ปูติน สั่งเดินหน้าถล่ม ไอเอส ในซีเรีย ไม่สน สหรัฐฯ ร้องขอให้แยกกลุ่มกบฎสายกลาง (ชมคลิป)

ปูติน สั่งเดินหน้าถล่ม ไอเอส ในซีเรีย ไม่สน สหรัฐฯ ร้องขอให้แยกกลุ่มกบฎสายกลาง (ชมคลิป)

วันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น ก็ครบรอบ 1 ปี ที่รัสเซียตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทางทหาร ให้กับประธานาธิบดีบาชาร์อัล-อัสซาด ผู้นำซีเรีย โดยส่งเครื่องบินรบโจมตีฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์อัล-อัสซาด  ซึ่งก็มีรายงานตัวเลข ผู้เสียชีวิต 9,364 คน รวมถึงพลเรือนอย่างน้อย 3,800 คน
 

ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของเครื่องบินรบรัสเซีย ในดินแดนซีเรียในรอบปีที่ผ่านมา ประกอบด้วยนักรบกบลุ่มไอเอสกว่า 2,700 คน นักรบกบฎหลายกลุ่มรวมกันประมาณ 2,800 คน พลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 3,800 คน บาดเจ็บประมาณ 10,000 คน


ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซีย กับ สหรัฐ มีข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่า มันก็ต้องพังครืน ลงอีกครั้งเมื่อ เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพสหรัฐ ได้ทำการทิ้งระเบิดลงไปยังฐานทัพอากาศที่เมืองเดอีร์เอส-ซอร์ซึ่งเป็นฐานปฎิบัติการของกองทัพซีเรีย ทำให้มีทหารซีเรียเสียชีวิตเกือบ 100 คน ซึ่งทางสหรัฐ กลับออกมากล่าวอ้างว่า เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพราะคิดว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ยึดครองของกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่สมเหตุ สมผล เพราะอย่าลืมว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐ หรือหน่วยสอดแนมทางทหารของสหรัฐ นั้นเป็นที่ยอมรับว่าแม่นยำอย่างยิ่ง พร้อมกันนั้นยังมีเทคโนโลยี ที่มีความทันสมัย ที่จะมองเห็นทุกส่วนของโลกนี้  หากไม่ใช่เพราะสหรัฐตั้งใจที่จะดำเนินการ เอาคืนผู้นำซีเรีย ที่สั่งเดินหน้าถล่มกองกำลังกบฎจนแทบจะมุดแผ่นดินในขณะนี้ 

ทหารซึ่งตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มไอเอสที่อยู่รอบฐานทัพอากาศใกล้กับสนามบินในเมืองเดอีร์เอส-ซอร์ ทางตะวันออกของประเทศซีเรีย  เริ่มโจมตีตอบโต้โดยได้รับความช่วยเหลือจากเครื่องบินรบของรัสเซียที่โจมตีคุ้มกันจากทางอากาศ หลังกองทัพซีเรียในพื้นที่จำเป็นต้องระงับปฏิบัติการทุกอย่างและถอยร่นออกจากฐานที่มั่นชั่วคราว เนื่องจากมีเครื่องบินรบของสหรัฐเข้ามาปูพรมทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่อย่างหนักหน่วง

ฐานทัพอากาศในเมืองเดอีร์เอส-ซอร์ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นฐานทัพที่อยู่สูงขึ้นจากพื้นดิน หากปล่อยให้กลุ่มไอเอสยึดครองได้จะส่งผลกระทบต่อการลำเลียงเสียงและสรรพาวุธทางอากาศ ทั้งนี้ แม้ฐานทัพแห่งนี้อยู่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มกบฏซึ่งปิดล้อมพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ปี 2555 แต่ทหารฝ่ายรัฐบาลยังคงรักษาฐานที่มั่นเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ขณะที่องค์กรสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรีย ( เอสโอเอชอาร์แจ้งถึงการโจมตีโต้กลับของกองทัพซีเรียส่งผลให้กลุ่มไอเอสเสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน อย่างไรก็ตาม ทหารฝ่ายรัฐบาลสูญเสียกำลังพลอย่างน้อย 83 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 100 นาย จากการเข้ามาโจมตีของสหรัฐ ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้แก่รัสเซีย ที่เสนอเรื่องเข้าสู่การหารือของให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) โดยนายวิทาลี เชอร์กิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ข้อสรุป ว่าสหรัฐสนับสนุนกลุ่มไอเอสอย่างชัดเจน แต่ทางยูเอ็น ก็ไม่สามารถตัดสินเรื่องดังกล่าวได้  ท้ายที่สุดก็ทำให้ความรุนแรงมีมาอย่างต่อเนื่อง

 

ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีคำสั่งให้กองทัพอากาศรัสเซียเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจกำจัดกลุ่มก่อการร้าย ของกองทัพซีเรียในจังหวัดอเลปโปต่อไป พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ที่กลับมารุนแรงอีกครั้งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ไม่อาจยึดมั่นตามข้อตกลง ในการแบ่งแยกกบฏสายกลาง ออกจากกลุ่มก่อการร้าย

ด้าน จอห์น แคร์รี รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ก็บอกว่าขณะนี้ สหรัฐฯ จะทำการระงับการหารือผ่านช่องทางการทูตกับรัสเซียในประเด็นซีเรีย สืบเนื่องจากสถานการณ์ในจังหวัดอเลปโปที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ขณะที่ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา สั่งให้มี มาตรการตอบโต้เพิ่มขึ้นด้วย

แน่นอนว่าสหรัฐฯ เมื่อตกเป็นฝ่ายโดนรุกคืบอย่างหนัก ก็ต้องหาทางที่จะเอาคืนให้ได้โดยเร็ว เพราะขณะนี้ รัสเซีย และ ซีเรีย นั้นร่วมมือกัน ไล่ล่ากลุ่มกบฏ ที่ทางสหรัฐให้การสนับสนุน จนแทบราบคาบ แต่สหรัฐ จะเปิดหน้าชนตรง ๆ ก็ไม่ได้ เพราะตัวเองก็กล่าวอ้างมาโดยตลอดว่าเข้ามาในซีเรียเพื่อไล่ล่ากลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเวลานี้  ก่อการร้ายที่สหรัฐกล่าวถึงนั้น ได้กลับกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับกบฏอีกหลายกลุ่ม จนแทบแยกออกจากกันไม่ได้นั่นเอง