พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งหน.คสช.พักงาน “สุขุมพันธุ์-หมอเปรม”

พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งหน.คสช.พักงาน “สุขุมพันธุ์-หมอเปรม”

เรียกเสียงฮือฮือฮาอีกครั้งกับการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ม.44 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในการสั่งพักงานหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายเปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 50/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ ๖ โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบขององค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มูลกรณีเป็นเรื่อง เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ แม้ผลการตรวจสอบหรือการสอบข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังไม่อาจสรุปความผิดได้ แต่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอยู่ในความสนใจของประชาชนและมีการดำเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง

ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเคยมีคำสั่งให้ใช้มาตรการชั่วคราวในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจง พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างโปร่งใสไม่เป็นที่ครหา และเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและประชาชน ตลอดจนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2559 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑    ให้หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในกรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตำแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนในระหว่างนี้ ข้อ ๒    ให้นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในเทศบาลเมืองบ้านไผ่เป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตำแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนในระหว่างนี้
ข้อ ๓ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งดำเนินการตรวจสอบหรือสอบข้อเท็จจริงบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ อยู่แล้ว ยังคงดำเนินการต่อไป ในกรณีพบว่าไม่มีการกระทำความผิดหรือมีการกระทำความผิดหรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้อื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นด้วย ให้หน่วยงานที่ตรวจสอบรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือมีคำสั่งเพิ่มเติมต่อไป การรักษาการแทนผู้ดำรงตำแหน่งตามข้อ ๑ และข้อ ๒ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นประการอื่น ข้อ ๔ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. อยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค. 2559 เพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ 10 ปี ความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ระหว่างกรุงเทพมหานคร - กรุงโซล

ทั้งนี้หากพูดถึงการทำหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏข่าวการใช้จ่ายงบประมาณที่สุ่มเสี่ยงอยู่หลายครั้ง รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในเขตกรุงเทพมหานคร
จนเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางให้ตรวจสอบการทำหน้าที่มาโดยตลอด
ในทางการเมือง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย โดยเมื่อปี 2556 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย คว้าไป 1.2 ล้านคะแนน เฉือนอันดับสองอย่าง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากพรรคเพื่อไทย ที่ได้คะแนนทะลุล้านเช่นกัน นับเป็นพ่อเมือง กทม. ที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุด
 

ช่วงเริ่มต้นของการทำงานในฐานะผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก สร้างผลงานด้วยการเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง ได้แก่ สายตากสิน-บางหว้า, อ่อนนุช-
แบริ่ง และ หมอชิต-สะพานใหม่ โดยในสองส่วนแรกเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่นานเรื่องฉาวให้ชาวบ้านวิจารณ์เริ่มโผล่มา กับโครงการติดกล้อง CCTV จำนวน 2 หมื่นตัว กทม. ยืนยันว่าติดตั้งครบ แต่พอเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้ กลับใช้งานไม่ได้ ก็อ้างว่ามีกล้องบางส่วนอยู่ระหว่างรอการเชื่อมกระแสไฟฟ้า
เป็นที่มาของโครงการระดับตำนาน “ใครเจอกล้องดัมมี่รับเงินทันที 1 แสนบาท” เป็นโครงการเรียกความเชื่อมั่นว่ากล้อง กทม. ใช้งานได้จริงทุกตัว
ประโยคเด็ดกลายเป็นภาพจำของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ คงไม่พ้น “ไม่อยากน้ำท่วมต้องไปอยู่บนดอยครับ”

เหตุเกิดจากช่วงต้นปี 2558 พายฝนซัดกระหน่ำกรุงเทพฯ น้ำขังน้ำท่วมคนกรุงใช้ชีวิตกันอย่างทุลักทุเล มีคลิปการเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังทั้งที่ออกแนวน่ารักและดูน่าสงสารเต็มโลกโซเชียลเป็นข่าวใหญ่โตรถติดสนั่นเมือง คนเริ่มหงุดหงิดถามหาผู้ว่าฯ กทม. ไหนบอกจะแก้ปัญหาน้ำท่วม แก้ปัญหารถติด ไหนบอกมีโครงการอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำพระราม 9 -รามคำแหง แต่ทำไมน้ำนองท่วมเมืองทะลุท่วมเข้าไปถึงกลางห้างสรรพสินค้าดัง
ร้อนถึงคุชายหมู ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงเรียกศรัทธาแต่กลับหลุดประโยคเด็ด “ประเทศเราเป็นเมืองน้ำ เราเป็นเมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้มีจุดเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม ให้ไปอยู่บนดอยครับ”

