เปิดสูตร กึ่งสำเร็จรูป ดัน “พล.อ.ประยุทธ์”เป็นนายกฯต่อ (ชมคลิป)

เปิดสูตร กึ่งสำเร็จรูป ดัน “พล.อ.ประยุทธ์”เป็นนายกฯต่อ

เมื่อถามว่า วันนี้นายกฯ ทำและมองอนาคตของประเทศไทย ขณะที่คนไทยเขาก็มองอนาคตคนที่จะมาเป็นผู้นำเหมือนกัน นายกฯกล่าวว่า “ปัดโธ่ เอาวันนี้ก่อน วันหน้าท่านก็เลือกกันเอง อยากเลือกใครก็เลือก อย่าเพิ่งเอาตนไปเกี่ยวข้องตรงโน้น มันก็จะตีกันตรงนี้ ทะเลาะกันตรงนี้ก่อนแล้วบ้านเมืองจะไปได้หรือไม่ ใครก็ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางการเมืองไปเติมอย่างอื่นเข้าอีก ท่านต้องช่วยในการรักษาความสงบเรียบร้อย ประคับประคองไปก่อน รัฐธรรมนูญออกมารอดูกฎหมายลูกเสร็จแล้วก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เตรียมกฎหมายจัดการเลือกตั้งเพื่อเตรียมสู่กระบวนการเลือกตั้ง มันอีกตั้งยาว แต่มาถามในสิ่งที่ยังไม่เห็นในวันข้างหน้า อย่างที่เคยพูดไว้กลัวผีที่มองไม่เห็นจะกลัวกันทำไมวันนั้น ใครก็ได้ตนคิดว่ามีคนดีมากกว่าตนอีกเยอะแยะในประเทศนี้ ไปดูก็แล้วกัน ถ้าหาคนดีไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม”

การตอบคำถามดังกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ทำให้เกิดการตีความไปต่างๆนานา เกี่ยวกับอนาคตภายหลังการเลือกตั้งว่าพล.อ.ประยุทธ์นั้นพร้อมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งการตอบว่า “ใครก็ได้ตนคิดว่ามีคนดีมากกว่าตนอีกเยอะแยะในประเทศนี้ ไปดูก็แล้วกัน ถ้าหาคนดีไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม” ก็ดูเหมือนว่าพล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่ได้ปิดโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปในวันข้างหน้า

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 กำหนดไว้ในมาตรา 88, 158 และ 159 ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ก่อนเลือกตั้ง พรรคละไม่เกินสามรายชื่อ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่ารายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอจะต้องเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยหรือไม่ ทำให้อาจเข้าใจได้ว่า คนที่จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ต้องเป็น ส.ส. ก็ได้ แต่เนื่องจากพรรคการเมืองต้องเสนอสามรายชื่อก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นหากประชาชนไม่ชอบรายชื่อใดก็ยังพอจะตัดสินใจไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองนั้นได้ ระบบเสนอสามรายชื่อก่อนเลือกตั้งนี้อาจจะเปิดให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องเป็นส.ส.ได้ แต่ไม่ถึงกับเป็นช่องทางให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งเสียทีเดียว
ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีมาตรา 272 อยู่ในหมวดบทเฉพาะกาล ที่กำหนดว่า "มาตรา 272 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88
ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้"
หลักการตามมาตรา 272 เปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี นายกฯ คนนอก ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยก่อนที่จะมี นายกฯ คนนอก ได้นั้น จะต้องมีสามขั้นตอนประกอบกัน คือ
1) ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา
2) รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้
3) ส.ส. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คนเสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน

อีกหนึ่งข้อสังเกตต่อมาตรา 272 คือ มีคำว่า ในวาระเริ่มแรก ซึ่งน่าจะหมายถึงวาระที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ เท่ากับว่าหลักการที่เปิดช่องให้มี 'นายกฯ คนนอก' ได้ตามมาตรา 272 น่าจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึงได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นไม่ว่าจะเลือกตั้งกันอีกกี่ครั้งก็ไม่อาจนำมาตรา 272 มาใช้เพื่อตั้งนายรัฐมนตรีจากนอกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้อีกแล้ว

อีกหนึ่งปรากฎการสอดรับ ในการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือการเปิดตัวของนายไพบูลย์ที่จัดตั้งพรรคการเมือง พร้อมประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ประกาศว่า ได้หารือกับพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกันเพื่อจัดตั้งชื่อพรรคประชาชนปฏิรูป โดยมีเจตนารมณ์ 3 ประการ คือ
          1.ปฏิรูปพรรคการเมืองและนักการเมือง ทำให้การเมืองประเทศไทยดีขึ้น
          2.ปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้มีความบริสุทธิ์และดีงาม
          3.เพิ่มอำนาจให้ประชาชน จะมีการจัดตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
   เพราะคำถามพ่วงที่ประชาชนโหวตเห็นชอบกว่า 10 ล้านเสียงคงมีอุดมการณ์เดียวกับที่ตนเคยเสนอคือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