ยังไม่หมด !!! ทุจริตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ... เปิดรายชื่อ-ตัวเลข ชัดๆ ทุจริต จีทูจี ล็อต2 เอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน ทำให้รัฐเสียหาย(มีคลิป)

มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้การพิจารณาตรวจสอบการทุจริตการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตที่ 2 อีก 8 สัญญา ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใกล้จะได้ข้อยุติแล้ว แล

มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้การพิจารณาตรวจสอบการทุจริตการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตที่ 2 อีก 8 สัญญา ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใกล้จะได้ข้อยุติแล้ว และคาดว่า ป.ป.ช.จะมีการชี้มูลความผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในเร็วๆ นี้ หลังจากที่ได้มีการตรวจสอบการขายข้าวจีทูจีพบว่าไม่มีการขายจริง บริษัทของจีนที่มาซื้อข้าว ก็ไม่มีตัวตนจริง และยังมีการดำเนินการเป็นขบวนการ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน ทำให้รัฐเสียหายจากการขายข้าวที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการชี้มูลครั้งนี้ ผู้ที่จะถูกชี้มูลความผิดจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเหมือนกับการชี้มูลความผิดการทุจริตขายข้าวจีทูจีล็อตแรก 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน โดยมีกลุ่มนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเดิม

สำหรับนักการเมืองและข้าราชการที่ถูกชี้มูลความผิดการขายข้าวจีทูจีล็อตแรก คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์, พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตาม ในการชี้มูลครั้งใหม่นี้ จะมีผู้ที่ถูกชี้มูลความผิดเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของข้าราชการและภาคเอกชน โดยในส่วนของข้าราชการ คือ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศอีกคนที่มารับตำแหน่งต่อจากนายมนัส ส่วนความผิดตามข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. คือทั้งหมดร่วมกันกระทำความ ผิดประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งหากมีการชี้มูลความผิดแล้ว จะมีการเสนอความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา โดยกรณีข้าราชการ จะมีการพิจารณาลงโทษทางวินัย และจะมีการเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการพิจาณาความรับผิดทางแพ่ง เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การขายข้าวจีทูจีล็อต 2 ที่ได้มีการตรวจสอบ พบว่าไม่มีจริง เช่น การขายข้าวให้กับบริษัท ไฮกู เหลียงเหมา ซีเรียล แอนด์ ออยล์ เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 3 ล้านตัน, บริษัท ไฮกู เหลียงหยุ่นไหล่ ซีเรียล แอนด์ ออยล์ เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 2 ล้านตัน, บริษัท ไฮหนาน โพรวินซ์ แลนด์ รีเคลเมชั่น อินดัสเทรียล ดิเวล็อปเม้นท์ ปริมาณ 4 ล้านตัน และบริษัท ไห่หนาน แลนด์ รีเคลเมชั่น คอมเมอร์ส แอนด์ เทรด กรุ๊ป จำกัด ปริมาณ 5 ล้านตัน

ทั้งนี้ บริษัทจากจีนทั้งหมดพบว่าไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีกับไทย แต่เป็นการดำเนินการเพื่อแอบอ้างการขายจีทูจี เพื่อขายข้าวให้กับภาคเอกชนของไทย ที่อยู่ในกระบวนการ และไม่มีการส่งออกข้าวไปยังจีนจริง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ป.ป.ช.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการขายมันสำปะหลังแบบจีทูจี ซึ่งพบว่า มีการทุจริตเหมือนกับการขายข้าวจีทูจี โดยมีการทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังจำนวน 7 สัญญา ปริมาณ 4.79 ล้านตัน ที่พบว่าบริษัทจากจีนไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาล โดยกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมชี้มูลความผิด ซึ่งผู้ที่ถูกชี้มูลก็เป็นกลุ่มเดียวกันกับการทุจริตขายข้าวจีทูจี แต่จะมีในส่วนของข้าราชการและภาคเอกชน บางส่วนเพิ่มเข้ามา

 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 3 ต.ค. จะยื่นคำร้อง พร้อมแนบสำเนาหนังสือกระทรวงพาณิชย์ และสำเนาหนังสือ ป.ป.ช. เพื่อขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตรวจสอบนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ว่ายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ โดยบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ได้ยื่นถึง ป.ป.ช.มาแล้ว 3 ครั้ง เพราะพบข้อมูลที่ควรให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบ

ประกอบด้วย การถอนเงินในรูปแบบของ TRN ซึ่งบ่งชี้ว่านางอภิรดีมีการถือครองบัตรเครดิต 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบสอบ บัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน กลับไม่พบข้อมูลดังกล่าว จึงต้องการให้ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบว่าระหว่างวันที่ 21 ส.ค.-4 ก.ย.57 มีการใช้บัตรเครดิตหรือไม่ ถ้ามีจะต้องนำมาแสดงในส่วนของหนี้สินหรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า รายการต่อมาคือบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีรายการหนึ่งเป็นเงินจำนวนกว่า 9.7 แสนบาท มีความน่าสงสัย เพราะมีลายมือเขียนไว้ว่าร้านถูกใจ ซึ่งเป็นเตุอันควรให้ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบว่าเงินดังกล่าวได้มาอย่างไร ได้มาจากใคร และถ้าเป็นเงินพึงประเมินมีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สิน อย่างเข็มกลัดเพชร ราคา 1.7 แสนบาท ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ และมีที่มาแตกต่างจากรายการอื่น จึงต้องการให้ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบว่าใช้เงินจากบัญชีใดซื้อหามา ขัดมาตรา 103 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช.หรือไม่ เพราะนางอภิรดีย่อมทราบดีว่า ป.ป.ช.กำหนดเงื่อนไขการยื่นทรัพย์สินและบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินไว้อย่างไรบ้าง

นายเรืองไกรกล่าวว่า เชื่อว่าหลายคนที่มีรายได้ยังไม่ยื่นแบบแสดงการเสียภาษีอีกเป็นจำนวนมาก แม้แต่ นักการเมืองบางคนที่ได้รับเงินจากการไปออกรายการทีวี จำนวน 3,000 บาท ทางไทยพีบีเอสก็ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงการเสียภาษี