สู้คดีหมิ่น “สุเทพ VS จตุพร”แกนนำนปช...ย้อนรอยวินาศกรรมประเทศ (มีคลิป)

16 กันยายน 2559 ที่ศาลอาญามีการนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีสำคัญคดีหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี 2553 ทั้งกรณีของชายชุดดำ และเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง

16 กันยายน 2559 ที่ศาลอาญามีการนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีสำคัญคดีหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี 2553 ทั้งกรณีของชายชุดดำ และเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง

โดยในท้ายที่สุดก็ต้องมาจับตากันว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร ซึ่งคาดว่าคำพิพากษานั้น จะช่วยสะท้อนเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง และการเข่นฆ่า โดยกองกำลังชุดดำ ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ศาลนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้าย คดีหมายเลขดำ อ.1878/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นจำเลย

ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 และกระทำการใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 , 137

อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ค.58 จากกรณีที่นายสุเทพให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน วันที่ 22 พ.ค.2554 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขตหลักสี่ กทม.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พาดพิง นพ.เหวง โตจิราการ , นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ทำนองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ทั้งสาม และพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง

16 กันยายน 2559  นายสุเทพ จำเลย ไม่ได้เดินทางมาศาลเพื่อฟังการสืบพยาน เนื่องจากคดีนี้นายสุเทพ จำเลย ขออนุญาตศาลดำเนินกระบวนสืบพยานลับหลัง ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลยได้

อย่างไรก็ตามอัยการโจทก์ นำพยานเข้าสืบอีกเพียงปากเดียว คือ พ.ต.ท.วรพงษ์ ภวเวส พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษกองปราบปราม จนเสร็จสิ้น ศาลจึงนัดสืบพยานจำเลยปากแรกในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.        

ภายหลังนายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทีมทนายความของนายสุเทพ กล่าวว่า คดีนี้นอกจากพนักงานสอบสวน โจทก์ก็ได้นำนายจตุพร , นายณัฐวุฒิ และ นพ.เหวง สืบพยานไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดการสืบพยานโจทก์ ต่อไปนายสุเทพ จะเดินทางมาสืบพยานจำเลยครั้งแรกในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานจำเลยไว้ 4 นัด คือวันที่ 7-8 ธ.ค.นี้ และวันที่ 9-10 มี.ค.60 สำหรับพยานจำเลยที่เตรียมไว้นำสืบต่อสู้คดีประมาณ 5 ปาก

ทั้งนี้สำหรับที่มาที่ไปของการฟ้องร้องในครั้งนี้ ซึ่งเกิดมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เมื่อวันที่ 22พ.ค.2554

เมื่อเวลา 09.45 น. 22พ.ค.2554 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น กล่าวระหว่างการสัมมนาการหาเสียงผู้สมัครส.ส.ของพรรค โดยมีการพาดพิงไปยังแกนนำนปช.เกี่ยวกับข้อมูลก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง

โดยคำพูดตอนหนึ่งระบุว่า “ผมภาวนาว่าพวกที่ทำความผิดทั้งหลายขอให้กรรมตามทันก่อนวันประกาศเลือกตั้ง ”

กล่าวโดยสรุปก็คือนายสุเทพพยายามจะพูดถึงพฤติกรรมของแกนนำนปช.เมื่อครั้งการชุมนุมปี 2553 มาเปรียบเทียบให้ประชาชนพิจารณาตัดสินใจว่าจะเลือกให้แกนนำนปช.มาเป็นส.ส.หรือไม่นั่นเอง

อย่างไรก็ตามสำหรับการฟ้องร้องนายสุเทพในข้อหาหมิ่นประมาทนั้น ก็อาจจะต้องพิจารณาควบคู่กับคดีสำคัญที่สุดอีกคดีหนึ่ง นั่นก็คือคดีก่อการร้ายที่แกนนำนปช.ตกเป็นจำเลย เนื่องจากมีการระบุพฤติการณ์ของจำเลยว่าเป็นไปในลักษณะเดียวกับที่นายสุเทพกล่าวหา

ทั้งนี้คดีดังกล่าวก็คือ คดีหมายเลขดำที่ อ.2542/ 2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกซึ่งเป็นแกนนำ และแนวร่วม นปช. รวม 19 คน เป็นจำเลย

ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก, ร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปในท้องที่ผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2553

 

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ.  - 20 พ.ค.  53 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดกับพวกที่ยังหลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกับ พล.ต.ขัตติยะ  หรือเสธ.แดง อดีตผู้คุณวุฒิ กองทัพบก ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว ได้กระทำความผิดกฎหมายโดยนายวีระ จำเลยที่ 1 –  11 แกนนำ นปช. ได้ยุยงปลุกปั่นประชนทั่วราชอาณาจักรไทยให้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ 

อ้างว่าเป็นนายกฯโดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันจัดการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหลายหมื่นคนที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนิน ตั้งแต่สี่แยกคอกวัวถึงสี่แยกมิสกวันและถนนพิษณุโลกจากสะพานชมัยมรุเชษฐถึงสี่แยกวังแดง และแยกราชประสงค์ เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆทั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รัฐสภา กรมทหารราบที่ 22 และบ้านพักของ นายกรัฐมนตรี ซ.สุขุมวิท 31  และมีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน

 

