ไขปมร้อน คดีรถหรู “สมเด็จช่วง”จากคดีแพ่งสู่อาญา

ไขปมร้อน คดีรถหรู “สมเด็จช่วง”จากคดีแพ่งสู่อาญา


คดีรถเบนซ์หรู โบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา สมเด็จช่วงหรือไม่อย่างไร
แม้ว่า ณ ขณะนี้จะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถจดประกอบที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีจริง โดยผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเสียค่าปรับตามกฎหมาย และนี่เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินคดีอาญา อันเนื่องมาจากอาจจะมีการปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้น

โดยในวันนี้ นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่ พร้อมทนาย เดินทางเข้ายื่นหนังสื่อคัดค้านกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กรณีที่กรมสรรพสามิตเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจำนวน 6.8 ล้านบาท จากกรณีที่อู่วิชาญ ได้ซ่อมรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กทม. ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยมี นายวันชัย ตั้งวิจิต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกรมสรรพสามิต เป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าว

นายวิชาญ เปิดเผยว่า การเข้ายื่นหนังสือในวันนี้ อยากให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังของอู่วิชาญ เนื่องจากว่าอู่วิชาญเป็นเพียงอู่ซ่อมรถโบราณเท่านั้น ไม่ใช่อู่ประกอบรถแต่อย่างใด และการประกอบอาชีพอู่ซ่อมรถ ก็ไม่ได้มีเงินจำนวนมากขนาดนั้น ขณะเดียวกันตนเองก็ไม่เข้าใจกฎหมาย ซึ่งตลอดการซ่อมรถที่อู่ รถคันดังกล่าว ไม่มีเอกสารใดๆ มาประกอบ แต่ยอมรับ ทราบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของสมเด็จช่วง โดยหวังให้กรมสรรพสามิตช่วยเหลือเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามสำหรับเงื่อนปมสำคัญของคดีดังกล่าว นั่นก็คือบทบาทของทีมทนายความสมเด็จช่วงที่ออกมาต่อสู้ทุกรูปแบบ พร้อมทั้งมีการตั้งข้อสังเกตุถึงการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนว่ามีความตรงไปตรงมาหรือไม่เพราะฉะนั้นในวันนี้ ทางรายการเจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก และสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้รวบรวมทุกแง่มุมและความคืบหน้ามานำเสนอดังต่อไปนี้

ที่ผ่านมานายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของสมเด็จช่วง ชี้แจง เกี่ยวกับรถยนต์โบราณยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร โดยตอบโต้ดีเอสไอว่า การเปิดเผยเกี่ยวกับข้อกล่าวหาแต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหานั้น กระทบสิทธิสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพราะทำให้สื่อมวลชนและประชาชนเชื่อว่าสมเด็จฯทำผิด ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ความวุ่นวายในคณะสงฆ์ และมีผลกระทบ ต่อการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ตอบโต้นายสมศักดิ์ว่า  เป็นทนายความของใคร ก็ต้องหาความเป็นธรรมให้กับลูกความของตัวเอง และอะไรที่เห็นว่าพนักงานสอบสวนทำไม่ถูก ก็ฟ้องร้อง แต่ถ้าฟังในเรื่องที่ทนายความชี้แจง อาจสร้างความสับสน ทนายความนำข้อมูลมาจากที่ไหน แต่พนักงานสอบสวนชี้แจงผ่านทางเอกสารแล้ว ดังนั้นทนายความต้องไปอ่านเอกสารหน้าที่พนักงานสอบสวนชี้แจง แล้วตีความตามนั้น ไม่ใช่อ่านตามสื่อ

ทั้งนี้ สำหรับในส่วนของคดีความดังกล่าว ในการที่จะเชื่อมโยงไปถึงสมเด็จช่วงในฐานะที่เป็นผู้ครอบครองรถยนต์นั้น ก็คือมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้นหรือไม่
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของการชำระภาษีสรรพสามิต ซึ่งตอนนี้กำลังรอให้กรมสรรพสามิต ได้สรุปออกมาว่ารถคันดังกล่าวได้มีการหลีกเลี่ยงภาษีเป็นจำนวนเงินเท่าไร
สำหรับผู้ครอบครองรถยนต์เสียภาษีไม่ครบจะมีความผิดตามมาตรา 161(1) พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527

มาตรา 161 ผู้ใด (1) มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือในคลังสินค้าทัณฑ์บน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองเท่าถึงสิบเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยบาท

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตได้ส่งหนังสือประเมินภาษีของรถเบนซ์มาแล้ว มีการกระทำผิดจริงตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ดังนั้นดีเอสไอจะสอบปากคำเจ้าหน้าที่สรรพสามิตเพื่อยืนยันคำให้การตามเอกสาร จากนั้นจะพิจารณาออกหมายเรียกมารับทราบข้อหาในลำดับต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตทำหนังสือส่งมายังอธิบดีดีเอสไอ เป็นการแจ้งผลการตรวจสอบดังกล่าว ตามหนังสือที่อ้างถึงการสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้กรมสรรพสามิตประเมินภาษีอากรรถยนต์จากอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์เก่าของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขตัวรถ 18601400420/53 หมายเลขเครื่องยนต์ 1869204500552 ปรากฏพยานหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายที่แท้จริง ณ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นราคา 4,000,000 บาท กรมสรรพสามิตได้ตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังไม่ได้ชำระภาษีสรรพสามิต จึงประเมินภาษีสรรพสามิตผู้ผลิตรถยนต์รายนายวิชาญ รัษฐปานะ ดังนี้ ค่าภาษีสรรพสามิต 1,600,000 บาท เบี้ยปรับ 3,200,000 บาท เงินเพิ่ม 1,440,000 บาท ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 624,000 บาท รวมเป็นภาษีทั้งสิ้น 6,864,000 บาท

