ใครคือเจ้าของบ้านที่ “ทักษิณ”กล่าวหา...

ใครคือเจ้าของบ้านที่ “ทักษิณ”กล่าวหา...

การปรากฏตัวของนายทักษิณที่แอลเอ สหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ นอกจากการฉวยโอกาส ด้วยการนำเอาวันครบรอบ 40 ปีเหตุการณ์ 6ตุลา มาเคลื่อนไหวโจมตีคสช.แล้ว

 

มีภาพถ่ายภาพหนึ่งที่ปรากฏในงาน และถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความคิดเบื้องลึกของนายทักษิณ ที่มีต่อสถาบันด้วยหรือไม่

ภาพที่คุณผู้ชมเห็นอยู่นี้ คือภาพที่นายทักษิณได้ร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับคนเสื้อแดง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนายสุนัย จุลพงศธร จนทำให้เกิดคำถามอีกครั้งหนึ่งว่า นายทักษิณ ยังคงเคลื่อนไหวร่วมกับนายสุนัย ทั้งๆที่เป็นบุคคลที่มีความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

โดยในปัจจุบันนายสุนัย ที่หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ จากกรณีการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. รวมไปถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

 

นอกจากนี้นายสุนัยยังเคลื่อนไหวผ่านทางโซเซียลมีเดีย ทางเฟซบุ๊คและยูทูป โจมตีสถาบันฯอย่างต่อเนื่อง

เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่าการที่นายทักษิณยังคบค้าสมาคมกับนายสุนัยนั้น เป็นเพราะมีแนวทางการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันใช่หรือไม่

 

และในงานเดียวกันนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่นายทักษิณ ได้ใช้ถ้อยคำที่จะทำให้เกิดการตีความ และมีความหมิ่นเหม่ต่อสถาบันด้วยหรือไม่ นั่นก็คือคำว่า เจ้าของบ้าน

นายทักษิณระบุว่า สิ่งที่สำคัญคือ เจ้าของบ้านถ้าไม่กลัวผี หมอผีก็ไม่มีความหมาย ขอยืนยันอีกครั้งว่าผมไม่ใช่ผี อะไรที่อยู่เหนือผมคงทำไม่ได้ แต่ยินดีร่วมมือเพื่อบ้านเมือง ผมก็ไปของผมเรื่อยๆ อยู่เฉยไม่ตอบโต้

ลองพิจารณาว่า คำว่าเจ้าของบ้านที่นายทักษิณพูดถึงนั้นคือใคร ทำไมถึงต้องใช้คำนี้ ถ้าหากต้องการพูดถึงใครสักคน จริงๆแล้วไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้คำนามอื่นเรียกแทนชื่อ ถ้าหากไม่มีความจำเป็นต้องหลบหลีกเกี่ยวกับข้อกฎหมาย

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การพูดแล้วทำให้คิดต่อหรือในลักษณะเข้าใจร่วมกันในพวกพ้องตัวเองแบบนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ในขั้นตอนการพิสูจน์นั้น จะไม่รู้ว่าเป็นใคร

ยกตัวอย่างคดีของนายเจ๋ง ดอกจิก หรือยศวริศ ชูกล่อม

ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาคดี ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้อง นายยศวริศ  จำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการขึ้นเวทีปราศรัยบนเวที นปช. เชิงสะพานมัฆวาน เมื่อวันที่ 29 มี.ค.53

 

นายยศวริศถูกกล่าวหาว่า กล่าวปราศรัยทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสื่อมเสียพระเกียรติ เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น และพูดถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และใช้มือปิดปาก พร้อมทั้งพูดหลายครั้งว่า “พูดไม่ได้”

 

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตอนหนึ่งว่า แม้คำพูดของจำเลยนั้นไม่เฉพาะเจาะจง แต่ระหว่างที่จำเลยพูดนั้นได้ใช้มือจับที่ปาก  เป็นการบ่งบอกว่า ยังมีผู้ที่สูงกว่าพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และผู้นั้นต้องมีสถานะที่สูงยิ่ง ไม่งั้นจำเลยก็ต้องพูดชื่อออกมาแล้ว เพราะแม้แต่ พลเอกเปรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดจน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ก็ยังถูกจำเลยปราศรัยโจมตีอย่างรุนแรง หาได้มีความเกรงกลัวอย่างใดไม่

นอกจากนั้น ตำแหน่งประธานองคมนตรีของพลเอกเปรมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง พลเอกเปรมไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติหรือตุลาการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นมีอำนาจเหนือพลเอกเปรม การพูดดังกล่าวจึงเป็นการใส่ความพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา

ขณะที่ในวันนี้ศาลฎีกาให้เลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปวันที่ 15 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

 

ประกอบกับเมื่อตรวจสอบพฤติกรรมของนายทักษิณที่ผ่านมา ก็มักจะพูดจาพาดพิงสถาบันอยู่บ่อยครั้ง จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาคดีพาสปอร์ต ซึ่งได้มีการวินิจฉัยพฤติกรรมของนายทักษิณที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

โดยคำวินิจฉัยของศาลตอนหนึ่งระบุว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งก็คือนายทักษิณ มีเนื้อหาบางส่วนพาดพิงบุคคลตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย หรือชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศไทยได้ การให้สัมภาษณ์ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ย่อมเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไป และคาดหมายได้ว่าจะถูกนำไปเผยแพร่หรือส่งต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

 

เพราะฉะนั้นการปรากฏตัวที่แอลเอของนายทักษิณและการร่วมทำกิจกรรม กับนายสุนัย ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงวิธีคิดผูกใจเจ็บของนายทักษิณที่มีต่อเจ้าของบ้านใช่หรือไม่