เปิดเงื่อนไขรธน.ใหม่ ทำยังไงถึง “พล.อ.ประยุทธ์”จะเป็นนายกฯต่อ

เปิดเงื่อนไขรธน.ใหม่ ทำยังไงถึง “พล.อ.ประยุทธ์”จะเป็นนายกฯต่อ

ยังไม่ทันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกประกาศใช้ แต่ล่าสุดก็ได้เกิดการมองข้ามฉ็อตขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปภายหลังการเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งนี้สาเหตุที่เกิดคำถามนี้ขึ้นมา ก็น่าจะเป็นผลมาจากการที่รัฐบาล คสช.ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผ่านการทำประชามติ อย่างถล่มทลายนั่นเอง จนดูเหมือนว่าดีไม่ดี ประชาชนอาจจะมีความต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป หลังการเลือกตั้งก็เป็นไปได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ประชาชนคงไม่รับคำถามพ่วง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นเงื่อนไขเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้นั่นเอง เมื่อถามว่า รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้คนนอกเป็นนายกฯได้ หากที่ประชุมรัฐสภาเชิญให้ไปเป็นนายกฯอีกจะรับหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ยังไม่ตอบและขอไม่ตอบตรงนี้ เพราะมันไม่เกี่ยวกับผมเลย เป็นเรื่องของการเมืองก็ว่าไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาจะมามุ่งหวังให้ผมเป็นนายกฯ แต่เขามุ่งหวังว่าหากจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองแล้วมีปัญหาไม่ยอมกัน จึงจะเอาคนนอก แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่าจะตั้งไม่ได้” เมื่อถามอีกว่า ถ้ามีการเชิญจริงๆ จะรับหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ไม่มีถ้า ยังไม่มีอะไรทั้งสิ้น อย่าเพิ่งไปเปิดประเด็นใหม่ ขี้เกียจตอบ บอกแล้วว่าอย่ากลัวผีที่มองไม่เห็น วันนี้ก็หลอกหลอนอยู่แล้ว ผมกำลังทำยันต์กันผีอยู่ คิดง่ายๆแค่นี้จะไปยากอะไร ทำอะไรสักอย่างต้องมีกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) ที่ทำอะไรก็ต้องเกิดผลกระทบ ถ้าไม่ทำนั่งเฉยๆก็คงไม่มีเรื่อง ถ้าผมไม่ต้องบริหารราชการแผ่นดิน ปล่อยไปปีหนึ่งให้มีเลือกตั้งทุกอย่างจบ แต่เมอร์ฟี่ เขียนไว้ว่า ทำแล้วจะเกิดอะไรสักอย่าง แล้วทำไมผมยังทำอยู่ ทำไมไม่เลือกนั่งเฉยๆ เมอร์ฟี่ บอกว่านั่งเฉยๆแล้วจะไม่เกิดเรื่อง คิดสิ ถ้าต้องการอนาคตก็คิดใหม่

ตามรัฐธรรมนูญได้จัดวางกระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีเอาไว้
ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญนั้น กระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเริ่มดังนี้
ขั้นตอนที่ 1.มาตรา ๘๘ ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
แจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และให้นำความในมาตรา ๘๗ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ขั้นตอนที่ 2มาตรา ๑๕๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควร
ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาจากเนื้อหาที่ปรากฏตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการลงมติของ ส.ส.เหมือนเดิม และพรรคการเมืองเป็นผู้เสนอชื่อเช่นเดิม เพียงแต่ว่าในช่วงสถานการณ์ของประเทศอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน จึงมีการเพิ่มเติมเงื่อนไขพิเศษเอาไว้ ว่าถ้าหากสภาผู้แทนราษฎร์ไม่สามารถมีมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยเงื่อนไขใด ให้เปิดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาชี้ขาดโดยเร็ว ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้เอง ได้ถูกนำมาถามประชาชนในการทำประชามติแล้ว ปรากฎว่าคนใหญ่นั้นเห็นด้วย ในร่างรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล
มาตรา ๒๗๒ ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ตามมาตรา ๒๖๘ แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามมาตรา๑๕๙ ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้
พิจารณากันต่อที่มาตรา 272 ซึ่งต้องใช้เสียงร่วมกันของรัฐสภา 2 ใน3 ถึงจะสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ คำถามก็ถือจากพื้นฐานคะแนนตัวเลขส.ส.หากว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็ลำบาก และที่สำคัญหากว่าคะแนนผ่านแบบฉิวเฉียดรัฐบาลนั้นก็จะไม่มีเสถียรภาพของมีคะแนนเสียงต่างกับฝ่ายค้านปริ่มน้ำเกินไป

จำนวนเสียงรัฐสภาประกอบด้วย
1.ส.ว.ที่มาจากการสรรหา และมีกระบวนการคัดกรองโดยคสช.จำนวน 250 คน
2.ส.ส.500 คน แบ่งเขต 350 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
ทำให้รัฐสภามีสมาชิก 750 คน สามารถออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี

  อย่างไรก็ตามเนื่องจากจะต้องใช้เสียงเห็นชอบในการใช้ข้อบังคับนี้ 2 ใน 3 ของรัฐสภา หรือ 500 เสียงขึ้นไป ถึงจะสามารถนำไปสู่การมีนายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งโดยหลักการแล้วถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยโอกาสที่เงื่อนไขนี้จะเกิดขึ้นก็แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะอย่างไรเสียทั้งสองพรรคนี้จะมีคะแนนรวมกันถึง 250 อย่างแน่นอน และที่สำคัญหากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนส.ส.เกิน 250 คนขึ้นไปก็จะสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว พิจารณาจากเงื่อนไขทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญแล้ว หมายความว่าขั้นตอนแรกนั้นการเลือกนายกรัฐมนตรียังยึดโยงกับประชาชน ผ่านการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ ถ้าหากว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถมีมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จึงจะใช้ช่องทางตามบทเฉพาะกาลให้ส.ว.มาร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี