- 10 ต.ค. 2559
ผู้นำปินส์กร้าว!!! ยอมก้มหัวให้พระมหากษัตริย์ไทย แต่จะไม่ยอมก้มให้พวกมะกัน (ชมคลิป)
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ทางด้านนายเดลฟิน ลอเรนซานา รมว.กระทรวงกลาโหมของฟิลิปปินส์ ได้ยื่นหนังสือไปยัง กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการระงับความร่วมมือในการลาดตระเวนทางเรือในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต โดยลอเรนซานาได้เกริ่นเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองเรือสหรัฐประจำภาคพื้นแปซิฟิก ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอมรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ-อาเซียน ที่ฮาวาย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย ขณะเดียวกัน ทหารอเมริกัน 107 นายซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจสอดแนมกลุ่มติดอาวุธในภาคใต้ของฟิลิปปินส์โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) จะต้องถอนกำลังออกไป นอกจากนี้ ดูเตร์เตยังต้องการระงับภารกิจฝึกซ้อมรบร่วมกับสหรัฐซึ่งจัดขึ้นมากถึง 28 ครั้งต่อปี ลอเรนซานากล่าวด้วยว่า งบประมาณความช่วยเหลือทางทหารที่สหรัฐมอบให้แก่ฟิลิปปินส์ในแต่ละปีนั้น "ไม่ได้มากมายอะไร" และกองทัพสามารถ "รับมือได้" หากต่อไปจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ ในส่วนนี้อีก โดยเบื้องต้นอาจขอให้รัฐสภาอนุมัติงบประมาณราว 50-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ( ราว 1,750-3,500 ล้านบาท ) เพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดหายไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐยืนยันการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือให้แก่ฟิลิปปินส์ตามแผนงบประมาณปีนี้ ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามเดิมคือ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 6,300 ล้านบาท )
แต่ทว่าก่อนหน้านั้น นายฟิลิป โกลด์เบิร์ก เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงมะนิ ได้เข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ และปฏิเสธข้อกล่าวหาของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ว่าสำนักข่าวกรองกลาง ( ซีไอเอ ) กำลังเตรียมแผนการลอบสังหารผู้นำฟิลิปปินสื ขณะที่นายเดลฟิน ลอเรนซานา รมว.กระทรวงกลาโหมของฟิลิปปินส์ ยอมรับดูเตร์เตเคยกล่าวหลายครั้งระหว่างการประชุม ว่า "อาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึง" จนครบวาระของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คือในปี 2565 และย้ำเตือนให้คณะรัฐมนตรีทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังจนครบวาระ
ดูเตร์เต ได้แถลงเมื่อวันศุกร์ที่เมืองดาเวา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ในโอกาสครบ 100 วันของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำฟิลิปปินส์ ว่าซีไอเอซึ่งเป็นหน่วยงานเอกเทศที่ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงแห่งใดในรัฐบาลสหรัฐ กำลังพยายามอย่างหนักในการล้มอำนาจของเขา โดยอาจถึงขั้นเป็นการลอบสังหาร ซึ่งดูเตร์เต กล่าวประณามสหรัฐซึ่งยังคงเดินหน้าวิจารณ์นโยบายการทำสงครามกวาดล้างยาเสพติด ที่มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,000 คน นับตั้งแต่ดูเตร์เตเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ยืนยันว่าจะไม่ยอมจำนนและจะไม่หยุดทำสงครามต่อต้านยาเสพติด ที่เฉลี่ยแล้วมีผู้คนถูกสังหารมากกว่า 33 รายต่อวัน
แต่ทว่า ประชาชนคนฟิลิปปินส์ กลับนิยม ชมชอบผู้นำคนนี้อย่างสูงเลยทีเดียว เพราะ ผลสำรวจความคิดเห็นชาวฟิลิปปินส์โดยสำนักวิจัย "เอสดับเบิลยูเอส" จำนวน 1,200 คน ระหว่างวันที่ 24-27 ก.ย. ที่ผ่านมา ประเมินการทำงานของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ในรอบ 90 วันแรก พบว่าคะแนนความพึงพอใจอยู่ที่ 76% ไม่พึงพอใจ 11% และ 13% ไม่มีความคิดเห็น
ผลคะแนนดังกล่าวถือเป็นคะแนนที่สูงกว่าผู้นำฟิลิปปินส์ 3 คนก่อนหน้า เมื่อเทียบกับการสำรวจในช่วงเวลาเดียวกัน คือนายเบนิกโน อาคีโน นายโจเซฟ เอสตราดา และนางกลอเรีย มาคาปากัล อาโรโย และยังทำลายสถิติคะแนนนิยมในช่วงเวลาเดียวกันของอดีตประธานาธิบดีฟิเดล รามอส ซึ่งอยู่ที่ 66% ในการสำรวจเมื่อปี 2535
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกว่าฟิลิปปินส์ "ปลอดภัยขึ้นมาก" นับตั้งแต่ดูเตร์เตเข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เป็นต้นมา โดยเดินหน้านโยบายกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมทันที แม้ผู้นำฟิลิปปินส์มีบุคลิกค่อนข้างแข็ง และมักพูดจาด้วยถ้อยคำ "ขวานผ่าซาก" จนสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่แล้วหลายครั้ง แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า "ไม่ใช่ปัญหา"
ล่าสุด มี กระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียลเวลานี้ เมื่อสื่ออนไลน์ INQUIRER.NET ได้นำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของ ประธานาธิบดีโร - ดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ มีสาระใจความว่า “ในชั่วชีวิตของตน เคยแต่คุกเข่าให้กับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯและมหากษัตริย์ของไทย เท่านั้น แต่ตนจะไม่ทำเช่นนั้นกับพวกอเมริกัน...”
เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ผู้นำฟิลิปปินส์คนนี้ ไม่ธรรมดาเสียแล้ว หลังจากที่ขึ้นรับตำแหน่ง ก็แสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่าไม่เอาด้วยกับสหรัฐ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าวันนี้สหรัฐกำลังเตรียมการที่จะล้มอำนาจของเขา เพราะที่ผ่านมานั้น สหรัฐแสดงให้เห็นมาในหลายประเทศแล้วว่า ถ้าไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐ ท้ายที่สุดแล้ว ก็จะถูกหาเรื่อง และถูกโค่นล้มอำนาจ ด้วยการที่สหรัฐนั้นอยู่เบื้องหลังนั่นเอง
