วงการผ้าเหลืองร้อน !!!  “ดีเอสไอ” ส่งสำนวนให้ “อัยการ”  ...เปิดชื่อชัดๆ งานนี้ “หลวงพี่แป๊ะ”  ไม่รอดเจอข้อกล่าวหา “เบนซ์หรูสมเด็จช่วง”

ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 12/2559 กรณีรถยนต์โบราณ ทะเบียน ขม

ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 12/2559 กรณีรถยนต์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร อยู่ในการครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มายังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด

 

ร.ท.สมนึกกล่าวต่อว่า สำหรับคดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกล่าวหาว่านายพิชัย วีระสิทธิกุล ผู้ต้องหาที่ 1, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.ที.ออโต้พาร์ท โดยนายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย ผู้ต้องหาที่ 2, นายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย ผู้ต้องหาที่ 3, นายเกษม ภวังคนันท์ ผู้ต้องหาที่ 4, นายเมธีนันท์ นิติฐิติวงษ์ ผู้ต้องหาที่ 5, นายสมนึก บุญประไพ ผู้ต้องหาที่ 6 และพระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) หรือหลวงพี่แป๊ะ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ต้องหาที่ 7 ฐานร่วมกันนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร หรือร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้อง ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วน ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา161, 165 ประกอบกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265, 268, 83

ทั้งนี้ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย นายอดุลย์ เฉตวงษ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1, น.ท.ทศพร สายพันธ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ และนายกฤษณะ สุขสงวน อัยการผู้เชี่ยวชาญ เป็นคณะทำงานพนักงานอัยการ โดยสำนักงานคดีพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 นัดผู้ต้องหาที่ 1, 2, 3, 5, และ 6 มาพบพนักงานอัยการ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ด้านผู้ต้องหาที่ 4 จะครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 3 ในวันดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่หลวงพี่แป๊ะ ผู้ต้องหาที่ 7 พนักงานสอบสวนยังไม่ได้นำตัวส่งพนักงานอัยการ เนื่องจากในวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลวงพี่แป๊ะป่วย โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะนำตัวส่งพนักงานอัยการอีกครั้งในภายหลัง

 

นายวงศ์สกุลกล่าวต่อว่า ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ที่อัยการนัดผู้ต้องหามาพบนั้นเป็นการนัดตามขั้นตอนเนื่องจากมีผู้ต้องหาที่ 4 จะครบกำหนดฝากขัง ต้องนัดมาภายในวันดังกล่าว ส่วนจะสั่งคดีได้เลยหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะทำงานพิจารณาพยานหลักฐานว่าเพียงพอที่จะสั่งคดีได้หรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าสั่งคดีได้อาจจะสั่งคดีในวันดังกล่าวเลย หากพิจารณาแล้วพยานหลักฐานยังไม่เพียงพออาจสอบสวนเพิ่มเติมและเลื่อนวันนัดสั่งคดีออกไป ส่วนหลวงพี่แป๊ะที่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ส่งตัวมานั้น ตามปกติจะนัดมาในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ด้วย แต่เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะต้องส่งตัวมา

ย้อนกลับไป 22 กรกฎาคม พันตำรวจเอก ไพสิฐ  วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจตรี สุริยา  สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจโท กรวัชร์  ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นายนิธิต  ภูริคุปต์ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พันตำรวจโท พงศ์พร  พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร และนายมเหสักข์ พันธ์สง่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ

 

 

 

ร่วมกันแถลงข่าวกรณีการสอบสวน รถยนต์ยี่ห้อ Mercedes-Benz รุ่น 300 บี ซึ่งการสอบสวนพบมีผู้กระทำผิดแบ่งเป็นกรณี ดังนี้

 

 

 

(1) กลุ่มผู้นำเข้าพิธีการศุลกากรต่อกรมศุลกากร

 

พบความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องยนต์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการปลอมเอกสารการนำเข้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหลงผิดในของที่นำเข้า จึงบ่งชี้ถึงเจตนาผู้นำเข้าว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันลักลอบหนีศุลกากร หรือ ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของหนีภาษีศุลกากร” ตามมาตรา 27 และมาตรา 27 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ซึ่งในกลุ่มนี้ได้จับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว 1 ราย อยู่ระหว่างเรียกตัวมาแจ้งข้อหาอีก 2 ราย

(2) กลุ่มผู้ประกอบรถยนต์และชำระภาษีไม่ครบถ้วนต่อกรมสรรพสามิตพบการกระทำผิดว่ามีการปลอมลายมือชื่อโรงประกอบรถยนต์ผู้อื่น และแจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่ว่าประกอบรถยนต์ แสดงมูลค่าราคารถยนต์ในการขอชำระภาษีสรรพสามิต ราคา 570,000 บาท เพื่อให้มีการเก็บค่าภาษีเข้ารัฐต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ความจริงรถยนต์มีการซื้อขายกันที่ราคา 4,000,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงถือว่ามีการประกอบรถยนต์จริง ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 แต่ชำระภาษีไม่ถูกต้องและครบถ้วน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสรรพสามิตประเมินภาษีเพิ่มเติมแล้ว รอผลการพิจารณาของกรมสรรพสามิต

 

(3) กลุ่มผู้ที่นำรถไปชำระภาษีและจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบกพบการกระทำผิดเกี่ยวกับกรณีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของผู้แจ้งขอจดทะเบียนที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้รับโอนว่ามีการซื้อขายรถยนต์กันที่ราคา 1,000,000 บาท แต่ความจริงมีการซื้อขายรถยนต์กันจริงที่ 4,000,000 บาท ทำให้รัฐรับชำระค่าอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน ทำให้รัฐเสียหายจำนวน 105,000 บาท ขั้นตอนนี้มีความผิดฐาน “ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือ เอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83

 

 

 

(4) กลุ่มผู้ครอบครองรถพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการครอบครองรถยนต์ที่ประกอบขึ้นโดยมีการชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติ ผู้ครอบครองมีการร่วมกันครอบครองต่อเนื่องตั้งแต่การประกอบรถยนต์เสร็จสิ้นจนถึงปัจจุบัน โดยจากพยานหลักฐานเชื่อว่าผู้ครอบครองย่อมรู้ว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่ได้มาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย อันมีความผิดฐาน “ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน

 

 

 

ทั้งนี้ ดีเอสไอ แจ้ง 2 ข้อหาสมเด็จสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) กับพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ และผู้ร่วมขบวนการ โดยข้อหาแรก ร่วมกันครอบครอง ซึ่งสินค้าที่รู้ว่าไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ผิดพ.ร.บ.สรรพสามิต 2527 มาตรา 161(1) และกฏหมายอาญามาตรา 83 และข้อหาที่ 2 ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จลงในเอกสารราชการ และแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่ ผิดกฏหมายอาญามาตรา 137 และมาตรา267 ประกอบมาตรา 83

 

เรียบเรียงข่าวโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์