ประชาธิปัตย์ ย้ำชัด !!! สั่งพักงาน "สุขุมพันธุ์"  ไม่เกี่ยวกับปชป.

ความคืบหน้าภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

ซึ่งหลังจากที่มีคำสั่งดังดังกล่าวออกมา พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมาระบุถึง เรื่องดังกล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ไม่ได้บอกว่าผู้ว่าฯผิดหรือไม่ ผิด เพียงแต่ให้เข้าสู่ กระบวนการตรวจสอบหากไม่ผิดสามารถกลับมาทำหน้าที่ ได้

พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการใช้มาตรา 44 พักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ว่า เป็นเพราะมีเรื่องทักท้วงจากสำนักงานผู้ตรวจแห่งแผ่นดิน แต่ตนยังไม่บอกว่ามีการทุจริตหรือไม่ เรื่องนี้ทำเหมือนกรณีอื่นๆ มิเช่นนั้นอาจกลายเป็น 2 มาตรฐาน

เพราะก่อนหน้านี้สื่อมวลชนก็ มาว่า โดยบอกว่าเหตุใดตนไม่ทำคดีนี้นั่นเป็นเพราะต้องทำตามขั้นตอน ยืนยันว่าการใช้มาตรา 44 ไม่ได้บอกว่าผู้ว่าฯผิดหรือไม่ ผิด เพียงแต่ให้เข้าสู่ กระบวนการตรวจสอบหากไม่ผิดสามารถกลับมาทำหน้าที่ ได้ แต่จะทำที่ไหนก็แล้วแต่ ความเหมาะสมมาตรา 44 มีไว้ทำเช่นนี้

แต่ถ้าใช้อีกแบบแรงกว่านี้ คือการชี้ผิดถูกไล่ออกโดยไม่ต้องสอบก็ทำได้ แต่ไม่ทำ เพราะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกลไกกระบวนการยุติธรรมที่ มีสิทธิ์ต่อสู่ คนตรวจสอบจะได้สบายใจส่วนคนถูกตรวจสอบจะได้ไม่เป็นภาระมากนัก ถือเป็นสิ่งที่ดีของทั้ง 2 ฝ่ายและประชาชนเองก็ต้องรอฟัง อย่าเพิ่งบอกว่าผิดหรือถูกเพราะบางทีเขาไม่มีโอกาสต่อสู้ แต่สังคมกลับบอกว่าผิดแล้วจะแก้ให้เขาอย่างไรหากไม่ผิด นี่คือปัญหาของประเทศ

ทั้งนี้ การพักงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการปัญหาน้ำในกทม.ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของการตรวจสอบความโปร่งใส่ เพราะถ้าเกี่ยวกับน้ำท่วมก็คงต้องปลดและย้ายคนทั้งหมดเลยหรือไม่ อย่างนั้นคงต้องใช้มาตรา 44 ทุกจังหวัดเลยหรือไม่ แต่ให้รู้บ้างว่าทำเพื่ออะไร หากไม่ใช้เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการการตรวจสอบ และเป็นเรื่องของความเหมาสมในบางกรณีรวมถึงทำงานที่ไม่มีประสิทธิ์ภาพ  

หลังจากที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เจอมาตรา 44 สั่งพักงาน ก็ต้องไปดูทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาระบุถึงเรื่องนี้ว่าเคยออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้ว่าเมื่อผู้บริหารของกทม.ไม่พร้อมที่จะให้พรรคเข้าไปช่วยติดตามดูแลก็ถือว่าทำงานกันโดยเอกเทศจึงเป็นเรื่องของกทม.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเคยออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้ว่าเมื่อผู้บริหารของกทม.ไม่พร้อมที่จะให้พรรคเข้าไปช่วยติดตามดูแลก็ถือว่าทำงานกันโดยเอกเทศจึงเป็นเรื่องของกทม.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อคนที่พรรคเลือกให้ลงสมัครผู้ว่ากทม.ในอนาคตหรือไม่นั้น พรรคต้องเก็บเกี่ยวจากเรื่องนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้แม้จะครบวาระในปี 60 ก็คงไม่ได้หมายความว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เกิดขึ้นทันที เพราะหากคำสั่งคสช.ตัวหลักยังอยู่ก็ยังไม่มีการเลือกตั้ง จึงไม่ทราบนโยบายของคสช.จะเป็นอย่างไร ดังนั้นพรรคจึงไม่ได้มีการวางตัวสำหรับเรื่องนี้

ทั้งนี้ จะมีการปรุงกฎหมาย กทม.เกี่ยวกับโครงสร้าง อาจจะไม่มีสภาเขต ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักอย่างไร เพราะในขณะนี้มีการปรับปรุงกฎหมายท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่ง ห่วงเรื่องอบต.มากที่สุด เพราะการเอาหลักเกณฑ์จำนวนประชากร กับรายได้นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในหลายพื้นที่

ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดตอนนี้ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ อยู่ระหว่างไปร่วมงานจัดงานฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะบ้านพี่เมืองน้องระหว่างกรุงโซลกับ กทม. ที่ประเทศเกาหลี

นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกประจำตัวผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ล่าสุด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้รับทราบคำสั่ง คสช.แล้ว และได้หยุดปฎิบัติหน้าที่ทันที โดยได้แยกกับคณะที่เดินทางไปร่วมงานเพื่อกลับประเทศไทยแล้วม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ทราบเรื่องขณะอยู่ระหว่างเดินทางไปร่วมงานฉลองสัมพันธ์ 10 ปี เมืองพี่เมืองน้อง กรุงเทพฯ-โซลทั้งนี้ ท่าน ยอมรับคำสั่งทุกอย่าง ไม่อุทธรณ์ และไม่แถลงใดๆทั้งสิ้น โดยระหว่างแวะพักเครื่องที่ฮ่องกง เมื่อผมได้รับรายงานคำสั่ง คสช.ก็แจ้งให้ท่านทราบทันที ซึ่งท่านก็น้อมรับคำสั่งของ คสช. เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานทางการเมือง และได้แยกตัวออกจากคณะ

ซึ่งไม่ทราบว่าหลังจากนั้นท่านจะเดินทางไปที่ไหน อย่างไร เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน อีกทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ท่านยืนยันว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด แต่ส่วนคณะที่เหลือได้เดินทางถึงกรุงโซล เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.วันที่ 25 สิงหาคม โดยการร่วมงานฉลองนั้น คณะผู้บริหาร กทม.ที่เดินทางไป ซึ่งนำโดย นางรัชนีวรรณ อัศวธิตานนท์ รองปลัด กทม.จะเข้าร่วมงานทั้งหมดเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี

ขณะที่นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานเรื่องการทำงานจาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์แต่อย่างใด ซึ่งรายละเอียดต้องรอปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.แต่เชื่อว่าการทำงานของ กทม.จะไม่สะดุด เพราะรองผู้ว่าฯ กทม.แต่ละคนมีภารกิจที่ได้รับมอบหมายแบ่งงานกันอย่างชัดเจน แต่ยอมรับว่าอาจมีเสียขวัญกำลังใจกันบ้าง เพราะเป็นคำสั่งแบบกะทันหัน ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว

สำหรับหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร  เป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 15 รวมทั้งอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยแรกวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พรรคประชาธิปัตย์ ส่งชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตรได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การบริหารงานของสุขุมพันธ์ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของชาวกรุงเทพมากนัก และมักจะได้รับเสียงก่นด่าอยู่เสมอจากการบริการงานที่ล่าช้าและไม่โปร่งใส อาทิ การสร้างสนามบางกอกอารีนาไม่ทันการแข่งขันฟุตซอลโลก, กล้องซีซีทีวีปลอม, การต่อสัญญาสัมปทานบีทีเอส 30 ปี, ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งหลายครั้งที่เขาตำเป็นประเด็นก็จะเก็บตัวเงียบไม่พบสื่อ จนถูกตั้งฉายาว่า "หม่อมเอ๋อ"

ต่อมา เป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยสอง แม้ว่าจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมากนัก แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ตัดสินใจส่งสุขุมพันธ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครสมัยที่สองในการเลือกตั้งเมื่อ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งสุขุมพันธ์ต้องแข่งขันกับ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล การสำรวจโดยสำนักโพลต่างๆก่อนการเลือกตั้ง พบว่าพงศพัศ มีคะแนนนำสุขุมพันธ์ในการสำรวจทุกครั้งและมวลชนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็หันไปสนับสนุนผู้สมัครคนอื่นๆ จนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งดิ้นรนที่จะรักษาฐานอำนาจทางการเมืองจำเป็นต้องหาเสียงโดยใช้วาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" และกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นพวก "เผาบ้านเผาเมืองเพื่อจูงใจคนที่ไม่ชอบพรรคเพื่อไทยหันมาเทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์แทนที่จะไปเลือกผู้สมัครคนอื่นซึ่งจะเป็นคะแนนที่เสียเปล่า การหาเสียงด้วยวาทกรรมนี้ ช่วยให้สุขุมพันธ์พลิกกลับมาชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียง 1,256,349 เสียง ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร   ถูกตรวจสอบขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ราชการในครั้งที่ 2 นี้เรื่อง ความไม่โปร่งใสระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแถลงว่าได้ยื่นเรื่องการตรวจสอบโครงการติดไฟประดับอุโมงค์ไฟแอลอีดี จำนวน 5 ล้านดวง งบประมาณ 39.5 ล้านบาทแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้แจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการมหาดไทย แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.และนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯกทม. ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 123 และพิจารณากำหนดแนวทางการปฏิบัติในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เงินงบกลาง ประเภทเงินสำรองจ่ายทั่วไป กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้ใช้จ่าย แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในฐานะพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ให้ดำเนินคดีแก่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ต่อมาโครงการติดไฟประดับอุโมงค์ไฟแอลอีดี มีปปช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นาย จุมพล สำเภาพล รองผู้ว่ากทม. และบุคคลอื่นอีก 14 รายแต่ไม่สอบสวน หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงอีกว่ากำลังตรวจสอบ โครงการจัดซื้อจ้ดจ้างของกทม. อีก 2-3 อาทิโครงการจัดซื้อเครื่องดนตรี โครงการตกแต่งห้องทำงานส่วนตัว 16.5 ล้านบาท โครงการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กในราคาแพงเกินจริง

จนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 50/2559 ให้สุขุมพันธุ์ระงับการปฏิบัติราชการ หรือหน้าที่ในกรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตําแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคําสั่ง โดยอาศัยอํานาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งมีการแต่งตั้ง ผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันเดียวกัน