"เปลว สีเงิน" ชี้เหตุผลอะไรที่คนไทยต้องเรียนรู้โครงการพระราชดำริ  ชัดเจนหรือยัง "นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด"

"เปลว สีเงิน" ชี้เหตุผลอะไรที่คนไทยต้องเรียนรู้โครงการพระราชดำริ ชัดเจนหรือยัง "นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด"

ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้มีการประชุมพิเศษ เพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ซึ่งมีนายปีเตอร์ ทอมป์สัน ประธานสมัชชาสหประชาชาติ   นายบัน กี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ และประธานผู้แทนภูมิภาคทั้ง 5 ภูมิภาค ขึ้นกล่าวสดุดี

 ต่อมา นางสาว ซาแมนธา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ได้กล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเธอได้ศึกษาและเรียนรู้ เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นอย่างดี และสามารถพูดออกได้มาอย่างเข้าใจ เรียกว่า งานนี้ ได้ใจคนไทยเป็นอย่างมาก แม้แต่   เปลว สีเงิน หรือโรจน์ งามแม้น หนังสือพิมพ์อาวุโส ผู้เขียนบทความวิเคราะห์การเมืองและสังคม คอลัมน์ "คนปลายซอย" ได้เขียนบทความถึงเรื่องนี้ โดยระบุว่า ...


ไม่ได้หลายใจนะครับ....

แต่เริ่มจะรักอเมริกาขึ้นมานิดหนึ่ง หลัง คุณซาแมนธา พาเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

เธอไม่ได้พูดในฐานะส่วนตัว แต่สดุดีในนามอเมริกา

ที่จริงคุณซาแมนธา พาวเวอร์ จะพูดแค่เป็นพิธีก็ได้ แต่เธอค้นคว้าเรื่องในหลวงของเราเยอะพอควร และเชื่อว่าคนไทยที่ได้รับชมทางทีวีคงรู้สึกประหลาดใจไปตามๆ กัน

อย่าให้ความมึนตึงเพราะไม่ชอบอเมริกามาบดบังความรู้สึกจากขั้วหัวใจที่ คุณซาแมนธา พาวเวอร์ สะท้อนออกมาครับ

อย่างน้อยเธอเป็นฝรั่งต่างวัฒนธรรมอีกคน ที่ทำให้คนไทยรักในหลวงยิ่งขึ้นไปอีก

ไปดูกันอีกครั้งครับว่าเธอพูดไว้ว่าอย่างไร


....ดิฉันสามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้พอสมควร เพราะก่อนที่จะได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานกับคณะรัฐบาลของนายโอบามา ดิฉันเคยสอนอยู่ที่สถาบัน Kennedy School of Government ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด และเส้นทางที่ดิฉันต้องเดินไปทำงานบ่อยครั้งจะต้องเดินผ่านจัตุรัสกษัตริย์ภูมิพล (King Bhumibol Square) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ Kennedy School

จัตุรัสแห่งนี้ได้รับการขนานนามเพื่อเป็นเกียรติต่อการพระราชสมภพของพระองค์ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลยที่การเดินผ่านจัตุรัสกษัตริย์ภูมิพล ดิฉันจะได้เห็นคนไทยเดินทางไปที่นั่นเพื่อถวายความเคารพแด่พระองค์ บ้างก็ถ่ายภาพใกล้ๆ แผ่นจารึกพระนามของพระองค์ ในเมืองเคมบริดจ์มีสถานที่อีกหลายแห่งที่เป็นเช่นนั้น อย่างในเมืองบริงแฮม ที่โรงพยาบาลหญิง สถานที่ซึ่งพระราชชนนีเคยทรงงานอยู่ แทบจะไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่ได้เห็นคนไทยนำของขวัญ ดอกไม้ หรือข้อความบนแผ่นกระดาษเล็กๆ ไปถวาย การอุทิศเสียสละของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้พสกนิกรชาวไทยได้ทำเช่นนั้น...

...ในสายพระเนตรของพระองค์ การได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์หมายถึงการหาหนทางแก้ปัญหาซึ่งประชาชนทั่วไปเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ด้อยโอกาสและบรรดาคนชายขอบ และจากสายพระเนตรของพระองค์ หนทางเดียวที่จะทำให้รู้ได้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ และเข้าใจถึงปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ ก็คือการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ที่ประชาชนอาศัยอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจนในชนบท ซึ่งตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงดำเนินโครงการพัฒนาหลายพันโครงการ

ทว่ามิใช่เพียงการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่เหล่านี้เท่านั้น แต่การปฏิบัติของพระองค์ ที่ทรงพบปะกับพสกนิกรในท้องถิ่น ทั้งชาวประมง ชาวสวนยาง หรือชาวนา หรือนักเรียนชั้นประถม เมื่อพระองค์ทรงพบปะกับข้าราชการ ก็ทรงเลือกที่จะพบกับผู้ที่ทำงานในระดับรากหญ้า นักพัฒนาการเกษตร ครู และตำรวจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นมากกว่าผู้ที่คอยสังเกตการณ์ เพราะการทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์หมายถึงการช่วยแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ และทรงส่งเสริมให้คนไทยทำเช่นเดียวกับพระองค์...

