สุดท้ายก็ลงเอยที่คุก "2 นปช." คือเหยื่อแกนนำปลุกระดม ทุบรถ "อภิสิทธิ์" เมษาเดือด 52 (มีคลิป)

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ.598/2557 คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ ทองมูล อายุ 57 ปี และนายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 49 ปี แนวร่วมประช

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ.598/2557 คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ ทองมูล อายุ 57 ปี และนายอรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 49 ปี แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า ก่อนวันที่ 12 เม.ย. 2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีจัดการชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน โดยมีจำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม และมีนายสุภรณ์ หรือแรมโบ้ อัตถาวงศ์ กับพวกอีกหลายคน แบ่งหน้าที่สั่งการผู้ชุมนุม โดยตั้งเวทีปราศรัยดังกล่าวเพื่อขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 12 เม.ย.2552 แกนนำผู้ชุมนุมได้สั่งการ กล่าวปราศรัย ยุยงปลุกปั่นผ่านเครื่องขยายเสียงให้จำเลยทั้งสองกับพวกผู้ชุมนุมหลายพันคน เคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย เพื่อจับตัวและขัดขวางไม่ให้นายอภิสิทธิ์ใช้สถานที่กระทรวงมหาดไทยเป็นสถานที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยของนายอภิสิทธิ์และผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บหลายราย และใช้ก้อนหินขว้างทำลายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทะเบียน ศฮ 9205 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มีนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกฯ นั่งอยู่ในรถ เหตุเกิดที่แขวงราชบพิธ เขตพระนคร และแขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. ขอให้ลงโทษตามกระบวนกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91, 215, 310, 358, 362, 364, 365 โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพยานซึ่งเป็นพนักงานของรัฐจำนวน 3 ปาก ต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมพากันไปปิดล้อม เข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และทำลายทรัพย์สินของราชการ โดยมิได้ยืนยันตัวบุคคล ซึ่งเจ้าพนักงานของรัฐไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวได้เบิกความตามเหตุการณ์ที่พบเห็นมา การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมและเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย ทั้งได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการ จึงไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าได้เข้าร่วมชุมนุมและได้เข้าไปในกระทรวงมหาดไทยด้วย จำเลยทั้งสองจึงถือเป็นตัวการร่วมในการกระทำผิด และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร

 

ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ขณะที่มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.นั้น จำเลยทั้งสองเดินทางไปถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดประตูรั้วและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการอยู่แล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองจึงค่อยเดินตามเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย โดยไม่มีเจตนาบุกรุกนั้น เห็นว่าในวันเกิดเหตุทางการได้มีการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการและกระทรวงมหาดไทยได้ปิดทำการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าไปติดต่อราชการ จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ได้ตามผู้ชุมนุมที่พังประตูรั้วเข้าไป เพื่อที่จะรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยนั้น จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร

 

สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีพยานใดมาเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสองร่วมกันทุบตีรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีและของคณะ หรือร่วมกันทำลายทรัพย์สินของทางราชการ อีกทั้ง ร.อ.วิชาญ นามประเทือง เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนทางยุทธวิธีทำหน้าที่อารักขานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุ นายอรุณ จำเลยที่ 2 ได้เดินทางมาที่รถยนต์และเข้ามานั่งในรถยนต์ โดยเพียงสอบถามเรื่องอาวุธปืนที่อยู่ในรถเท่านั้น ว่าพยานเป็นคนยิงหรือไม่ และจะขอนำอาวุธปืนไปตรวจสอบ โดยบอกกับพยานว่า ให้ตามไปและให้พยานอยู่ใกล้ๆ ซึ่งพยานยินยอมไปด้วยความสมัครใจ และเมื่อตามไปถึงที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ก็ได้ไปพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในห้องที่มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 กระทำการใดที่เป็นการบังคับขืนใจแต่อย่างใด

 

พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยเฉพาะข้อหา ร่วมกันกระทำผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไปฯ และร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ จึงพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก และจำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ ตามมาตรา 364, 365 รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนความผิดฐานร่วมกันให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงยกฟ้องในข้อหานี้

 

ต่อมาเวลา 15.30 น. ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ทนายความจำเลยยื่นคำร้องพร้อมโฉนดที่ดินย่านปทุมธานี พร้อมเงินสดรวมมูลค่า 3 แสนบาทเศษเป็นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งว่าจะอนุญาตปล่อยชั่วคราวหรือไม่อีกครั้งหนึ่ง ส่วนนายอรุณ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ดังนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวจำเลยทั้งสองไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป