เช็คบิล "กขช. - ยิ่งลักษณ์" แสนล้าน ผงะมีชื่อ "รมต.-สปท." ยุคคสช.โผล่ (มีคลิป)

ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายจากคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ในวันนี้ต้องติดตามความชัดเจนว่า 80 % ของความเสียหายที่คิดเป็นจำนวนเงินอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาทนั้น มีใครบ้างที่จะต้องร่วมชด

ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายจากคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ในวันนี้ต้องติดตามความชัดเจนว่า 80 % ของความเสียหายที่คิดเป็นจำนวนเงินอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาทนั้น มีใครบ้างที่จะต้องร่วมชดใช้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.พูดถึงเรื่องนี้ว่า ในส่วนการเรียกค่าเสียหาย 80-20 นั้น คือ 80% เป็นเรื่องหลายส่วนที่ต้องมารับผิดชอบ ไม่ใช่ข้าราชการทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดมี 850 คดีที่ต้องหาผู้มารับผิดชอบ ส่วน 20% นั้นรับผิดชอบทางนโยบาย ฉะนั้นจะมีทั้งระดับสูง ระดับกลางที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าไม่ได้รังแกข้าราชการ แต่อยากให้เป็นบทเรียนให้รู้ว่าอะไรผิดถูก จะได้ไม่คล้อยตามไปหมด ยืนยันว่าพยายามเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติให้ได้โดยเร็ว

รายงานข่าวแจ้งว่า การพิจารณาแนวทางผู้รับผิดชอบความเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กำหนดสัดส่วนไว้ชัดเจน โดยกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้อนุมัติขั้นสูงต้องรับผิดชอบในอัตรา 20% และที่เหลือ 80% เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่พิจารณาโครงการรับจำนำข้าว 60% และอีก 20% ที่เหลือเป็นความรับผิดชอบของผู้ผ่านงานชั้นต้นและชั้นกลาง

เงื่อนไขดังกล่าว ผู้ที่เป็นคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะถูกเรียกค่าเสียหายในส่วน 60% หรือ 1.068 แสนล้านบาท และอีก 20% หรือ 3.56 หมื่นล้านบาท จะเป็นส่วนรับผิดชอบของ รมว.พาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึง ครม. เพราะเป็นผู้อนุมัติในลำดับรองลงไป และความรับผิดทางละเมิดอาจไม่จบแค่ กขช. รัฐมนตรี หรือ ครม.

แต่อาจไปถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการจำนำข้าว ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน อคส. อ.ต.ก. และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ในทางไม่สุจริต เช่น โรงสี เซอร์เวเยอร์ โกดังกลาง และในระดับจังหวัดด้วย

 เมื่อพิจารณาจากข้อมูลดังกล่าว ต้องบอกว่าคนกลุ่มแรกที่จะโดนเรียกค่าเสียหายนั้น ก็คือคณะกรรมการกขช.ในชุดรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน 24 ราย ซึ่งว่ากันว่าจะต้องแบกรับค่าเสียหาย 60 เปอร์เซ็น หรือคิดเป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาท

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว แต่ทว่าจากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์ล่าสุดกลับพบว่า หลายคนที่เป็นกรรมการ กขช.ในตอนนั้น ยังมีตำแหน่งในยุคของรัฐบบาลคสช.อีกด้วย

ถามว่า คสช.จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

สำหรับ กขช.ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการรับจำนำ มี 24 คน ตามคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 153/2554 เรื่องการแต่งตั้ง กขช. ลงวันที่ 8 ก.ย.2554 ที่มีตำแหน่งในยุคครัฐบาลคสช.ประกอบด้วย

1.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

2. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปัจจุบันเป็น รมว.คมนาคม

3.น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ปัจจุบันเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

รวมไปถึงอีกหลายคนที่ยังรับราชการอยู่ ในส่วนหน่วยงานปฏิบัติในระดับกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในในฐานะหน่วยงานต้นเรื่องจัดทำโครงการ และผู้ที่อยู่ในข่ายถูกเรียกร้องค่าเสียหาย จะเริ่มตั้งแต่อธิบดี รองอธิบดี ไล่ลงไปจนถึงระดับผู้อำนวยการกอง และเจ้าหน้าที่ ส่วน อคส. และ อ.ต.ก. ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ โดยผู้อยู่ในข่ายจะเริ่มตั้งแต่ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ เรื่อยลงมาจนถึงหัวหน้าคลัง และเจ้าหน้าที่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว จากผู้ที่เกี่ยวข้องอีกร้อยละ 80 นอกเหนือจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบร้อยละ 20 ว่า จากเดิมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเพียงคนเดียว

ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 80 มีคนที่เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม คือ ฝ่ายปฏิบัติ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ตอนนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งเป็นคดีแล้ว 853 คดี ครอบคลุม 33 จังหวัด มีทั้งเจ้าหน้าที่ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเอกชนจำนวนมาก เช่น โรงสี ที่แจ้งรับซื้อข้าวแต่ไม่มีข้าวในโกงดัง การซื้อขายโดยรับ–จ่ายเงินไม่ถูกต้อง

โดยข้อมูลส่วนนี้มาจาก คณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ที่ตั้งมาตั้งแต่ คสช.เข้ามา จากนั้นมีการสอบเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ น่าสังเกตจังหวัด คือ จ.กำแพงเพชร มีคดีถึง 100 คดี และ จ.นครสวรรค์ มีคดีถึง 200 คดี พวกนี้ ป.ป.ท.ต้องดำเนินคดีอาญาต่อไป ซึ่งแจ้งมาแล้วว่าจะสามารถส่งฟ้องศาลได้ภายใน 6 เดือน ส่วนการเรียกรับผิดทางแพ่งนั้น หากเป็นภาครัฐต้องประสานงานกับกระทรวงต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่นั้นๆ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลังดำเนินการ เช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในส่วนของเอกชนก็ต้องมีการฟ้องศาลฐานละเมิด และอายุความรับผิดในส่วนนี้ ยังไม่ได้มีการนับอายุความ เพราะจะเริ่มเมื่อรู้ตัวและรู้การกระทำผิดคือ เมื่อผู้บังคับบัญชาของบุคคลนั้นๆ รับรู้