มเติมหลังจากประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่าทุกคนห่วงในเรื่องความโปร่งใสการทำประชามติในครั้งนี้ เพราะเป็นการตัดสินใจอนาคตของประเทศ
แม้ว่าในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม จะเป็นการออกเสียงประชามติ แต่ทว่าสถานการณ์การต่อสู้ที่แท้จริงก็คือระหว่างคสช.กับระบอบทักษิณ โดยมีนัยยะของคำตอบครั้งนี้ว่าประชาชนจะเลือกฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับใคร
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊คอย่างดุเดือด โดยบอกว่า นายทักษิณเป็นบุคคลต้องห้ามทางการเมืองตลอดชีวิต แต่ก็ไม่เลิก ยังพยายามทำตัวเป็นผู้บงการประเทศไทย ถึงได้ส่งสัญญาณให้ลูกสมุนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า "โอหังมาก เพราะเขามีการประกาศกันเลยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม พวกเขาจะออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีแผน มีความตั้งใจทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาวุ่นวายมากมายไม่รู้จบสิ้น เพราะยังอยากกลับมามีอำนาจในประเทศไทยอยู่"
นายสุเทพยังย้ำอีกว่า "จากการที่พวกเขาเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้คนอย่างผมมีพลัง มีความตั้งใจทำหน้าที่ประชาชนเพื่อกำหนดอนาคตไทยด้วยมือของเรา พาประเทศให้พ้นจากอำนาจนักการเมืองเลวในระบบทุนสามานย์ไม่ให้ประเทศไทยอยู่ในวงจรอุบาทว์
"โอหังมาก เพราะเขามีการประกาศกันเลยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม พวกเขาจะออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีแผน มีความตั้งใจทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาวุ่นวายมากมายไม่รู้จบสิ้น เพราะยังอยากกลับมามีอำนาจในประเทศไทยอยู่"
"จากการที่พวกเขาเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้คนอย่างผมมีพลัง มีความตั้งใจทำหน้าที่ประชาชนเพื่อกำหนดอนาคตไทยด้วยมือของเรา พาประเทศให้พ้นจากอำนาจนักการเมืองเลวในระบบทุนสามานย์ไม่ให้ประเทศไทยอยู่ในวงจรอุบาทว์
เพราะฉะนั้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการต่อสู้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่ที่ว่าคนไทยทั้งประเทศจะยืนอยู่ข้างไหน
และผลลัพธ์ของการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะนำพาอนาคตของประเทศไปสู่ทิศทางใด เพราะฉะนั้นในวันนี้รายการเจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก ก็จะได้ฉายภาพให้เห็นดังนี้
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 คำถาม คือ
-เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ยกร่างขึ้นมาหรือไม่?
-เห็นชอบกับคำถามพ่วงที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้เสนอ ให้ ส.ว. มีอำนาจในการเลือกนายก
รัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่?
คำถามพ่วงดังกล่าวถือว่าเป็นสาระสำคัญ โดยสามารถอธิบายความก็คือ
ส.ว.ที่มาจากการสรรหา และมีกระบวนการคัดกรองโดยคสช.จำนวน 250 คน
ร่วมกับส.ส.500 คน ทำให้รัฐสภามีสมาชิก 750 คน สามารถออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้จะต้องใช้เสียงเห็นชอบในการใช้ข้อบังคับนี้ 2 ใน 3 ของรัฐสภา หรือ 500 เสียงขึ้นไป ถึงจะสามารถนำไปสู่การมีนายกรัฐมนตรีคนนอก
ซึ่งโดยหลักการแล้วถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยอาสที่เงื่อนไขนี้จะเกิดขึ้นก็แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะอย่างไรเสียทั้งสองพรรคนี้จะมีคะแนนรวมกันถึง 250 อย่างแน่นอน
และที่สำคัญหากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนส.ส.เกิน 250 คนขึ้นไปก็จะสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
โดยเหตุผลของการเพิ่มเติมคำถามพ่วงดังกล่าวก็คือ
1. เพราะนายกรัฐมนตรี คือ หัวหน้าทีมที่ทำให้การปฏิรูปประเทศประสบความสำเร็จ
2. เพราะตามยุทธศาสตร์ชาติต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี จึงจะวางรากฐานการปฏิรูปประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ชาติมั่นคง เศรษฐกิจมั่งคั่งยั่งยืน ประเทศมีความสงบ ปรองดอง
3. เพราะรัฐสภาประกอบด้วย ส.ส.และส.ว.ซึ่งทำหน้าที่กำกับให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ
หมายความว่าหากประชาชนต้องการเดินหน้าปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ของคสช. นอกจากจะออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องรับคำถามพ่วงด้วย
โดยขั้นตอนหลังจากนั้นก็จะเดินตามโรดแมปหรือกระบวนการทำงานดังต่อไปนี้
1. ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ นายกรัฐมนตรี จะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายใน 30 วัน คือ ภายในเดือนสิงหาคม
2.หลังจากนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะใช้เวลาอีก 8 เดือน ในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ คือ ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 59 - เมษายน ปี 60 แล้วส่งให้ สนช.เห็นชอบ ซึ่ง สนช.จะใช้เวลาพิจารณาอีก 2 เดือน ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2560
3.เมื่อเสร็จแล้ว จึงจะเข้าสู่กระบวนการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งจะใช้เวลาอีก 5 เดือน คือ ตั้งแต่กรกฎาคม-พฤศจิกายน 2560 และ คาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในต้นปี 2561
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกรณีของการออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ ซึ่งประเทศชาติก็จะเดินตามแนวทางนี้ ซึ่งเป็นจะเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อนำพาไปสู่การปฏิรูป