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะค่ะว่า กระบวนการนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีเท่านั้น โดยดีเอสไอต้องการความชัดเจนในทางแพ่งว่าการครอบครองรถหรูของสมเด็จช่วงนั้น มีการชำระภาษีไม่ถูกต้องจริงหรือไม่

ซึ่งเมื่อได้รับการยืนยันมาจากกรมสรรพสามิตแล้ว ดีเอสไอก็จะนำเอาข้อมูลดีไปเชื่อมต่อในทางคดีอาญา ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย
สรุปก็คือเมื่อดีเอสไอได้รับหนังสือตอบจากกรมสรรพสามิตแล้วได้เห็นพ้องร่วมกับพนักงานอัยการแจ้งข้อกล่าวหาว่าผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากหนังสือฉบับดังกล่าวจะเป็นพยานหลักฐานการ กระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต มาตรา 161(1)
ในส่วนพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และ นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณ เข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายสรรพสามิต และขณะนี้อยู่ระหว่างการออกหนังสือเรียกมารับทราบข้อหา

ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ที่ต้องพยายามต่อจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์เข้าด้วยกันตามหลักฐานข้อเท็จจริง
เนื่องจากว่าขบวนการกว่าจะประกอบรถขึ้นมา 1 คัน นั้นมีส่วนที่คาบเกี่ยวหลายต่อหลายขั้นตอน
หากย้อนไปยังผลการตรวจสอบประเด็นรถจดประกอบ เลี่ยงภาษีจะพบว่า ดีเอสไอ พิจารณาพยานหลักฐานทั้งในส่วนของ ตัวรถ และ บุคคลโดยกรณีของตัวรถทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ผลสอบชี้ชัดเป็นรถจดประกอบผิดกฎหมาย เพราะกระทำผิดทุกขั้นตอนด้วยการใช้เอกสารเท็จตั้งแต่การนำเข้าชิ้นส่วน การประกอบรถ การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียน

เริ่มกลางกลุ่มที่ 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าอุปกรณ์ประกอบรถยนต์
5 คน ประกอบด้วย
1.นายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์
2.นายชลัช นิติฐิติวงษ์
3.นายสมนึก บุญประไพ
4.นายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย
5.นายพิชัย วีระสิทธิกุล

นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารเท็จนำเข้า ชำระภาษีสรรพสามิต และจดทะเบียนกับกรมการขนส่ง ซึ่งถือเป็นความผิดทั้งพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต และประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับกรณีร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และร่วมกันปลอมเอกสาร
ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอแจ้งข้อหาไปแล้ว 3 ราย คือ นายเกษมศักดิ์ นายชลัช และนายสมนึก และที่เหลืออีก 2 ราย เตรียมแจ้งข้อหาเพิ่ม ประการสำคัญก็คือการที่สมเด็จช่วงมีชื่อครอบครองรถคันดังกล่าวตั้งแต่ต้นเพียงชื่อเดียว และมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนการประกอบรถไปจนถึงการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก โดยมีออร์เดอร์สั่งซื้อของ "หลวงพี่แป๊ะ" หรือพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยขั้นตอนการประกอบรถพบมีการ สั่งจ่ายเช็ค 1 ล้านบาท ให้อู่ประกอบรถ ขณะที่การยื่นจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกก็ปรากฏลายมือชื่อสมเด็จช่วงเป็นผู้ลงนามขอยื่นจดทะเบียน เบื้องต้นดีเอสไอขอให้รอฟังผลการประเมินภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นความผิดหลัก ก่อนขยับไปสู่ขั้นตอนพิจารณา โทษอาญา

ทั้งนี้จากกระบวนการดังกล่าวที่ได้ไล่เรียงไปนั้น ท้ายที่สุดเมื่อดีเอสไอสามารถประกอบสำนวนตามหลักฐานข้อเท็จจริงแล้ว ถึงจะสามารถนำไปสู่การตั้งข้อกล่าวที่เกี่ยวกับคดีอาญาดังต่อไปนี้

กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่อง พยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่วนผู้ครอบครองอาจเป็นความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ฐานการรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร นอกจากนั้นตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 6 กำหนดว่า ถ้าอธิบดีกรมศุลกากรเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยวิธีการนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ดีก็ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้น ๆ รวมกัน ในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ได้ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว ซึ่งกรมจะมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศุลกากรพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าว

ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นความผิดอีกฐานหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป รวมทั้งความผิดอื่นที่อาจพบในภายหลังด้วย
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคดีรถเบนซ์หรูของสมเด็จช่วงนั้น มีผู้ที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ซึ่งหลังจากนี้เมื่อดีเอสไอได้รับการยืนยันมาจากกรมสรรพสามิตว่ารถคันดังกล่าวมีการชำระภาษีไม่ถูกต้อง ก็จะต้องมีการเทียบค่าปรับต่อไปและต่อจากนั้นก็จะนำเอาเรื่องนี้ไปเป็นหลักฐานเชื่อมโยงไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ซึ่งจะทำให้ทราบว่าสาเหตุที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีนั้น ก็เพื่อต้องการเซฟค่าใช้จ่าย โดยการแจ้งเท็จ ปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งมีโทษทางอาญา

หรือจะอธิบายในทางกลับกันถ้าหากรถคันดังกล่าวมีการชำระภาษีถูกต้องทุกบาททุกสตางค์ ก็คงไม่มีเหตุที่จะต้องทำผิดกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนในวงการรถจดประกอบจะรับทราบกันเป็นอย่างดี