สำนักข่าวทีนิวส์ท้า !!! 6 เดือนไม่เห็นแม้เงา แน่จริง  "ธรรมกาย" แสดงตัว "พระธัมมชโย" ...ยังไงดี ขนาด"ตำรวจ" ยังไม่มั่นใจว่าอยู่วัดหรือไม่

จากกรณี สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร โชคประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 5 ในฐานความผิดสบคบกันฟอกเงิน ร่

จากกรณี สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร โชคประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 5 ในฐานความผิดสบคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

 ขณะเดียวกัน สำนักข่าวทีนิวส์ ได้นำเสนอข่าวโดยระบุว่า ลือกระฉ่อน!!! "ธัมมี่" เผ่นซุก "พม่า"แล้วนะจ๊ะ หลังข่าว "อัยการ" สั่งฟ้องว่อนออนไลน์ ขณะวัดธรรมกาย ตรวจรถเข้า-ออกทุกคันอย่างข้มงวด ด้านญาติโยมมาทำบุญบางตาอย่างเห็นได้ชัด

 

ทั้งนี้ได้นำเสนอรายงานข่าว ที่ระบุว่า หลังมีข่าว อัยการ สั่งฟ้องคดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น และคดีศาลจังหวัดสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาออกหมายจับในคดี บุกรุกป่าสร้างสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า พระเทพญาฯมหามุณี หรือ พระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้หนีออกนอกประเทศไปทางพม่าแล้ว

โดยผู้สื่อข่าวได้ไปสังเกตการณ์ที่ประตู 7 ฝั่งถนนบางขันธ์- หนองเสือ ซึ่งเป็นประตูหลักปรากฏว่า มีเจ้ารักษาความปลอดภัยของทางวัดได้เลื่อนประตูเข้าออกเหลือเพียงครึ่งเดียว และมีการตรวจรถที่เข้าออกทุกคันอย่างเข้มงวด ขณะญาติโยมที่เข้ามาทำบุญที่วัดพระธรรมกายลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ในเวลาต่อมาเพจสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้โพสต์ข้อความในเวลาต่อมา ว่าทีนิวส์ ลงข่าวเท็จ อีกแล้ว !!!

!! ข่าวลือโกหก ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก !! ตั้งสติให้ดีๆ  ความจริง คือ หลวงพ่อ ยังคงอาพาธและพักรักษาตัวอยู่ภายในวัด ไม่ได้ไปต่างประเทศ

ทั้งนี้หากย้อนกลับไปกว่า 6 เดือนแล้วที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นพระธัมมชโย  ครั้งล่าสุดคือ วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 ที่สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย นำสื่อมวลชนไปที่อาคารดาวดึงส์ ซึ่งอยู่ภายในวัดด้านทิศตะวันออก และเป็นสถานที่พักรักษาอาการอาพาธของธัมมชโย

 

ในวันนั้น ผู้สื่อข่าวได้เฝ้าเพียงสังเกตการณ์จากด้านนอกพบว่าจอแอลอีดีแสดงภาพหลวงพ่อธัมมชโยนอนอยู่บนเตียงพยาบาลลักษณะยกขาสูง มีแพทย์ พยาบาล และลูกศิษย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะมีการเปิดให้ดูบาดแผลที่ขาซ้าย

และถ้าย้อนกลับไปถึงการสัมภาษณ์ ของพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจท ที่ได้กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีศาลจังหวัดสีคิ้วอนุมัติหมายจับ พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จากกรณีบุกรุกพื้นที่ป่า ในการก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เวิลด์พีซวัลเล่ย์ เขาใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองจอก ม.6 ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า จากฐานข้อมูลสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ยังไม่พบว่าพระธัมมชโยเดินทางออกนอกประเทศ และสอบถามไปยัง สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ท้องที่ที่ตั้งวัดพระธรรมกาย และ พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 4 ได้ข้อมูลเชื่อว่าพระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัด โดยข้อมูลนี้ให้ค่า 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ยังไม่ใครยืนยันว่าอยู่ในวัดจริงหรือไม่ ทั้งนี้เหตุที่ทำให้ยังไม่เชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าอยู่ในวัด เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีงานสำคัญของวัด 2 ครั้ง แต่พระธัมมชโยไม่ปรากฏกายเข้าร่วมงานแต่อย่างใด  ทั้งนี้ยังระบุอีกว่า ยังไม่เชื่อเต็มร้อยว่าพระธัมมชโยอยู่ในวัด

