ย้อนรอยฉาว!!! “ยิ่งลักษณ์” ปล่อยปะละเลยจำนำข้าว ส่อโดยอาญา-แพ่ง (ชมคลิป)

ย้อนรอยฉาว “ยิ่งลักษณ์” ปล่อยปะละเลยจำนำข้าว ส่อโดยอาญา-แพ่ง

คดีการปล่อยปะละเลยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็คือว่าเป็นอีกหนึ่งคดีที่จะต้องติดตามความคืบหน้าของกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้เรื่องก็ไปอยู่ที่อธิบดีกรมบัญชีกลางแล้ว ซึ่งก็กำลังจะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนนี้

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯกำลังร่างข้อสรุปการพิจารณา เพื่อนำเสนอต่อฝ่ายนโยบาย โดยยืนยันที่จะสรุปให้ทันก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ทั้งนี้มีรายงานมาโดยตลอดว่า คดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนนี้ มีการลดราคาความเสียจาก 2.86 แสนล้านบาทเหลือ 35,717 ล้านบาท

ทั้งนี้ภายหลังจากเสร็จขั้นตอนของอธิบดีกรมบัญชีกลางแล้ว ก็ต้องส่งเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของน.ส.ยิ่งลักษณ์
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ตนยังไม่ได้รับผลสรุปการพิจารณาคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ จากคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน และ หากได้รับผลสรุป ตนก็ยังไม่ทราบกระบวนการทางธุรการของราชการว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ จึงยังบอกไม่ได้ว่า จะต้องทำอย่างไร        
กระบวนการพิจารณาคดีเรื่องดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จก่อนที่จะหมดอายุความในเดือนก.พ.ปีหน้าอย่างแน่นอน โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดชุดดังกล่าวได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาที่ล่าช้ากว่าการพิจารณาคดีขายข้าวจีทูจี 2-3 เดือน ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาในการพิจารณา

ซึ่งคำว่าปล่อยปะละเลย ซึ่งเกิดมาจากการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น มีตัวอย่างง่ายๆของการพิจารณาผ่านบทสัมภาษณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์เอง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม  2555

โดยในวันนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องจีทูจี แต่ทว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับตอบคำถามผิดๆถูก และต้องหันกลับไปถามนายบุญทรงหลายครั้ง จนถูกตั้งคำถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง หรือเป็นการปล่อยปะละเลย จนไมสามารถตอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรื่องการระบายข้าวดังกล่าว  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2555 โดยนักข่าวถามว่าเคยเห็นสัญญาซื้อขายข้าว (แบบรัฐต่อรัฐ) มั๊ย น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบ "เคยเห็นค่ะ เป็น mou" จากนั้นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยืนอยู่ด้านหลัง เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมว่า "เป็น sale contract ครับ ไม่ใช่ MOU"


ความผิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ตามข้อกล่าวหาเดียวกับคดีอาญาที่กำลังพิจารณาอยู่ในศาลฎีกานักการเมือง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 123/1 ซึ่งอัตราโทษตามกฎหมายดังกล่าว กำหนดจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

ทั้งนี้ภายใต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว หากได้ย้อนกลับไปพิจารณาเหตุผล หรือคำอธิบายของปปช.ว่าทำไมถึงต้อง ชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ปล่อปะละเลยอย่างไร
ในถ้อยแถลงของปปช.ตอนหนึ่งระบุว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ผู้ถูกกล่าวหา (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาว่าในระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก

ข้อ 1.3 ว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง

และข้อ 1.11 จะยกระดับสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตรและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า
รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนำระบบจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15% ที่เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาท ตามลำดับ

สำนักงาน ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้พิจารณาถึงสองครั้ง คือ ครั้งแรก ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ด่วนมากที่ ปช 0003/0118 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ยืนยันข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาลด้วยวิธีการรับจำนำ

และครั้งที่สอง ตามหนังสือสำนักงานป.ป.ช.ที่ ปช 0003/0198 ลงวันที่ 30 เมษายน 2555 ส่งข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการรับจำนำข้าวเปลือก
อีกทั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาลที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ตั้งขึ้น ก็ได้รายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล
และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติทราบครั้งที่ 1 ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี2554/2555 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 มีผลขาดทุนเบื้องต้น 32,301 ล้านบาท

ทั้งนี้ยังแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบครั้งที่สองว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555/2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 มีผลขาดทุนสะสม 220,968.78 ล้านบาท

และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบครั้งที่ 3 ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555/2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 มีผลขาดทุนสะสม 332,372.32 ล้านบาท ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งสามครั้งดังกล่าว แต่ก็ยังคงดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตต่อมา

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ถึงผู้ถูกกล่าวหาสรุปได้ว่าการดำเนินโครงการมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรจนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำและการทุจริตในโครงการ
รวมทั้งการดำเนินโครงการเกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินและการทุจริตในโครงการ แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจากชาวนาต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ

แม้ในขั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตด้วยก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยยุติหรือยกเลิกโครงการเพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและมิให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น
ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาพความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) ที่จะยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวนั้นได้