...แนวพระราชดำริในเรื่องโครงการ "แก้มลิง" ซึ่งทรงคิดเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยที่ไทยเผชิญอยู่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงจำได้ว่าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเคยเห็นลิงเคี้ยวกล้วยแล้วเก็บไว้ที่สองกระพุ้งแก้มเพื่อเอาไว้กินในภายหลัง การก่อสร้างอ่างกักเก็บน้ำขนาดเล็กซึ่งใช้หลักการเดียวกัน เพื่อเก็บกักน้ำส่วนเกินในช่วงที่ฝนตกหนักเอาไว้ใช้ทำการเกษตรในภายหลัง ระบบกักเก็บน้ำตามโครงการ "แก้มลิง" ยังคงใช้กันอยู่ทั่วประเทศไทย การคิดค้นหลายสิ่งหลายอย่างของพระองค์ก็เป็นไปในทำนองนี้ คือการผสานการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนามนุษย์ พระองค์ทรงก้าวไกลไปหลายทศวรรษในเรื่องความตระหนักเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพในระยะยาวของชุมชน

ดิฉันขอสรุปสักนิดว่า เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๑๙๖๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินไปยังสหรัฐฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีดไวต์ ไอเซนฮาว และทรงถูกขอให้มีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ขณะนั้นทรงมีพระชนมพรรษาเพียง ๓๒ พรรษา

ในการมีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตรัสว่า ที่ทรงรับคำกราบบังคมทูลเชิญนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสว่าเป็น "ความปรารถนาโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการได้เห็นสถานที่เกิดของข้าพเจ้า" เมืองเคมบริดจ์ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ เยือนในครั้งนั้นด้วย อย่างไรก็ดี พระองค์ตรัสด้วยว่าเป็นการเสด็จฯ เยือนเพื่อตอกย้ำมิตรภาพอันพิเศษและค่านิยมที่ไทยและสหรัฐฯ มีร่วมกัน ท่านตรัสว่า "มิตรภาพที่รัฐบาลหนึ่งมีต่ออีกรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่มิตรภาพที่คนคนหนึ่งมีต่ออีกคนนั้นเป็นเครื่องรับประกันถึงสันติสุขและความเจริญก้าวหน้า"

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตรัสกับสมาชิกสภาคองเกรสว่า สิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าทางประเพณีอันสำคัญของชาวไทยคือ คำมั่นสัญญาที่มีต่อครอบครัว ตรัสว่า "สมาชิกครอบครัวมักได้รับการคาดหวังว่าจะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามจำเป็น การให้ความช่วยเหลือนั้นเป็นคุณความดีในตัวของมันเองอยู่แล้ว ผู้ให้ไม่ได้หวังว่าจะได้ยินคำกล่าวสรรเสริญอยู่ทุกวัน และไม่ได้หวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ แต่ถึงกระนั้นผู้รับก็ยังรู้สึกปีติยินดี พระองค์ก็เช่นกัน เมื่อถึงคราวของพระองค์ก็จะทรงทำตามพันธะนี้..."

 

และในตอนท้ายของคำสดุดี ผมคิดว่าคนไทยบางคนคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าได้อยู่ในประเทศที่ดีพร้อมแค่ไหน

...ชาวไทยช่างโชคดีที่มีพระองค์อยู่ในครอบครัว และช่างเป็นความโชคดีของพวกเราที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินตามแนวทางที่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ทรงเลือกที่จะดำเนินชีวิตของพระองค์...

เรื่องราวของในหลวงสร้างแรงบันดาลใจไม่กับเฉพาะคนไทย

จากท่วงท่าภาษาที่คุณซาแมนธา พาวเวอร์ ใช้ แสดงถึงความจริงใจ และจริงจัง

เธอสะกิดคนไทยโดยไม่รู้ตัว ว่ารู้หรือไม่หลายประเทศทั่วโลกเขาเรียนรู้ตามคำสอนของพ่อหลวงของเราเช่นกัน

ต่างจากคนไทยบางกลุ่ม ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่พระองค์ทำมาตลอด ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์

เฝ้าหน้าจอทีวีกันมาหลายวัน ติดตามพระราชกรณียกิจของในหลวงมาต่อเนื่อง คนไทยต้องถามตัวเองครับว่า ได้อะไรบ้าง?

แตกฉานกับคำว่า "นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด" หรือยัง?

แรกๆ ในหลวงทรงแจกผ้าห่มให้ชาวเขา สักพักทรงรู้ว่าขืนแจกต่อไป ก็แจกกันไม่รู้จบ

นั่นนำมาซึ่งการถางไร่ฝิ่น มาเพาะปลูกพืชผัก

นำไก่ไปแจกเพื่อเลี้ยงกินไข่ และเพาะพันธุ์ไปเรื่อยๆ

โครงการในพระราชดำริมีทั้งสิ้นกว่า ๕,๕๐๐ โครงการครับ

ไม่นับรวมบางโครงการที่ไม่สำเร็จ ผมก็เพิ่งรับทราบจากคำบอกเล่าของ คุณปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ข้าราชการที่สนองงานในโครงการพระราชดำริมากที่สุดคนหนึ่ง

ท่านบอกว่า ในบางคราวที่ในหลวงเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชน และมีพระราชดำริตั้งโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่เมื่อในหลวงเสด็จฯ กลับ ชาวบ้านกลับไม่ยอมเพราะไม่ต้องการสละที่ทางเข้าไปอยู่ในโครงการ

ในหลวงท่านทราบท่านมีรับสั่งว่า ไม่เป็นไร เราไปทำที่อื่นก็ได้!

นี่เป็นเหตุผลว่าคนไทยควรเรียนรู้โครงการพระราชดำริของในหลวงให้เยอะ

เพราะคือทางรอดของประเทศไทย

ในหลวงทรงทิ้งมรดกนี้ไว้เพื่อให้คนไทยทั้งชาติหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

ฉะนั้นกลับมาเถอะครับ...

กลับมาอยู่ในจุดที่คนไทยต้องพึ่งพาตนเอง ก่อนที่จะแบมือขอจากผู้อื่น

รับคันเบ็ดจากพระราชา แล้วปฏิเสธปลาจากนักการเมืองเสีย

สอนให้นักการเมืองรู้ว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องพึ่งพานักการเมืองในทุกเรื่อง

ผมได้ยินหลายคนพูด ทำไมไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีขับรถลุยน้ำ เดินลัดเลาะตามป่าเขา เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านสักคน

ซึ่งก็จริงครับ เพราะเรามีนักการเมืองที่เป็นแบบอย่างน้อยเต็มที

จะมีนักการเมืองสักกี่คนครับที่น้อมนำคำสอนของในหลวงมาปรับใช้อย่างจริงจัง

เบื้องต้นถ้าทำสิ่งนี้ไม่ได้ โอกาสจะได้เห็นนักการเมืองขึ้นเขาลงห้วยช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ครับ

เอากรณีปล่อยโกงจำนำข้าว และข้าวราคาตกต่ำ มาเปรียบเทียบจะเห็นชัดเจนว่า นักการเมืองคนไหนทำเพื่อไทย

มีข่าวสร้างความรำคาญมาหลายวันแล้ว

ถึงขั้นตั้งกองทุน “ไถ่ตัวยิ่งลักษณ์” จากคดีจำนำข้าว

นี่คือความระยำของนักการเมือง

ระรื่นเรี่ยไรเงินกันขณะที่ราคาข้าวตกต่ำสุดขีด

แทนที่จะช่วยหาทางให้ชาวนาขายข้าวได้ กลับบอกว่าพวกตรวจสอบโกงข้าว ทำให้ข้าวราคาตก

แทนที่จะเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยชาวนา กลับลงขันเพื่อช่วยนักการเมืองจากความผิดพลาดการบริหารนโยบายรับจำนำข้าว

ผมถึงไม่แปลกใจที่ยังมีคนไทยบางกลุ่มไม่รู้ร้อนรู้หนาว

กรณีคนเสื้อแดงอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นัดกันแต่งแดงแห่กฐิน มันคือภาพสะท้อนสังคมที่ยังยื่นมือรับปลาจากนักการเมือง

นี่ไม่ใช่กรณีเสื้อดำไม่แห้ง เสื้อขาวยังไม่ซัก แต่เป็นการจงใจที่จะประกาศตัวตน

เป็นความพยายามรักษาเอกลักษณ์โดยไม่ใส่ใจกติกาของสังคม

ไม่สนใจถึงความเศร้าโศกของประเทศ

ถามนิดเถอะครับ ไม่ได้ใส่สีแดงสักพักจะลงแดงตายกันหรืออย่างไร?

ผักกาดหอม

 

 

"เปลว สีเงิน" ชี้เหตุผลอะไรที่คนไทยต้องเรียนรู้โครงการพระราชดำริ  ชัดเจนหรือยัง "นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด"

 

รายงานโดย     นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์         สำนักข่าวทีนิวส์

ที่มา   ไทยโพสต์