นอกจากนี้ จำเลยกับพวกยังได้สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธใช้ชื่อกลุ่มนักรบพระเจ้าตาก กลุ่มนักรบโรนิน และกลุ่มนักรบพระองค์ดำ เพื่อการก่อการร้าย สร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน โดยใช้ยานพาหนะเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมไปตามถนนในกรุงเทพแบบดาวกระจาย ประมาณ 1 หมื่นคันเศษ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดความเสียหายแก่การคมนาคมทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนเกรงกลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน

ขัดขวางการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน พวกจำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ใช้เลือดจำนวนมากไปเทราดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้าพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักนายกรัฐมนตรี

และมีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่กองรักษาการณ์ของกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยิงใส่กองบัญชาการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยมีทหารได้รับบาดเจ็บ ใช้เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ยิงใส่กระทรวงกลาโหม ขว้างระเบิดใส่กรมบังคับคดี, อาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยิงปืนใส่ธนาคารกรุงเทพ ขว้างระเบิดใส่ประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ราชการต่างๆ อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐและผู้อื่น เพื่อบีบบังคับกดดันรัฐบาลให้ทำตามข้อเรียกร้อง

 

ต่อมา เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 53 นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ได้อาศัยอำนาจตามความใน ม.5 และ 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548  โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดอื่นๆ ห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมกันเกิน 5 คน ขึ้นไปหรือกระทำการอันใดเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย, กีดขวางการจราจร,

ปิดทางเข้าออกอาคารหรือสถานที่อันเป็นการขัดขวางการปฎิบัติงาน หรือประกอบกิจการหรือการใช้ชีวิตโดยปรกติสุขของประชาชนทั่วไป, ประทุษร้ายหรือใช้กำลังทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายเกรงกลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินโดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรม ซึ่งรัฐบาลสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้ว แต่จำเลยกับพวกไม่ยุติ มีการนำกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปที่ทำการรัฐสภาทำร้ายร่างกายทหารและแย่งชิงอาวุธปืนเอ็ม 16 ไป 1 กระบอก, บุกรุกไปในสถานีดาวเทียมไทยคม 2 อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

 

และเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 จำเลยกับพวกและผู้ชุมนุม ได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฎิบัติการกดดันผู้ชุมนุมเพื่อขอเพื่อที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และแยกราชประสงค์ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนสงคราม ระเบิดขว้าง เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่ทหารประชาชน เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวกรรม และประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

หลังจากนั้นมีการลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อต้องการให้ไฟฟ้าดับทั่วกรุงเทพฯ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

 

วันที่ 14 เม.ย.53 จำเลยกับพวกได้ไปรวมตัวชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ปิดเส้นทางการจราจร สร้างเครื่องกีดขวางรอบพื้นที่ชุมนุม โดยดัดแปลงใช้ไม้ไผ่ ไม้ปลายแหลม ยางรถยนต์ปิดกั้นเส้นทางบริเวณแยกศาลาแดง แยกหลังสวน แยกเพลินจิต แยกชิดลม แยกประตูน้ำ แยกปทุมวัน และแยกเฉลิมเผ่า

มีการยิงระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม และสาขาอื่นๆ และสถานที่ต่างๆไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวแก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ วันที่ 28 เม.ย. จำเลยกับพวกยุยงให้ผู้ชุมนุมไปที่ตลาดไท และใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานและสนามบินดอนเมือง ใช้อาวุธยิงทหารเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 2 คน มีผู้อื่นบาดเจ็บอีก 16 คน และในต่างจังหวัดได้ทำการปิดถนนตั้งด่านตรวจพาหนะ บังคับให้ขบวนรถไฟที่บรรทุกยุทธภัณฑ์ทางทหารไม่ให้เดินทางต่อ

วันที่ 29 เม.ย.จำเลยกับพวกยังได้นำผู้ชุมนุม 200 คน ไปตรวจค้นรพ.จุฬาลงกรณ์ ทำให้แพทย์ พยาบาลไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ ซึ่งเป็นการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความวุ่นวาย นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ  ยุยงให้ประชาชนชุมนุมโดยมิชอบ มีการใช้กำลังขัดขืนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเจตนาบิดเบือนให้เกิดการเข้าใจผิดเพื่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆทั่วราชอาณาจักร กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

 

จากนั้น วันที่ 19-20  พ.ค. รัฐบาลได้ดำเนินการกระชับพื้นที่และกดดันให้จำเลยกับพวกผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และยุติการชุมนุม แต่จำเลยกับพวกมีการสะสมกำลังพลและมีอาวุธสงครามร้ายแรงต่อสู้ขัดขวางใช้ปืนยิงต่อสู้เจ้าพนักงาน และวางเพลิงเผาทรัพย์สินของรัฐและเอกชน เผาห้างสรรพสินค้าและอาคารพาณิชย์ต่างๆทั่วกรุงเทพ เผาศาลากลางและสถานที่ราชการต่างจังหวัดหลายแห่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืน กระสุน และวัตถุระเบิดซึ่งเป็นของจำเลยกับพวกได้หลายรายการ ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

 

พิจารณาจำสำนวนฟ้องคดีของอัยการถือว่ามีการบรรยายสรุป พฤติการณ์ของจำเลยเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงกับคำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