พิสูจน์ความจริง กองกำลังติดอาวุธแดง มีจริงหรือไม่?

ประเด็นข้อสงสัยของคนไทยทั้งประเทศ สำหรับเหตุการณ์รอบวางระเบิดและสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ในช่วงการจัดกิจกรรมวันแม่

ประเด็นข้อสงสัยของคนไทยทั้งประเทศ สำหรับเหตุการณ์รอบวางระเบิดและสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ในช่วงการจัดกิจกรรมวันแม่ ระหว่างกลางดึกวันที่ 11 และต่อเนื่องมาถึงวันที่ 12 สิงหาคม ทั้งนี้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่ากลุ่มของคนร้ายได้วางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี ขณะที่ล่าสุดจากปฏิบัติการจับกุม ตรวจค้นตามพื้นที่เป้าหมายของหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ก็ทำให้เจ้าหน้าที่มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถทราบและจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ในเร็ววัน ซึ่งในหลายต่อหลายครั้งของการจับกุมและมีการเปิดเผยข้อมูลกันออกมา ก็จะพบว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องหาก็ได้ มักจะมีข้อมูลบางอย่างเชื่อมโยงไปถึงการเมืองขั้วอำนาจเก่าหรือฝ่ายคนเสื้อแดง
ประเด็นดังกล่าวก็ทำให้ถูกตีความเป็น 2 อย่างก็คือ การใส่ร้าย บิดเบือนและโยนข้อกล่าวหามาให้กับฝ่ายตรงกันข้ามรับผิดชอบ หรือไม่ก็เป็นข้อเท็จจริง

วันที่14ส.ค.  1.20 น.เห็นได้ชัดเจนว่าทางฝ่ายคนเสื้อแดง หรือกลุ่มนปช.นั้น มีความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการกล่าวพาดพิง จนทำให้สังคมส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าขั้วอำนาจการเมืองเก่า และกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่ แม้กระทั่งนายทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาขู่ว่าจะฟ้องดำเนินคดีกันเลยด้วยซ้ำ นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าขณะนี้มีการส่งข้อความต่อ ๆ กันในสื่อโซเชียลสร้างกระแสใส่ร้ายด้วยถ้อยคำหยาบคายและเป็นเท็จว่า นายทักษิณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นการใส่ร้ายและหมิ่นประมาทบุคคลอื่นด้วยความเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในสัปดาห์หน้าเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตน เนื่องจากทุกคนที่เป็นอดีตนายกฯ รักและห่วงใยประเทศ คงไม่มีใครทำชั่วเช่นนั้น อย่างไรก็ตามสำหรับการปฏิเสธดังกล่าวยังต้องนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับข้อเท็จจริงในอดีต ที่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ซึ่งได้ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์สร้างความรุนแรงขึ้นในประเทศไทย มักจะมีการตรวจพบข้อมูลสำคัญว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงคนเสื้อแดง หรือไม่อย่างไร ดังต่อไปนี้
ยกตัวอย่างเหตุลอบปาระเบิดเข้าใส่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก เมื่อช่วงค่ำของวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2558สิ่งที่ปรากฏจากคำให้การของนายมหาหิน ขุนทอง ชาวจ.ยโสธร   ที่ระบุเองว่า   “ตัวเองไม่ได้อยากทำ แต่ถูกกดดันจากหลายฝ่าย และกลัวครอบครัวเดือดร้อนจึงได้ลงมือทำ ซึ่งตัวเองนั้นไปรู้จักกับบุคคลที่ใช้ชื่อ เดียร์ ในไลน์ และได้เข้ากลุ่มไลน์เพื่อสนทนากัน แต่ไม่เคยพบหน้าเดียร์มาก่อน เพียงแต่ทราบว่าอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย โดยเดียร์ ระบุว่าหากประเทศเกิดความรุนแรง องค์การสหประชาชาติจะเข้ามาจัดการแทนรัฐบาล นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกลุ่มเสรีชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีสมาชิกราว 10 คน เพื่อโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประชาธิปไตย ส่วนในกลุ่มไลน์ที่ติดต่อกันมีสมาชิกอยู่ในต่างประเทศและในประเทศ  ประเด็นสำคัญท้ายที่สุด นายมหาหิน   ได้เปิดปากยอมรับว่าจะมีการสร้างความรุนแรงมากกว่านี้แต่ยังไม่ได้ระบุสถาน ที่ เพราะต้องรอการประชุมจากสมาชิกก่อน โดยการสร้างความรุนแรงกว่า 100 จุดนั้น เป็นการสร้างความรุนแรงทั่วทุกภาคในประเทศ ซึ่งตัวเองหวังว่าจะทำให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาจัดการตามที่บุคคลในไลน์ ชื่อ เดียร์ว่าไว้   ขณะที่ส่วนตัวมีอุดมการณ์ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย” นอกจากนี้ในแผนผังเครือข่ายของผู้ต้องหากลุ่มนี้ ยังปรากฏชื่อ นายมนูญ ชัยชนะ หรือ “อเนก ซานฟราน” ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ที่ต่างประเทศ และที่สำคัญปรากฏหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายของนายอเนก ที่มักจะเดินทางไปพบกับนายทักษิณ และภาพที่ปรากฎนั้นยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในระดับที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย หรืออีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่อาจเชื่อมโยงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงบางจำพวก ก็ไม่ได้มีเป้าหมายในเรื่องประชาธิปไตยในรูปแบบที่นายจตุพรและแกนนำพยายามกล่าวอ้างว่าคนเสื้อแดงไม่ใช้วิธีการสกปรก ที่ฮือฮาที่สุด เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าตรวจสอบห้องพักของ น.ส.จันทนา วรากรสกุลกิจ ที่หอพักใน ซ.สวนหลวง ถ.สวนหลวง อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร พบอาวุธสงครามพร้อมกระสุนจำนวนมากมาย รวมไปถึงบัตรแสดงตัว นปช. "รวมพลคนประชาธิปไตย" บัตรการ์ด นปช. เลขที่ 3084
24 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ทหารจำนวนประมาณ 200 นาย ได้เข้าล้อมและตรวจค้นชลพฤกษ์อพาร์ทเม้นท์ ต.บ้านกอก อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบอุปกรณ์เตรียมก่อเหตุหลายรายการ ได้แก่ ระเบิดลูกเกลี้ยง 2 ลูก ถังแก๊ส 2 ถัง มีดสปาร์ต้า โทรศัพท์มือถือ เสื้อเกราะกันกระสุน โดยมีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายมีชัย ม่วงมนตรี
โดย พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า ผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ รับคำสั่งจากแกนนำ นปช.ให้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นขอนแก่นโมเดล
28 พ.ค.2557 ทหารจากค่ายมณฑลทหารบกที่ 14 จ.ชลบุรี บุกเข้าไปที่บ้านเลขที่ 9/74 หมู่บ้านบางแสนมหานคร ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนางมนัญชยา เกศแก้ว หรือเมย์ อียู
นางเมย์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ นายทักษิณ หลบหนีกลับไปประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นบ้านของสามี หลังมีการทำรัฐประหาร แต่สามารถจับกุม น.ส.เกศสุดา คุณะเสน อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นเลขาฯ สนิทของนางเมย์ไว้ได้
ทหารต้องตกตะลึงหลังจากทำการตรวจค้นบ้าน พบหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใบโอนเงิน บัญชีการแจกจ่ายเงิน และการว่าจ้างบุคคลทำงานที่เชื่อว่าน่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย รวมทั้งใบแจกจ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ พร้อมใบรายชื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพล และรายชื่อมือปืนทั่วราชอาณาจักรไทย ซึ่งรวมได้ประมาณ 3 กล่องใหญ่ ซึ่งทหารรวบรวมนำไปเป็นหลักฐานในการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบรูปถ่ายที่นางเมย์ได้ถ่ายร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อได้ว่ามีการพบปะกันเป็นประจำและบ่อยครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยง มีหน้าที่แจกจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเสื้อแดง  นปช.ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และว่าจ้างในกรณีต่างๆ อีกด้วย
ที่กล่าวมานี้เป็นแค่เพียงหลักฐานส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่แสดงให้เห็นว่าการจับกุมกองกำลังติดอาวุธในช่วงที่ผ่านๆมา ได้ปรากฏหลักฐานที่บ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหานั้นมีความเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง และมีการวางแผนเตรียมการก่อเหตุมาเป็นอย่างดี
และที่สำคัญคนกุ่มดังกล่าวถูกปลูกฝังอุดมการณ์ที่ไม่ธรรมดา และยังพูดถึงผลกระทบภายหลังการก่อเหตุเพื่อดึงเอากองกำลังนานาชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการของไทย
ซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้รับสารภาพพร้อมกับของกลาง โดยที่ไม่ได้มีการกล่าวหาหรือพูดขึ้นมาลอยๆแต่อย่างใด