- 21 ก.ย. 2559
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณี รมว.พาณิชย์ และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าว กล่าวว่า กำลังรอเอกสารจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งมาอย่า
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณี รมว.พาณิชย์ และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าว กล่าวว่า กำลังรอเอกสารจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งมาอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะยื่นขอทุเลาคำสั่งและไต่สวนฉุกเฉิน เชื่อว่าศาลจะรับคำร้อง เพราะถือเป็นสิทธิ์ในการพิสูจน์ว่าคำสั่งออกมาโดยชอบและมีกระบวนการครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่
“จะฟ้องกลับทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามสิทธิ์ที่ทำได้ การนำมาตรา 44 มาใช้ทั้งๆ ที่มีกฎหมายดำเนินการได้ตามขั้นตอนอยู่แล้ว ถือเป็นการลัดขั้นตอน เร่งรัดให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่รัฐบาลตั้งธงไว้ รวมทั้งการที่นายกฯ มอบหมายให้รัฐมนตรีลงนามแทนทั้งที่ตาม พ.ร.บ.เรียกให้ชดใช้ความผิดทางละเมิดในระดับรัฐมนตรีกำหนดให้นายกฯ เป็นผู้ลงนามเท่านั้น ก็เป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องชี้แจงในชั้นศาลด้วย” นายบุญทรงกล่าว
นายบุญทรงยังระบุว่า คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งถูกฟ้องความผิดตามมาตรา 157 ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต จึงไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกัน เพราะจะไม่เป็นธรรมกับอดีตนายกฯ และที่ผ่านมาไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากฝ่ายปกครอง ไม่มีการฟังคำชี้แจงใดๆ และการใช้สำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเป็นหลักในการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ก็เป็นการใช้สำนวนเดียวกับคดีอาญาที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาฯ ในขณะนี้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จึงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาล
“ยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นในการระบายข้าว ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้ทำสัญญา มีการระบุตัวเลข และได้รับการชำระเงินครบถ้วนสมบูรณ์ จึงมั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปบริสุทธิ์และโปร่งใส นายกฯ คงไม่แคร์ในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ต้องกลับไปลงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญใหม่ก็ให้โอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีก จึงไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปโต้แย้ง คงต้องไปพูดกันที่ศาล" นายบุญทรงกล่าว
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การกล่าวหาว่าใช้มาตรา 44 ยึดทรัพย์ ไม่ใช้ศาล ซึ่งเป็นกระบวนยุติธรรมที่น่าเชื่อถือของนายบุญทรงฟังไม่ขึ้น เพราะกฎหมายให้โอกาสไปอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง ไม่ใช่ให้ยึดทรัพย์ทันทีตามที่อ้าง เมื่อร้องต่อศาลทุกอย่างก็ต้องไปสู้ตามกระบวนการ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่ฝ่ายนายบุญทรงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ก็สามารถไปขอความเป็นธรรมต่อศาลได้ ซึ่งจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ยกเว้นนายบุญทรงและพวกไม่อุทธรณ์ กรมบังคับคดีจึงดำเนินการมาตรการทางปกครอง ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย
“คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ว่าจะแจ้งตัวเลขให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่าไร เมื่อทราบตัวเลขก็เข้าสู่กระบวนการเหมือนคดีนายบุญทรง คือออกคำสั่งทางปกครอง ถ้ายังไม่ยอมชดใช้ จึงเตือน ถ้าเตือนแล้วยังไม่ยอม ก็ใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยกรมบังคับคดีเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง เรื่องทุกอย่างก็จบที่ศาล การมาอ้างว่าใช้อำนาจเผด็จการยึดทรัพย์ ทำไมไม่ผ่านศาลจึงฟังไม่ขึ้น” นพ.วรงค์กล่าว
