เพราะอะไรขบวนการปฏิวัติถึงหวังให้UNเข้ามาแทรกแซงไทย

เพราะอะไรขบวนการปฏิวัติถึงหวังให้UNเข้ามาแทรกแซงไทย

จากคำรับสารภาพของกลุ่มผุ้ต้องหาเครือข่าย นปป.นั้นเป็นที่ชัดเจนแล้วนะคะว่าขบวนการใต้ดินที่เคลื่อนไหวเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศนั้นมีอยู่จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักข่าวทีนิวส์และรายการเจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึกได้นำเสนอมาโดยตลอด วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ก็ออกมายืนยันอีกเสียงว่าคนกลุ่มนี้มีการทำงานแบบรัฐซ้อนรัฐ ส่วนจะเชื่อมโยงกับขบวนการก่อเหตุภาคใต้จะเชื่อมโยงไปถึงไหนนั้น รอให้มีการตรวจสอบ จากการวางแผนและก่อเหตุของกองกำลังติดอาวุธในช่วงที่ผ่านมานั้น จากคำรับสารภาพก็ดี หรือเอกสารหลักฐานที่ตรวจพบ ปรากฏว่าได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ไม่ธรรมดาของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำรับสารภาพตอนหนึ่งของนายมหาหิน ขุนทอง ผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญา ที่พูดถึงทฤษฎี สหพันธรัฐ เนื่องจากว่าต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ ใช่หรือไม่ หรือความเคลื่อนไหวของอีกหนึ่งคนเสื้อแดง ที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ อย่าง น.ส.สุดา รังกุพันธ์ ก็ได้ประกาศถึงเป้าหมายการต่อสู้อย่างชัดเจนซึ่งก็คือระบอบสหพันธรัฐ ร่วมไปถึงการจัดรายการของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ที่พยายามรณรงค์ให้ขบวนการคนเสื้อแดงนั้นต่อสู้ให้เป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ สหพันธรัฐ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า รัฐสหพันธ์ เป็นรัฐอธิปไตยประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะของสหภาพรัฐหรือภูมิภาคที่ปกครองตนเองบางส่วน ที่รวมเข้าด้วยกันโดยรัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลสหพันธ์ ในสหพันธรัฐ สถานะการปกครองตนเองของรัฐองค์ประกอบนั้นตามแบบได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยการตัดสินใจฝ่ายเดียวของรัฐบาลกลาง ระบอบการปกครองหรือโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญที่พบในสหพันธรัฐนั้นทราบกันในชื่อ ระบอบสหพันธรัฐ เป็นระบอบการปกครองที่ตรงข้ามกับรูปแบบรัฐอีกประเภทหนึ่ง คือ รัฐเดี่ยว ตัวอย่างสหพันธรัฐ เช่น ประเทศเยอรมนี ซึ่งประกอบด้วยสิบหกรัฐ (Länder) ที่รวมเข้ากันเป็นสหพันธ์

ทั้งนี้ในปัจจุบัน ประเทศไทยของเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นชื่อเรียกระบอบการปกครองในประเทศไทย ที่รวมเอาทั้งรูปแบบการปกครอง ประเภทประชาธิปไตยโดยมีรัฐสภา กับรูปแบบรัฐ ประเภทการปกครองราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional ไว้ในคำเดียวกัน หมายความว่า สหพันธรัฐที่นายมหาหินพูดก็คือการต่อสู้ของกลุ่มกองกำลังเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศนั่นเอง
คำศัพท์ประเภททฤษฎี เชิงการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงระบอบนั้น ไม่มีชาวบ้านธรรมดาๆที่ไหน จะหยิบขึ้นมาพูดได้ง่ายๆ เพราะจะต้องผ่านการอบรม ฝึกฝนทางความคิด และในเชิงปฏิบัติ ตอกย้ำให้เห็นได้หรือไม่ว่า ขบวนการกลุ่มนี้เป็นกลุ่มขบวนการปฏิวัติ ที่ผสานการทำงานตามทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์ดังนี้
1.พรรค
2.มวลชน
3.กองกำลังติดอาวุธ
แม้ว่า ณ ขณะนี้คนกลุ่มดังกล่าวจะมีองค์ประกอบการจัดตั้งข้างต้นจนครบแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาตั้งใจ เพราะหากพิจารณาจากคำรับสารภาพของนายมหาหินที่ระบุว่าการกระทำใดๆทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อดึงเอากองกำลังจากต่างขาติหรือ ยูเอ็นเข้ามาแทรกแซงกิจการของไทย หากเงื่อนไขสร้างความวุ่นวายประสบความสำเร็จซึ่งแท้ที่จริงแล้ว แผนที่ขบวนการกลุ่มนี้ตั้งใจเอาไว้ก็คือ ประชามติไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน เพราะจะเข้าทางการก่อเหตุมากกว่าสถานการณ์ ณ ขณะนี้

ย้อนกลับไปดูนะคะว่า หากประชามติไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ สถานการณ์จะไปเข้าทางแผนร้ายของคนเหล่านี้อย่างไร
1.เมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ฝ่ายต้านคสช.ซึ่งนำมาโดยพรรคเพื่อไทยและนปช.จะอ้างเหตุผลว่าประชาชนไม่ต้องการคสช.อีกต่อไป และต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญเอง
2.นอกจากพรรคเพื่อไทยและนปช.แล้ว จะมีการอ้างแถลงการณ์จากกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ซึ่งเป็นความร่วมมือกันจากฝ่ายนักวิชาการและนักการเมือง ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมสนับสนุนด้วย
กล่าวโดยสรุปก็คือหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน กลุ่มนักวิชาการและพรรคการเมืองจะอาสาเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งเป็นข้อต่อรองที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่น่าจะยอม เนื่องจากต้องการร่างรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปฏิรูปและป้องกันการทุจริตจากบรรดานักการเมือง เมื่อเป็นเช่นนั้น สถานการณ์ก็จะเดินมาสู่การเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองและกลุ่มนปช. กับประชาชนที่สนับสนุนคสช.ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงกลุ่ม กปปส.เดิม การชุมนุมของประชาชนสองฝ่ายก็จะมีโอกาสอุบัติขึ้นอีกครั้ง เมื่อการชุมนุมของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นอีกครั้งในแผ่นดินไทย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องนำไปสู่การแพ้ชนะข้างใดข้างหนึ่ง โอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าหรือปะทะย่อมมีความเป็นไปได้สูง และประการสำคัญเมื่อฝ่ายนักการเมืองได้บทเรียนมาจากการชุมนุมที่ผ่านมา ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป ข้อเรียกร้องจะถูกแสดงออกไปยังสากลทันที โดยอ้างเรื่องความอบธรรมว่า คสช.ไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน ภาพของประชาธิปไตยต่อสู้กับเผด็จการก็จะถูกจุดขึ้นมา และเมื่อนั้นต่างชาติก็จะเข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้มองใครอื่น นอกจากสหรัฐอเมริกา ประกอบกับท่าทีของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยว และส่งเจ้าหน้าที่มาเคลื่อนไหวอย่างมีนัยะสำคัญกับประชามติ

