30 ส.ค.อสส.เตรียมเคาะคดี “ธัมมชโย” จะฟ้องยังไงถ้ายังไม่ได้ตัว

30 ส.ค.อสส.เตรียมเคาะคดี “ธัมมชโย” จะฟ้องยังไงถ้ายังไม่ได้ตัว

ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ต้องกลับมาติดตามสถานการณ์ของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอีกครั้ง สืบเนื่องจากในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ อัยการสูงสุดเตรียมที่จะประชุมเพื่อพิจารณาสำนวนว่าจะสามารถดำเนินการสั่งฟ้องพระธัมมชโยได้หรือไม่

ประกอบกับการเปิดเผยของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ระบุว่าหลังจากประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทำให้ทราบว่าพระธัมมชโย มีความพร้อมที่จะมอบตัวแล้ว

เช่นเดียวกันกับการดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีการเรียกพระที่มีความใกล้ชิดกับพระธัมมชโยมาให้ข้อมูลในฐานะพยานอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการออกมาระบุว่า พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เตรียมประสานมอบตัว กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ว่า เป็นเรื่องที่ได้ยินมาตลอด มองว่าอาจเป็นการพูดคุย แต่หลายครั้งก็ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง เรื่องนี้ได้ยินมาประจำ หากครั้งนี้จะเป็นจริงสักครั้งก็ถือเป็นเรื่องดี

ทั้งนี้ หลายกรณีที่เกี่ยวข้อง และมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ก็เป็นการเข้ามาในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นหากจะมีการเดินเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมบ้างก็ถือเป็นเรื่องดี และต้องขอบคุณ เพราะการจับกุม หรือขอหมายค้นจากศาลเป็นเรื่องยุ่งยาก ทั้งกับศาลและมวลชนทั้งที่เรื่องดังกล่าวเพียงคนๆ เดียวเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเรื่องก็จบ พร้อมยกตัวอย่างพระหลายรูปที่ถูกเรียกเข้าพบก่อนหนี้ เมื่อมาพบแล้วก็จบยังไม่มีใครต้องติดคุกติดตะราง

ส่วนกรณีที่อัยการยังไม่มีการสั่งฟ้องคดีที่ดีเอสไอสรุปสำนวนไปก่อนหน้านี้ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอพยายามให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน แต่เมื่อสรุปสำนวนไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการ แต่ยืนยันว่าตนและดีเอสไอดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้น คงต้องสอบถามกับอัยการซึ่งหากได้คำตอบแล้วก็ขอให้บอกตนด้วย

ทั้งนี้เมื่อพูดถึงความน่าเชื่อถือของข่าวที่ว่าพระธัมมชโยจะยอมมอบตัวนั้น ผู้ที่ออกมาเปิดเผยก็มีสถานะเป็นถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และท้ายที่สุดก็ต้องจับตามองในสัปดาห์หน้าว่า พระธัมมชโยจะเข้ามอบตัวหรือไม่

เพราะจะเป็นห้วงเวลาที่ตรงกับกำหนดการสรุปสำนวนเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องของอัยการสูงสุดด้วย

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดตั้งแต่ระดับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าคณะภาค 1 และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

โดยล่าสุดได้มีการหารือไปยังพระราชภาวนาจารย์(เผด็จ ทตฺตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแล้ว ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจ โดยทางวัดพระธรรมกายยืนยันว่าทางพระธัมมชโยพร้อมที่จะมอบตัวสู้คดี

เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมามีอาการอาพาธไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้วก็พร้อมที่จะมอบตัวสู้คดี ซึ่งเท่าที่ทราบ คือ อาจจะมีการกำหนดนัดมอบตัวในเร็วๆนี้

นายพนม ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ที่เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะทางวัดพระธรรมกายมีความหวาดระแวง แต่เมื่อได้มีการประสานงานเจรจากันอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ก็ดีขึ้น และเท่าที่ได้พูดคุยกับทางพระราชภาวนาจารย์ ก็พบว่า ทางวัดพระธรรมกายไม่ได้ต้องการขัดขืน และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

เพื่อให้เกิดคามชัดเจนเกี่ยวกับสำนวนการสืบสวนสอบสวนและเงื่อนไขสำคัญของการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ก็จะได้มาพิจารณาดังต่อไปนี้

คดีดังกล่าวเป็นคดีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวกรวม 49 คน ได้กล่าวหา นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น , พระเทพญาณมหามุนี หรือ นายไชยบูรณ์ สุทธิผล หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย , น.ส.ศรัณยา มานหมัด , นางทองพิน กันล้อม และนางศศิธร โชคประสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1- 5 ตามลำดับคดีร่วมกันฟอกเงิน

โดยขณะนี้ นายศุภชัย ผู้ต้องหาที่1 ถูกจำคุกอยู่ในคดีอื่น ส่วนพระธัมมชโย และนาง ศศิธร พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับไว้ และยังจับกุมตัวไม่ได้ จึงไม่ได้นำตัวมาส่งให้อัยการ

โดยข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนสรุปได้ว่า นายศุภชัย, น.ส.ศรัณยา และนางทองพิน ได้ออกเช็คหรือ ร่วมกันออกเช็ค สั่งจ่ายเงิน เพื่อให้มีการนำเงินออกจากบัญชีสหกรณ์ฯ จำนวน 27 ฉบับ รวมมูลค่า 1,450 ล้านบาทเศษ แล้วนำเช็คเหล่านั้นไปส่งมอบให้ ซึ่งมีการนำเข้าบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง กับ พระธัมมชโย และนางศศิธร

สรุปก็คือ ณ ขณะนี้ดีเอสไอสามารถนำตัวผู้ต้องหาสั่งฟ้องให้อัยการได้แล้ว 3 ราย เหลือแค่เพียง พระธัมมชโยกับน.ส.ศรันยาที่อยู่ระหว่างการติดตามตัว

และในทางข้อกฎหมายก็พบว่าการจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาในชั้นพนักงานอัยการไปที่ศาล จะต้องมีการควบคุมตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากอัยการสูงสุดจะสรุปสำนวนในวันที่ 30 ส.ค.ก็จะต้องได้ตัวพระธัมมชโยภายในวันที่ 30 สิงหาคมเช่นเดียวกัน

ส่วนพระธัมมชโยจะมอบตัวหรือใช้อำนาจทางกฎหมายไปควบคุมตัว ก็ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า กรณีของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่อาจจับกุมตัวตามหมายจับได้ ปรากฎข่าวในสื่อมวลชนในทำนองว่า อาจมีการฟ้องพระธัมมชโยต่อศาล โดยที่ไม่ได้ตัวพระธัมมชโยไปส่งศาล ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาขอเรียนว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนการที่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาและยังไม่ได้สอบปากคำตัวผู้ถูกกล่าวหา จึงยังไม่ได้มีการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหารายนี้      

เมื่อยังไม่ได้มีการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหารายนี้ พนักงานอัยการก็ต้องห้ามมิให้ฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายนี้ต่อศาล ตามมาตรา 120เมื่อพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายนี้ต่อศาล ถ้าพนักงานอัยการฟ้องคดีไป ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องนอกจากนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่า

เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลต้องนำตัวจำเลยที่ถูกฟ้องมาส่งศาลพร้อมกับการยื่นฟ้องด้วย ถ้าไม่มีตัวจำเลยมาส่งศาลขณะยื่นฟ้อง ศาลรับฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 ดังนั้นถ้ายังจับตัวพระธัมมชโยไม่ได้ พนักงานอัยการย่อมไม่อาจฟ้องพระธัมมชโยต่อศาลได้.

ทั้งนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดย มิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

มาตรา 165 ในคดีซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ วันไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยมาหรือคุมตัวมาศาล ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลย รายตัวไป เมื่อศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้ว ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจด รายงานไว้ และดำเนินการต่อไป

เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขที่ปรากฏทั้งหมดทั้งมวลก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นว่าจะต้องมีการควบคุมตัวพระธัมมชโย มามอบให้กับพนักงานอัยการเท่านั้น กระบวนการยุติธรรมถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

และจากเงื่อนไขของการควบคุมตัว หากจำเป็นต้องออกหมายค้นวัดพระธรรมกายอีกครั้ง หลายฝ่ายก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย จนเริ่มมีกระแสเสียงเรียกร้องให้หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อไปแม้จะยังไม่ได้ตัวพระธัมมชโย

พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจ ม.44 ดำเนินการคดีธรรมกาย

โดยระบุว่า สืบเนื่องจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีได้ ออกคำสั่งที่ 49/2559 ใช้มาตรา 44 จัดการกับปัญหาของพระพุทธศาสนา วันนี้พุทธะอิสระจึงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ดำเนินการแก่พระธัมมชโย

พระพุทธะอิสระยังระบุด้วยว่า จึงขอให้เร่งดำเนินการนำตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์บริบูรณ์และกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่บังคับใช้อย่างเท่าเทียมเป็นธรรมทั่วถึงแก่ทุกคนในประเทศอย่างไม่เลือกปฏิบัติ แล้วอย่ามาอ้างความปรองดองโดยละเว้นคนผิดไม่ยอมดำเนินคดีเหมือนดังที่มีคนพยายามมาเจรจาขอเคลียร์ปัญหาเพื่อความปรองดอง ตนขอยืนยันตรงนี้เลยว่าแม้ต้องตายก็จะไม่ปรองดองแน่นอน

ซึ่งก่อนหน้านี้นั้นก็มีข่าวปรากฎออกมาว่ามีบุคคลนำคำพิพากษาของศาลปกครองกรณีสั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพราะเหตุละเลยต่อหน้าที่ในการไม่ตักเตือนคณกรรมการบริหารสหกรณ์ ปล่อยเงินกู้จนขาดสภาพคล่อง และนำบางตอนของคำพิพากษามานำเสนอ

ล่าสุดนั้นทางดีเอสไอก็มีการออกแถลงการณ์ว่าเรื่องการบริหารสหกรณ์ต้องร้องเรียนต่อศาลปกครอง ไม่ใช่ ปปง.หรือดีเอสไอ รวมทั้งมีการสรุปและเสนอความเห็นขยายความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าเหตุใดกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นคดีอาญา

โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้มีแถลงการณ์ออกมาระบุว่าเพื่อให้สาธารณชนได้ทราบข้อเท็จจริงประกอบการใช้วิจารณญานในการรับข่าวสารในเรื่องดังกล่าว จึงนำเสนอเป็นประเด็นเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ ดังนี้

 

1. คำพิพากษาตามที่ปรากฏเป็นข่าว เป็นเรื่องที่มีการนำผลคดีปกครองที่มีการยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ คือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในความผิดละเลยต่อหน้าที่ ที่ศาลปกครองวินิจฉัยให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นเรื่องทางปกครอง มิใช่ผลคดีทางอาญา

2.คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เป็นคดีอาญา ที่ดำเนินคดีกับตัวบุคคล คือ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ลักทรัพย์สหกรณ์ ฯ และฉ้อโกงประชาชน รวมทั้งความผิดอาญาฐานฟอกเงิน กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากการกระทำผิดดังกล่าว มิใช่เรื่องที่หน่วยงานของรัฐกระทำต่อประชาชน หรือต่อรัฐด้วยกันในทางปกครอง ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษา

3. การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ ระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ ซึ่งหากเป็นการสอบสวนในเรื่องตามข้อ 2โดยไม่มีอำนาจ พนักงานอัยการจะไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล เนื่องจากกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ แต่ที่ผ่านมาปรากฎชัดเจนว่าคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการเกี่ยวกับการกระทำผิดอาญาที่เกี่ยวกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

 

บางคดีมีการฟ้องคดีต่อศาลจนมีคำพิพากษาไปแล้ว และยังมีอีกหลายคดีมีการดำเนินคดีอยู่ในชั้นอัยการ และชั้นสอบสวน จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาในเรื่องนี้ เพื่อนำผู้กระทำผิดมาฟ้องร้องลงโทษตามกฎหมาย

4. การพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นการรับฟังพยานหลักฐานของคู่ความคือผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้อง เพื่อพิสูจน์ในประเด็นพิพาททางปกครองเท่านั้น และคำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความ การที่นำคำพิพากษาของศาลปกครองไปอธิบายเชื่อมโยงกับคดีอาญาที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลปกครองโดยอาศัยความคิดของตน อาจทำให้สังคมสับสน

 

อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษจะนำคำพิพากษาดังกล่าวมาศึกษา และชี้แจงทำความเข้าใจให้สังคมรับทราบต่อไป