ไม่ด้านพอทำไม่ได้ !!! เปิดความ วินาศสันตะโร จำนำข้าวยุค "ยิ่งลักษณ์" ...แต่วันนี้อาสามาดูแลชาวนา

คดีการปล่อยปะละเลยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็คือว่าเป็นอีกหนึ่งคดีที่จะต้องติดตามความคืบหน้าของกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองเช่นเดียวกัน ทั้งนี้มีรายงานมาโดยตลอดว่า คดีน.ส.ยิ่งลักษณ์

คดีการปล่อยปะละเลยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็คือว่าเป็นอีกหนึ่งคดีที่จะต้องติดตามความคืบหน้าของกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้มีรายงานมาโดยตลอดว่า คดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนนี้ มีการลดราคาความเสียจาก 2.86 แสนล้านบาทเหลือ 35,717 ล้านบาท

 

ไม่ด้านพอทำไม่ได้ !!! เปิดความ วินาศสันตะโร จำนำข้าวยุค "ยิ่งลักษณ์" ...แต่วันนี้อาสามาดูแลชาวนา

 

ตอกย้ำถึงรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง กับตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2547 สิ้นสุด ณ วันที่ 22 พ.ค. 2557 จำนวน 15 โครงการ จำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก คือ โครงการก่อนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 11 โครงการ มีปริมาณข้าวเปลือก 28.74 ล้านตัน ใช้เงินรับจำนำข้าวจำนวน 3.59 แสนล้านบาท มีมูลค่าขาดทุน 1.63 แสนล้านบาท

 

ส่วนที่สอง คือ โครงการในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 4 โครงการ มีปริมาณข้าวเปลือก 51.13 ล้านตัน บวกกับข้าวที่อยู่ระหว่างการสีอีก 8 ล้านตัน ใช้เงินรับจำนำข้าวจำนวน 7.11 แสนล้านบาท มีมูลค่าขาดทุน 5.18 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ภายใต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว หากได้ย้อนกลับไปพิจารณาเหตุผล หรือคำอธิบายของปปช.ว่าทำไมถึงต้อง ชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ปล่อปะละเลยอย่างไร

ในถ้อยแถลงของปปช.ตอนหนึ่งระบุว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ผู้ถูกกล่าวหา (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาว่าในระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก

ข้อ 1.3 ว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง

 

และข้อ 1.11 จะยกระดับสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตรและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า

รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนำระบบจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15% ที่เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาท ตามลำดับ

สำนักงาน ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้พิจารณาถึงสองครั้ง คือ ครั้งแรก ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ด่วนมากที่ ปช 0003/0118 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ยืนยันข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาลด้วยวิธีการรับจำนำ

และครั้งที่สอง ตามหนังสือสำนักงานป.ป.ช.ที่ ปช 0003/0198 ลงวันที่ 30 เมษายน 2555 ส่งข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการรับจำนำข้าวเปลือก

อีกทั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาลที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้ตั้งขึ้น ก็ได้รายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล

และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติทราบครั้งที่ 1 ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี2554/2555 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 มีผลขาดทุนเบื้องต้น 32,301 ล้านบาท

พี่เด้ง---ทั้งนี้ยังแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบครั้งที่สองว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555/2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 มีผลขาดทุนสะสม 220,968.78 ล้านบาท

และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบครั้งที่ 3 ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555/2556 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 มีผลขาดทุนสะสม 332,372.32 ล้านบาท ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งสามครั้งดังกล่าว แต่ก็ยังคงดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตต่อมา

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ถึงผู้ถูกกล่าวหาสรุปได้ว่าการดำเนินโครงการมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรจนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำและการทุจริตในโครงการ

รวมทั้งการดำเนินโครงการเกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินและการทุจริตในโครงการ แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจากชาวนาต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ

แม้ในขั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตด้วยก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยยุติหรือยกเลิกโครงการเพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและมิให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น

ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาพความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) ที่จะยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวนั้นได้

 

เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงขออธิบายดังนี้

1.กรณีความรับผิดชอบของน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับโครงการรับจำนำข้าวมี 2 กรณี คือ

1.1 คดีอาญา (คดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหาย)

1.2 ความรับผิดทางแพ่ง (ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐฯ)

2.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ยืนยันแล้วว่าจะไม่ใช้ม.44เข้ามาดำเนินการ โดยปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายปกติ

 

ส่วนกรณีการเรียกค่าเสียหาย ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามจะบอกว่าให้ไปสู้กันที่ศาลแพ่งนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว การออกคำสั่งทางปกครอง คดีส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดก็จะไปจบที่ศาลแพ่งอยู่แล้ว ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

โดยอำนาจตามกฎหมายที่จะถูกนำมาใช้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวประกอบไปด้วยกฎหมายและระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ

 

 

1. พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

 

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คือ การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่ เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่ เหมาะสมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดในการกระทำต่าง ๆ เป็นการเฉพาะ ตัวเสมอไป เมื่อการที่ทำไปทำให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพียงใดก็จะมี การฟ้องไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่เต็มจำนวนนั้นทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจ หรือ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนั้น ยังมีการนำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วม ในระบบกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับ ให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้อื่น ด้วย ซึ่งระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงินครบ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อแต่ละคน กรณีเป็นการก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ และยังเป็นการบั่นทอนกำลังขวัญในการ ทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย จนบางครั้งกลายเป็นปัญหาในการบริหารเพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้า ตัดสินใจดำเนินงานเท่าที่ควร เพราะเกรงความรับผิดชอบที่จะเกิดแก่ตน

อนึ่ง การให้คุณ ให้โทษแก่เจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคล และการดำเนินการทางวินัยกำกับดูแลอีกส่วนหนึ่งอันเป็นหลักประกันมิให้เจ้าหน้าที่ทำการ ใด ๆ โดยไม่รอบคอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการ ปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความ เสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และให้แบ่งแยกความรับผิดของแต่ละคน มิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการต่อสู้ตามข้อกฎหมายก็สามารถลำดับขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้

1.ปิดสำนวนกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้เสียหายโดยตรง

2.สรุปตัวเลขความเสียหายเสนอให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

3.ส่งสำนวนให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง เรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

4.เปิดโอกาสให้ผู้ถูกออกคำสั่งได้ใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง

 

 

 

เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์