ร้อนถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องออกมาขอโทษคนกรุงเทพฯ แทนโดยอ้างว่าม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พูดอย่างนั้นเพราะเหนื่อยกับการแก้ปัญหามากไปหน่อย
และกับสถานการณ์น้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานคร เมื่อฝนตกหนัก  เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 กับประโยคคำพูดที่ว่า "ต้องกราบขออภัยคนกรุงเทพฯ ที่ได้รับความเดือดร้อน และขออภัยหากจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในอนาคตอีก เพราะ กทม.เป็นเมืองน้ำ ต้องมีน้ำรอการระบาย อีกทั้งเป็นปกติของน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ น้ำบนผิวการจราจรไม่ใช่น้ำท่วม แต่เป็นน้ำขังรอการระบาย"

ช่วงท้ายสมัยการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ดูจะไม่สดใส หลังแตกหักตัดขาดกับพรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคุณชายหมูอย่างเข้มข้น เปิดประเด็นการส่อทุจริตในหลายโครงการของ กทม.

เริ่มเปิดประเด็นเรื่องแรกกับโครงการจัดซื้อเครื่องดนตรีให้กับโรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 งบประมาณรวมกว่า 1.3 พันล้านบาท
แต่นายวิลาศ แฉว่าซื้อเครื่องดนตรีไปแต่ใช้ไม่ได้จริง เพราะไม่มีครูสอน

ร้อนถึงทีมงานผู้ว่าฯ กทม. ต้องออกมาชี้แจงเป็นการด่วน พร้อมยืนยันว่าส่งมอบเครื่องดนตรีครบถ้วนใช้งานได้จริง แม้ครูจะขาดแคลนแต่ก็อบรมครูวิชาอื่นไปสอนดนตรีแทนพอถูไถไปได้
ยังไม่ทันพักหายใจ พายุลูกใหม่พุ่งใส่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อีกครั้ง กับโครงการกรุงเทพฯ แสงสีแห่งความสุข หรือ อุโมงค์ไฟหน้าลานคนเมือง มูลค่า 39 ล้านบาท กับคำถามที่ว่าคุ้มค่าหรือไม่
โดยเรื่องนี้ นายวิลาศ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบผลสอบปรากฏว่ามีข้อผิดปกติหลายจุดชัดเจน เช่น บริษัทที่ชนะประมูลไม่มีประสบการณ์ด้านการประดับไฟเลย
เพราะขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก กับกรณีล่าสุดกับโครงการงานปรับปรุงห้องทำงานผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ใช้งบประมาณกว่า 16.5 ล้านบาท กับคำถามคาใจประชาชนว่าจำเป็นแค่ไหนกับการปรับปรุงห้องทำงานผู้บริหารที่เหลือวาระตามปกติอีกไม่กี่เดือน

ล่าสุด สตง. เข้าตรวจสอบเรื่องนี้แล้วพร้อมระบุชัดว่ามีการดำเนินโครงการผิดขั้นตอนเพราะมีการดำเนินโครงการไปแล้วแต่มาประกาศหาผู้รับจ้างทีหลัง
ส่วนเรื่องรูปแบบและราคาตรงกับราคากลางหรือไม่อยู่ระหว่างตรวจสอบ

อีกเรื่องที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกัน คือเรื่องโครงการบำบัดน้ำเสียภายใต้ชื่อ “โครงการศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางซื่อ” เป็นโครงการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านบาท ตั้งอยู่ในสวนวชิรเบญจทัศ หรือ สวนรถไฟ พื้นที่ในการบำบัดน้ำเสียครอบคลุม 4 เขต ได้แก่ บางซื่อ จตุจักร ดุสิต และพญาไท รวม 20.7 ตร.ก.ม. จำนวนบ่อดักน้ำเสีย 163 บ่อ

นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อม ห้องจัดประชุมสัมมนาขนาด 200 ที่นั่ง และอุทยานไม้น้ำ ไม้ห้อม พันธุ์ไม้ในโครงการพระราชดำริ เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2555
 

แต่ปัจจุบันนี้แหล่งข่าวยืนยันว่า โรงงานบ่อบำบัดน้ำเสียแห่งนี้ เครื่องจักรต่างๆ เปิดใช้งานเพียงบางส่วนเพื่อบำบัดน้ำเสียแค่ในสวนรถไฟเท่านั้น ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ

ขณะที่สถานที่จัดแสดงนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่มีการจัดแสดง ห้องประชุมสัมมนาขนาด 200 ที่นั่งก็ยังไม่มีการใช้งานส่วนอุทยานไม้น้ำก็ขาดการดูแลเสียหายไปกว่าครึ่งแล้ว และก็ยังไม่ได้จัดแสดงให้ได้ประโยชน์แต่อย่างใด
สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่ลงทุนมากแต่ไม่คุ้มค่า

ทั้งหมดนี้เป็นผลของการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นที่มาของการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.เพื่อพักงานดังกล่าว