- 15 ก.ย. 2559
เปิดข้อเท็จจริงคำสั่งหน.คสชม.44ยึดทรัพย์จำนำข้าว
จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ซึ่งถูกนำไปขยายความว่าเป็นการใช้มาตรา 44 เพื่อยึดทรัพย์คดีโครงการรับจำนำข้าว จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการกลับลำคำพูดของตนเองหรือไม่ ที่เคยระบุว่าจะไม่ใช้มาตรา 44 ชี้ถูกผิดคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว
สำหรับความเข้าใจที่ถูกต้องก็คือ การออกคำสั่งดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้กรอบของกฎหมายปกติ
พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า การออกคำสั่ง คสช. ที่ 56/2559 ว่า เป็นการให้อำนาจกรมบังคับคดีไปดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตามต้องมีคำสั่งทางปกครอง หรือ คำพิพากษาของศาลออกมาก่อน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์ไปยึดทรัพย์โดยทันที
ส่วนกระบวนการพิจารณาในโครงการทุจริตจำนำข้าว ยืนยันว่าจะดำเนินเสร็จในเดือนก.พ.นี้ทันก่อนหมดอายุความแน่นอน โดยขณะนี้คดีความอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางอัยการ และหากได้ข้อสรุปออกมาจะต้องดำเนินการปฎิบัติตามระเบียบอยู่แล้ว
ทั้งนี้ เว็บไซด์ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินต้อผู้ต้องรับผิด โดนลงนามและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมาหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใจความสำคัญของคำสั่งนี้ เป็นการให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยสุจริต ในการบริหารสต็อกมันสำปะหลังและข้าวโพดที่ได้จากโครงการแทรกแซงก่อน 22 พ.ค.2557 เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากการบริหารสต็อกสินค้าดังกล่าว
นอกจากนี้คำสั่งม.44 ดังกล่าว ในข้อ 2 ได้มีคำสั่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการจำนำข้าว โดยเมื่อมีคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานรัฐ หรือคำพิพากษาของศาลแล้วแต่กรณี ให้บังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการจำนำข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต 2548ถึงปี2557 รวมทั้งมันสำปะหลังและข้าวโพด ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ขยายความเพิ่มเติมว่า
คำสั่งดังกล่าวเป็นการเพิ่มพืชอีก 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีนั้น เป็นไปตามที่ได้บอกไว้ว่าจะไม่มีการใช้มาตรา 44 ตัดสินความผิดแล้วยึดทรัพย์เป็นอันขาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติอย่างที่เคยมีมา
แต่ติดตรงที่การจะออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องข้าวนั้น ในกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวก ซึ่งหลักการปกติเป็นหน้าที่ของกระทรวงต้นสังกัดที่รับผิดชอบที่ต้องยึดทรัพย์กันเอง แต่ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์จำนวนมาก ทางกระทรวงจึงออกปากบ่นว่าไม่มีคน และหากยึดมาได้ไม่มีที่จะเก็บ จึงต้องให้กรมบังคับคดีเข้าไปจัดการ
ดังนั้น จึงต้องใช้มาตรา 44 กำหนด แต่ไม่ใช่ว่าใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ แต่ยึดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 ที่เปลี่ยนจากกระทรวงมาเป็นกรมบังคับคดี ส่วนจะยึดได้มากหรือน้อยเพียงใดเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ
นายวิษณุชี้แจงเพิ่มเติมว่า “นี่เป็นบทเรียน ถามว่าทำไมพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ ถึงไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่จะยึดทรัพย์ไว้ นั่นเพราะคิดว่าหน่วยงานใครหน่วยงานมันให้ยึดทรัพย์กันเอาเอง ไม่คิดว่าชาตินี้จะมีการยึดอะไรใหญ่โตมโหฬาร เพราะลำพังแค่ 10 – 20 ล้าน เขายึดได้ แต่เรื่องข้าวนั้นเป็นการยึดค่าเสียหาย ซึ่งต้องดูละเอียดมาก
มืออาชีพมีอยู่แค่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับกรมบังคับคดี แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฟอกเงิน จึงไม่ใช่หน้าที่ของปปง. เพราะชื่อกรมบังคับคดีก็บอกแล้วว่ามีหน้าที่ไปยึดทรัพย์ แม้จะมีคนบอกว่ามีอำนาจยึดทรัพย์เฉพาะที่ศาลสั่ง ถ้าหัวหน้าคสช.สั่งจะตกไป เราจึงออกมาตรา 44”
น่าสนใจในประเด็นคำอธิบายของนายวิษณุว่า ในอดีตที่ผ่านมาการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งทางปกครอง เพื่อนำไปสู่การเรียกค่าเสียหาย หรือยึดทรัพย์นั้น ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่ามูลค่าความเสียหาย อันเนื่องมาจากการกระทำผิดต่อหน้าที่จะสูงถึงขนาดนี้
หรือถ้าจะพูดกันตรงๆก็คือ นี่เป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่นักการเมืองมีพฤติการณ์ ส่อไปในทางทุจริต ถึงขั้นเป็นการทำลายความมั่นคงทางสถานะการเงินของชาติ ไม่ใช่แค่การทุจริตทั่วไปเท่านั้น
และถ้าหากจะนับความเสียหายจริงๆอาจจะถึงขั้นพูดว่านับกันไม่หวาดไม่ไหว อย่างล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาปปง.ก็มีมติยึดทรัพย์อีกกว่า 7 พันล้านบาทด้วยซ้ำ
เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ปปง.มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มสยามอินดิก้า บริษัท สิราลัย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกีธา) และบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) เป็นเงินฝากในบัญชีธานาคารจำนวน 51 บัญชี มูลค่าประมาณ 921 ล้านบาท และที่ดินใน กทม. ลำพูน ภูเก็ต พังงา อยุธยา อ่างทาง จำนวน 611 รายการ มูลค่าประมาณ 5,970 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 662 รายการ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท
การยึดทรัพย์นี้สืบเนื่องจากการที่ ปปช.ชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวกรวม 21 คน ในคดีขายข้าว ซึ่งทำผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยช่วยเหลือ มุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอรายอื่น แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาต่ำกว่าราคาขายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ ไปขายในประเทศ หรือขายให้บริษัทสยามอินดิก้านำไปขายต่ออีกทอดทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศชาติ กว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เพราะฉะนั้นอีกไม่นานเกินรอต่อจากนี้ก็จะต้องมานับถอยหลังกันละว่า เมื่อขั้นตอนของการเรียกค่าเสียหายเดินไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย และมีการยึดทรัพย์แล้วผู้ที่ถูกสั่งให้ยึดทรัพย์จะมีชะตากรรมอย่างไร
