เปิดปูม  "ประชา ประสพดี"... มติ “สนช.” ถอดถอน เว้นวรรค 5 ปี

เปิดปูม "ประชา ประสพดี"... มติ “สนช.” ถอดถอน เว้นวรรค 5 ปี

อีกหนึ่งประเด็นซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของบรรดานักการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่แทรกแซงการทำงานของหน่วยงานอื่นๆ เพราะแม้ว่าจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วแต่การกระทำที่ยังมีความผิดอยู่ก็ต้องดำเนินการก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ และพิจารณาลงโทษต่อไป

ล่าสุดวันนี้ก็คือกรณีของนายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยที่ประชุม สนช. พิจารณากระบวนการถอดถอนนายประชากรณีใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน นายประชา ประสพดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเป็นการลงมติถอดถอนหรือไม่ ด้วยวิธีการลงคะแนนลับด้วยการขานชื่อ ซึ่งหลังจากสมาชิกสนช. ลงมติเสร็จเรียบร้อยผลปรากฏว่าสนช.มีมติถอดถอน 182 เสียง ไม่ถอดถอน 7 เสียง สรุปว่าสนช.มีมติถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่ง จึงเป็นผลให้นายประชาต้องถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐหรือการรับราชการเป็นเวลา 5 ปี โดยกระบวนการถอดถอนนายประชา ออกจากตำแหน่ง เป็นไปตามมาตรา 6 วรรค2 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 สืบเนื่องจากกรณีที่นายประชา ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด (อ.ต.) ในการพิจารณาลงโทษการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด อดีตผอ.องค์การตลาด ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการลงมติในวันนี้ ในการประชุมสนช.เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ได้เชิญคู่กรณีทั้งฝ่ายคณะกรรมการป.ป.ช. และ ฝ่ายนายประชา เข้ามาแถลงปิดสำนวนให้ที่ประชุมสนช.รับทราบ
โดยน.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. แถลงปิดคดีว่า ยืนยัน ป.ป.ช.มีอำนาจพิจารณาถอดถอนนายประชาออกจากตำแหน่งตามกฎหมาย โดยพบว่า นายประชามีพฤติการณ์โทรศัพท์ไปสั่งการรองประธานคณะกรรมการ องค์การตลาด เมื่อวันที่ 11 พ.ย.55 ขอให้ระงับการประชุมองค์การตลาด ในวันที่ 12 พ.ย.2555 ที่มีวาระพิจารณาการเลิกจ้างนายธีธัช ออกไปก่อน ทั้งที่ช่วงนั้นนายประชาแม้จะเป็นรมช.มหาดไทย แต่ยังไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลอต. จึงมีเจตนาแทรกแซงการทำงานในหน้าที่ขององค์การตลาด ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 และ 268 ตามรัฐธรรมนูญปี 50 และขัดหลักเกณฑ์บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของรัฐวิสาหกิจ เพราะอำนาจการเลิกจ้างผู้อำนวยการองค์การตลาด เป็นของบอร์ดองค์การตลาด ไม่ใช่อำนาจของรมช.มหาดไทย อีกทั้งต่อมา เมื่อบอร์ดองค์การตลาด มีมติเลิกจ้างนายธีธัช สร้างความไม่พอใจให้นายประชา จนมีคำสั่งปลดบอร์ดองค์การตลาด แสดงถึงการใช้อารมณ์และอำนาจในการบริหารรัฐวิสาหกิจ เป็นการล้วงลูก ทำลายระบบบริหารงานรัฐวิสาหกิจร้ายแรง ไม่ให้มีอิสระในการทำงาน ถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่จบสิ้น จึงเข้าข่ายสมควรให้สนช.ลงมติถอดถอน

ขณะที่นายประชา ประสพดี อดีตรมช.แถลงปิดสำนวน โดยปฏิเสธทุกกล่าวหาของป.ป.ช. และยืนยันว่า การกระทำของตนตามที่ถูกกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี มิได้มีเจตนาก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด. และไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อตัวเอง หรือผู้อื่น ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่องค์การตลาด จากสิ่งที่ได้นำเสนอตั้งแต่ตอนแถลงเปิดสำนวน การตอบข้อซักถามแล้ว ที่ขณะนั้นตนยังไม่ได้รับโปรดเกล้าในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย
จึงไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบชุดดังกล่าว และไม่เคยรู้จักหรือขัดแย้งกับคณะกรรมการองค์การตลาดดังกล่าว เพียงแค่ต้องการให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยในฐานะรัฐมนตรีที่มีอำนาจกำกับดูแล แค่สั่งให้ผูกมิตรผูกไมตรีตามกรอบกฎหมายโดยขอให้ชะลอการประชุมเพื่อรอตนไปมอบนโยบายก่อน นายประชา กล่าวต่อว่า จากนั้นจะทำอะไรก็ดำเนินการไปต่อด้วยความชอบธรรม โดยไม่ทราบว่าเขาประชุมด้วยเรื่องอะไร เพราะไม่เคยพบหรือคุยโทรศัพท์กับนายสัมพันธ์ ธรรมรัตน์ รองประธานซึ่งเป็นประธานกรรมการสอบ การชะลอการประชุมก็ไม่ได้เป็นโทษร้ายแรงที่จะไปก่อโทษก่อประโยชน์กับผู้ใด ไม่ใช่ความโกรธแค้นไม่พอใจกับใคร
นายประชา กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาเป็นเรื่องความเห็นต่างในข้อกฎหมายต่อการทำหน้าที่ของตนในฐานะรัฐมนตรีที่มีอำนาจกำกับดูแลองค์การตลาด และรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ และการลงมติของสนช.จะสิ่งสำคัญที่สุดต่อชีวิต ทั้งส่วนตัวและชีวิตการเมือง แต่เชื่อมั่นและมั่นใจว่า สมาชิกสนช.ทุกคนจะมีความเมตตากรุณา โดยเฉพาะเรื่องความเป็นธรรมที่จะให้โอกาสด้วยการลงมติหรือวินิจฉัยด้วยประการใด ตนเชื่อและยึดมั่นว่า กฎแห่งกรรมมีจริง หากทำจริงจะต้องย่อยยับไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อผลออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับในมติ
จากการพิจารณาดังกล่าวจึงทำให้ นายประชาต้องถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐหรือการรับราชการเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งหลังจากนั้น ทาง สนช. จะแจ้งผลการถอดถอนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบเป็นลำดับต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนสำนักข่าวทีนิวส์ จะได้ย้อนที่มาที่ไป ถึงเรื่องที่เกิดชึ้น
23 มิถุนายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้เผยแพร่ ความคืบหน้าเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ในรอบเดือน พ.ค.- มิ.ย. 2559 พบว่า มีเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด หรือให้ข้อกล่าวหาตกไป และสำนักงาน ป.ป.ช.ได้รายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบว่าได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาเพื่อลงโทษทางวินัย และหรือไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว ซึ่งมีการร้องเรียนกล่าวหา นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรี ก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาด (อต.) ที่พิจารณาเรื่องการทุจริตของอดีตผู้อำนวยการองค์การตลาด เพื่อช่วยเหลืออดีตผู้อำนวยการองค์การตลาด ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า นายประชามีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 (1) ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลจาก ป.ป.ช. พบว่า เมื่อเดือน เม.ย. 2559 คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้สรุปสำนวนรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้พิจารณาลงมติดังกล่าว
อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2555 นายสำคัญ ธรรมรัต ประธานคณะกรรมการองค์การตลาด (ขณะนั้น) เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ที่ให้พิจารณาข้อเท็จจริง นายธีธัช สุขสะอาด ผู้อำนวยการองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย กรณีมีข้อร้องเรียนกล่าวหาว่า กระทำความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ซึ่งจากการพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่า นายธีธัช กระทำความผิดตามกฏหมายจริง โดยสมยอมราคาประมูลกรณีการปรับปรุงอาคารทรงไทยที่สำนักงานองค์การตลาดสาขาอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เลิกจ้าง นายธีธัช สุขสะอาด ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่16 พ.ย.2555 ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 266 ระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ส่วนมาตรา 268 ระบุว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี จะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 มิได้ เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายกำหนด  สำหรับ นายประชา ประสพดี  เคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายครั้งแต่แต่สมัยสังกัดพรรคพลังธรรม แต่มาได้รับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 สังกัดพรรคไทยรักไทย นายประชาเป็นข่าวหลายครั้งจากการแถลงในหลายๆกรณี เช่น พ.ศ. 2546 จากการแถลงขับไล่ร้อยตำรวจเอกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และ พ.ศ. 2548 กรณีให้นายประมวล รุจนเสรีขอโทษพรรคไทยรักไทย หลังจากนายประมวลซึ่งเป็น ส.ส. ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคที่สังกัดอยู่คือพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3)