- 05 พ.ย. 2559
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน" ว่า นับแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรชาวนายังคงประสบปัญหาราคาข้าวตก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน" ว่า นับแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรชาวนายังคงประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำบ่อยครั้ง ส่งผลให้รายได้ของชาวนาไม่มั่นคง ตลอดจนต้องกู้หนี้ยืมสิน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการปลูกข้าว จนถึงการเก็บเกี่ยว ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ถึงขั้นต้องขายที่นา และหลายครอบครัวต้องละทิ้งอาชีพชาวนา ในที่สุดเป็นอันตราย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกแนวทางการแก้ปัญหาแก่ชาวนาไทย ทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและมาตรการยั่งยืนของรัฐบาลนี้ ได้น้อมนำ ศาสตร์พระราชา อันเป็นหนึ่งในหลักการทรงงาน ก็คือ การศึกษาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ “ต้นทาง” เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ ลมฟ้าอากาศ องค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ ยากำจัดศัตรูพืช และปุ๋ย เป็นต้น “กลางทาง” เช่น แหล่งทุน เครื่องจักรกลการเกษตร โรงสี การแปรรูป และนวัตกรรม ปลายทาง เช่น ตลาดในประเทศ การส่งออกต่างประเทศ เราต้องทำให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าเหล่านี้ สำหรับในเรื่องของการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ยังคงมีความจำเป็น โดยมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2559 ถึง 2560 ในด้านการตลาด ตามที่ นบข.เสนอมา
แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกนั้น ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ ได้แก่ การรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกัน อาจจะต้องตั้งหรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ชัด จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่มแล้ว ก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเอง หรือให้มีการผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิตข้าว ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ทั้งนี้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถตัดปัญหาคนกลางลงไปได้บ้าง คงไม่ได้ทั้งหมด
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอชื่นชมความคิดริเริ่ม โครงการลองกอง จ.สุราษฎร์ธานี แลกข้าวสารหอมมะลิจังหวัดร้อยเอ็ด นับเป็นการดำเนินงานในลักษณะ ประชารัฐ เป็นโครงการที่ดีที่หลายฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยการแลกเปลี่ยนผลผลิตโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง จากการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เข้มแข็งนั้น เราน่าจะสามารถกระทำได้ตลอดเวลา และขอขอบคุณหลายๆ หน่วยงานที่ออกมาตรการแก้ปัญหา หรือมีส่วนร่วมในการเอาชนะปัญหาราคาตกต่ำ สำหรับการสร้างความยั่งยืนให้แก่ชาวนาในระยะยาวนั้น รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือชาวนาทั้งระบบ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว
ขอบคุณโรงสี กับในส่วนของพ่อค้าคนกลางที่ร่วมมือกับรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังจะทำลายการผลิตข้าว การปลูกข้าว ของเกษตรกร ทำลายวิถีชีวิตชาวนา ที่พวกเราทำมา ตั้งแต่โบราณกาล เราเพียงมุ่งหวังจะทำให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ปัญหาที่รัฐบาลพบ ทำให้เหมือนกับว่าเป็นการ ทำนาเพื่อใช้หนี้ มาตลอดเวลา ไม่มีรายได้เพิ่ม จึงได้เกิดความคิดแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การตลาด รัฐบาลจำเป็นต้องมีหลายมาตรการ ทั้งชดเชยส่วนต่างบ้าง ช่วยเหลือยามเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ หรืออื่นๆ บ้างเท่าที่จำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นปัญหากับระบบการเงินการคลังของประเทศ
สิ่งสำคัญก็คือ เราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้การทำการเกษตรทุกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย ข้าวโพด ได้มีการปรับระบบการผลิต การแปรรูปใหม่ ให้ใช้ต้นทุนการผลิตให้น้อยลง ใช้น้ำให้น้อยลง เหมาะสมกับพื้นที่ แล้วก็ผลิตไม่เกินความต้องการของตลาด มีวิธีที่หลายประเทศทำแล้วได้ผล ก็คือ การรวมแปลงใหญ่ เพื่อการบริหารจัดการ หากทุกคนไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น เราก็ทำได้ลำบาก บรรดากลุ่ม NGO ขอร้องอย่ามองด้านเดียว ตามหน้าที่ของตน ทุกคนควรมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างเกื้อกูลกัน รัฐบาลไม่เคยคิดจะบังคับชาวนา นอกจากพยายามสร้างความเข้าใจ รักษาอาชีพนี้ให้ยั่งยืน เราจะติดกับกับวิธีคิดแบบเดิมๆ หรือการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว
การค้าขาย-การส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ก็เป็นปัญหาในการแข่งขันด้านราคา รัฐบาลซื้อมาเก็บเอง ก็ไม่ได้ปัญหาเดิมยังมีอยู่ การระบายข้าวในคลัง ก็เป็นปัญหา กับข้าวฤดูกาลใหม่ อาจทำให้ราคาข้าวในท้องตลาดตกไปอีก เพราะเรามีปริมาณสำรองข้าวมากเกินไป วันนี้ก็มีเกือบทุกประเทศ มีการสำรองข้าวด้วยตัวเอง อันเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคานั้นถูกกดให้ต่ำลง
เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์