ยกตัวอย่างเช่นการส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์หน่วยออกเสียงประชามติ และออกประกาศเตือนว่าจะมีการชุมนุมหรือเหตุการณ์ความรุนแรง กระทั่งในวันที่11-12สิงหาคม ได้เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ การแสดงออกดังกล่าวของสถานทูตสหรัฐได้แสดงให้เห็นถึงความผิดปก โดยเฉพาะการเตรียมเดินทางไปพบปะกับคนเสื้อแดงในช่วงการออกเสียงประชามติ ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายหลังการออกเสียงประชามติต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าสหรัฐฯคิดจะทำอะไรกับประเทศไทย และเมื่อผลการออกเสียงประชามติตามที่ประชาชนมีความเห็นชอบรับร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่สหรัฐกลับตั้งแง่กับผลที่เกิดขึ้น ทั้งข้อจำกัดเสรีภาพในการรณรงค์แสดงความคิดเห็น พร้อมกับเร่งให้ประเทศไทยเข้าสู่การเลือกตั้งโดยเร็วๆ ทั้งๆที่รัฐบาลคสช.มีโรดแมปการทำงานไปสู่การเลือกตั้งช่วงปลายปี2560 อยู่แล้ว จากการแสดงออกดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลชัดเจน ยิ่งถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ ปัจจัยต่างๆก็ดูจะเข้าองค์ประกอบเคลื่อนไหวของสหรัฐฯเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากว่ามีการชุมนุมของประชาชนสองฝ่าย สหรัฐฯก็คงจะเลือกยืนอยู่กับฝ่ายที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย โอกาสของการแทรกแซงกิจการภายใน เหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลกก็จะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่? สงครามกลางเมืองซีเรีย เป็นการขัดกันด้วยอาวุธหลายฝ่ายที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศซีเรีย โดยมีต่างชาติ นำโดยสหรัฐอมริกาเข้าแทรกแซง ความไม่สงบเริ่มในต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2554 ในบริบทการประท้วงอาหรับสปริง โดยมีการประท้วงทั่วประเทศต่อรัฐบาลประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัด ซึ่งกำลังของเขาสนองโดยการปราบปรามอย่างรุนแรง ความขัดแย้งค่อย ๆ กลายจากการประท้วงของประชาชนเป็นการกบฏมีอาวุธ ที่นำมาสู่ความสูญเสียและหายนะที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ต่างมองว่าการที่สหรัฐฯเลือกที่จะบุกซีเรียนั้น เป็นเพราะความคาดหวังเรื่องผลประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า
เฉกเช่นประเทศไทยที่มีทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติและพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการรบที่สนามบินอู่ตะเภา และการที่สหรัฐฯ เลือกส่งนาย เกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ มาเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำไทย เมื่อเปิดแฟ้มประวัติของเขาดู ก็ยิ่งส่อเจตนาในทางแทรกแซงมากยิ่งขึ้น  เพราะเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ คนนี้เคยผ่านสนามการทำงานในลักษณะหน่วยข่าวและสายลับมาอย่างโชกโชน ก่อนหน้านั้น นายเดวีส์ เคยเป็นผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือระหว่าง พ.ศ. 2555 - 2557 และปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้แทนสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA)
ระหว่างปี พ.ศ. 2552 - 2555 นายเดวีส์ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มรองผู้ช่วยรัฐมนตรีและเป็นรองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2549 - 2552 ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาอาวุโสประจำ Leadership and Management School แห่ง Foreign Service Institute (FSI)
เมื่อ พ.ศ. 2548 - 2549 รักษาการผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2548 รองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการยุโรประหว่างปี พ.ศ. 2547 - 2548 และผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองในวาระที่สหรัฐอเมริกาเป็นประธานกลุ่ม G-8 ระหว่างปี พ.ศ. 2546 - 2547 และช่วงปี พ.ศ. 2542 - 2546 นายเดวีส์ รับตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ณ กรุงลอนดอน
นอกจากนี้ นายเกล็น ยังเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council - NSC) ระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2542 รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และรองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการสาธารณะ ระหว่าง พ.ศ. 2538 - 2540 และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ (Operations Center) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2535 - 2537 ขณะที่ก่อนหน้านั้น เคยไปปฏิบัติราชการในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และ ซาอีร์
จากการเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง ซึ่งในประเด็นสุดท้ายทั้งกรณีของสหรัฐอเมริกา และต่างชาติ ก็ล้วนเป็นส่วนที่ออกมาจากคำพูดนายมหาหิน ที่บอกว่าเมื่อก่อเหตุสร้างความวุ่นวายแล้ว กองกำลังยูเอ็นก็จะเข้ามา เพื่อบรรลุแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่สหพันธรัฐฯนั่นเอง