- 05 ก.ย. 2559
คนไทย(ยัง)เชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์...แต่ทำยังไงให้เป็นนายกฯต่อ
ยังคงเป็นสถานการณ์และคำถามทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว กรณีที่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยภายหลังการเลือกตั้งในช่วงปลายปี2560หรือไม่
โดยล่าสุดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้มีการสำรวจความคิดของประชาชน จากสำนักโพลต่างๆ ก็พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลงานการบริหารประเทศของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในระดับค่อนข้างสูง
สถาบันพระปกเกล้าสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ
พบว่า
ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นทหาร 85.8%
นายกฯ 84.6%
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 82.6%
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 55.3%
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 52.4%
ส่วนสถาบันพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองได้คะแนนแค่เพียง 39.7%
ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 35.5%
และพรรคประชาธิปัตย์ 34.2%
นอกจากนี้เมื่อถามถึงการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ถ้ากลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย พบว่า ส่วนใหญ่ 41.20% ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถบริหารประเทศได้สบาย คล่องตัวกว่าในปัจจุบัน เพราะเป็นการใช้อำนาจตามแนวทางของประชา ธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
26.64% ระบุว่า การบริหารประเทศของ พล.อ.ประ ยุทธ์ จะเหมือนในปัจจุบัน
ขณะที่ 24.88% ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์จะบริหารบ้านเมืองได้ลำบากกว่าในปัจจุบัน เพราะอำนาจการบริหารจะไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก แต่จะถูกคานอำนาจด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในสภา
จากสถาบันพระปกเกล้า เราไปตามกันต่อที่โพลมืออาชีพอย่าง นิด้าโพล ก็มีการตั้งคำถามกับประชาชนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งผลของคะแนนก็เทไปในทิศทางเดียวกัน
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามวิถีทางประชาธิปไตย"
เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2560 พบว่า
ร้อยละ 32.89 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ คนนอก ตามช่องทางที่เปิดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่
รองลงมา ร้อยละ 25.53 ระบุว่า ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีรายชื่อผู้ที่พรรคสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ร้อยละ 21.45 ระบุว่า ให้พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองแล้วเป็นหัวหน้าพรรค
ร้อยละ 8.95 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงรับสมัครการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย
และร้อยละ 11.18 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
โพลของนิด้าโพลถือว่ามีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการที่พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ควรเกิดขึ้นด้วยวิธีการใด เนื่องจาก ณ ขณะนี้มีข้อเสนอแนะหลักๆจากฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ หรือมีการตั้งพรรคการเมืองทหารขึ้นมา
ซึ่งกรณีดังกล่าวสวนดุสิตโพลก็ได้สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนเช่นเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หนึ่งในคำถามที่สวนดุสิตสอบถามกับประชาชน ก็คือ ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? ที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองโดยทหารเพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อันดับ 1 ไม่แน่ใจ 37.49%
เพราะ เป็นเพียงกระแสข่าว การตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่มีรายละเอียดแน่ชัด ต้องติดตามต่อไป ฯลฯ
อันดับ 2 เห็นด้วย 33.75%
เพราะ เป็นการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม มีพรรคสังกัดอย่างชัดเจน เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่เห็นด้วย 28.76%
เพราะ อาจทำให้เสียชื่อเสียง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการสืบทอดอำนาจ ทหารอาจไม่เหมาะกับการเมือง ฯลฯ
พิจารณาจากความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมาพิจารณาตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยนั้น จะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร แต่ที่สำนักข่าวทีนิวส์ย้ำมาโดยตลอดก็คือ ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนยาก
กล่าวโดยสรุปสูตรสมการ การได้มาซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือสภาร่วม ที่ประกอบได้ ส.ส.500คน และส.ว.250 รวมเป็น 750 เสียง โดยผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องมีคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง หรือ376 เสียงขึ้นไปนั่นเอง
ตามคาดการณ์ หากว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างมีเสียงของวุฒิทั้ง 250 สนับสนุน ก็ต้องการเสียงของส.ส.อีก 126 เสียง ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้
ฟังมาถึงตรงนี้คุณผู้ชมอาจรู้สึกแปลกใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็มีโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งได้ หากมีพรรคการเมืองเสนอรายชื่อเข้าไป
แต่สำนักข่าวทีนิวส์และรายการเจาะข่าวร้อน ไม่ได้มองหยุดอยู่แค่เพียงตรงนั้น เพราะเงื่อนไขสำคัญอีกประการก็คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ใช้เสียงในสภาเกินกึงหนึ่ง ย้ำนะค่ะว่าสภาผู้แทนราษฎร ก็สามารถล้มรัฐบาลได้แล้ว
กล่าวโดยสรุปก็คือพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะได้ แต่สถานะจะไม่มีความมั่นคงเลยนั่นเอง
มาตรา ๑๖๗ รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๗๐
(๒) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
(๓) คณะรัฐมนตรีลาออก
(๔) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔
เมื่อรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม (๑) (๓) หรือ (๔) ให้ดาเนินการเพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙
มาตรา ๑๗๐ ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ
มาตรา ๑๕๑ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ
เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสี่
เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลง โดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไป ให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุดลง
มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่งเดิมแต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นภายหลังจากวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง หรือพ้นจากตำแหน่งเดิมไม่เกินเก้าสิบวันก่อนวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่น ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงต้องถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อไป
นั่นหมายความว่าในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยสภาผู้แทนราษฎร จะเสียงเสียงเกินกึ่งหนึ่งของส.ส. ซึ่งมีทั้งหมด 500 คนก็คือ 251 เสียงขึ้นไปเท่านั้นและถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ จับมือกัน โอกาสหลุดจากตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์ก็จะเกิดขึ้นทันที
เพราะถ้าหากย้อนกลับไปตรวจสอบฐานเสียงส.ส.ในพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อทั้งสองพรรครวมกันคะแนนจะเกิน 250 เสียงแน่นอนอน
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ส.ส.265 คนจากแบ่งเขต 204 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ส.ส. 159 คน จากแบ่งเขต 115 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน
สองพรรครวมกันได้คะแนนเสียง 424 เสียง เพราะฉะนั้นจะนายกรัฐมนตรีคนในหรือคนนอกบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นผู้ชี้ขาดอยู่แล้ว
หรือในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 ก็ปรากฏคะแนนของทั้งสองพรรคดังนี้
พรรคพลังประชาชน แบ่งเขต 221 สัดส่วน35 รวม 256 คะแนน
พรรคประชาธิปัตย์ แบ่งเขต 127 สัดส่วน35 รวม162คะแนน
หรือทั้งหมด 418 เสียง
แม้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญและสูตรตัวเลขการเลือกตั้งเหมือนจะเป็นการสกัดไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ใช่ว่าโอกาสของพล.อ.ประยุทธ์จะหมดไป เพราะยังมีอีก 2 องค์ประกอบที่เป็นตัวแปร
ซึ่งต้องมาพิจารณาจากปัจจัยตามสถานการณ์ดังนี้
1.พล.อ.ประยุทธ์ตั้งพรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง
2.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองในนาม กปปส.
3.มีการออกกฎหมายพรรคการเมือง จนนำไปสู่การ เซตซีโร่ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้กรณีของการตั้งพรรคการเมือง เข้าไปแย่งชิงเก้าอี้ส.ส.ของพรรคการเมืองเดิม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะมีการยึดครองฐานเสียง ผ่านหัวคะแนน ที่เป็นเครือข่ายมายาวนานนับสิบๆปี
ผลการเลือกตั้งส.ส.เขตเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
กรุงเทพมหานคร 33 เขต เพื่อไทย 10 ประชาธิปัตย์ 23
ภาคกลาง 96 เขต เพื่อไทย 41 ประชาธิปัตย์ 25 ภูมิใจไทย 13 ชาติไทยพัฒนา 11
ภาคใต้ 53 เขต ประชาธิปัตย์ 50 ภูมิใจไทย 1 ชาติไทยพัฒนา 1
ภาคอีสาน 126 เขต เพื่อไทย 103 ประชาธิปัตย์ 5 ภูมิใจไทย 2 ชาติไทยพัฒนา 2
ภาคเหนือ 67 เขต เพื่อไทย49 ประชาธิปัตย์ 13 ภูมิใจไทย 2 ชาติไทยพัฒนา 2
จริงๆแล้ว เมื่อพิจารณาจากทั้ง 3 เงื่อนไขก็จะเห็นได้ว่า ข้อที่ 1 และ 2 นั้น แทบที่จะเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นก็ต้องมาจับตาดูว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์เอง หรือต้องรอให้มีกฎหมายพรรคการเมืองจนนำไปสู่การเซตซีโร่ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนคะแนนเสียงมาสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ โอกาสนั้นก็จะเปิดกว้างขึ้นมาในทันที
เริ่มเป็นกระแสทางการเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกต่างๆ โดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมืองที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะนำพาไปสู่การปฏิรูปพรรคการเมือง ภายใต้แนวคิดที่ว่า เซตซีโร่ เพื่อรองรับการเลือกตั้งให้ทันปลายปี 2560
แต่ในที่นี้ก็ต้องโฟกัสไปที่ กฎหมายพรรคการเมือง ก่อน เพราะในช่วงสองสามวันนี้เริ่มมีการพูดถึงกันมาก ว่า จะออกมาแบบไหน มีการพูดถึงเรื่องการ เซตซีโร่พรรคการเมือง
ที่เปรียบเสมือนการ ล้างไพ่ ใหม่ โดยให้ทุกพรรคจดทะเบียนใหม่ สำหรับการลงสนามครั้งใหม่ภายใต้กติกาใหม่พร้อมๆ กันสำหรับการเซตซีโร่ที่ว่านี้ เท่าที่พิจารณาจากท่าทีเบื้องต้นก็น่าจะออกมาประมาณว่าให้ทุกพรรคเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ นั่นคือ จดทะเบียนพรรคกันใหม่
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นความหมายภายนอก แต่ในทางการเมืองทางลึกแล้ว นี่คือ การ ย่อยสลาย ซึ่งคาดว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาการ ผึ้งแตกรัง ขึ้นมาทันที ถึงตอนนั้นอาจจะได้เห็นการไหลไปมาของบรรดาอดีต ส.ส.ตามพลังดึงดูด และถึงตอนนั้นจะได้เห็นภาพฝุ่นตลบอบอวลอีกครั้งหนึ่ง
พิจารณาจากองค์ประกอบทั้งหมดก็หมายความว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่ อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง
ซึ่งสถานการณ์ ณ ขณะนี้ก็ต้องมาจับตาดูการการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะนำไปสู่การตั้งเงื่อนไขและเปลี่ยนแปลงภายในพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