สืบเนื่องจากประเด็นดังกล่าวนี้เอง นายฉัตรชัย  ภู่โคกหวาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวทินิวส์  ได้ออกมากล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ได้เดินทางออกนอกประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า  หากวัดพระธรรมกาย บริสุทธิ์ใจจริงและพระธัมมชโย ยังพักรักษาอาการอาพาธอยู่ภายในวัดตามที่เคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้  ควรที่จะเปิดเผยเพื่อให้สาธารณชนรับทราบ

 

  เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยข้อมูลที่นำเสนอนั้นเป็นไปตามรายงานข่าว ซึ่งถ้าหากวัดพระธรรมกาย ยืนยันว่าพระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกายจริง ก็ควรที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจหรือไม่

ขณะเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด 23 พฤศจิกายน ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายชาติพงษ์ จีระพันธุ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงข่าวการสั่งคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 1 พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาที่ 2 น.ส.ศรัญญา มานหมัด อดีตคณะบริหารสหกรณ์ฯ ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน กันล้อม อดีตคณะบริหารสหกรณ์ฯ ผู้ต้องหาที่ 4 และนางศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ว่าหลังจากพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน คณะทำงานอัยการพิจารณาหลักฐานจากการสอบสวนและผลสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดรวมถึงหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาแล้วได้มีความเห็นสั่งคดีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีความเห็นสั่งฟ้องนายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส.ศรัญญา ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 4 ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยพนักงานอัยการได้นัด น.ส.ศรัญญา ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 4 มารายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 09.30 น.ซึ่งผู้ต้องหาที่ 3, 4 ต้องมาพบพนักงานอัยการ หากไม่มาจะประสานขอออกหมายจับต่อศาล ส่วนนายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ในเรือนจำอยู่แล้ว

      

      

ร.ท.สมนึกกล่าวอีกว่า คณะทำงานยังมีความเห็นควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร ผู้ต้องหาที่ 5 ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359, 83 และแจ้งให้ดีเอสไอดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ 2 และ 5 มาส่งให้อัยการเพื่อดำเนินการต่อไปภายในอายุความ 15 ปี นับแต่วันที่กระทำผิด คือเดือนมกราคม 2552

 

นายชาติพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หรับคดีที่เกี่ยวข้องอัยการได้ยื่นฟ้องและสั่งคดีแล้ว ประกอบด้วย คดีอาญา ได้แก่

 

1. คดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายศุภชัยกับพวกรวม 12 คนต่อศาลอาญาแล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม และวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.3339/2559 และ 3734/2559 ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 มูลค่าความเสียหาย 5,612,237,157.62 บาท ซึ่งอัยการขอให้ศาลสั่งจำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงไปด้วยตามจำนวนมูลค่าความเสียหายดังกล่าว โดยขณะคดีอยู่ระหว่างการนัดตรวจพยานหลักฐาน

 

2. คดีที่พนักงานอัยการ เพิ่งจะมีคำสั่งฟ้องนายศุภชัย กับพวกรวม 4 คน ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334, 335 มูลค่าความเสียหาย 13,000 ล้านบาทเศษ และคดีแพ่งที่ ปปง.ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก แล้วรวม 2 สำนวน

1. คดีหมายเลขดำที่ ฟ.173/2559 ที่อัยการยื่นเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายศุภชัย กับพวก ตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 85,769,438.25 บาท ซึ่งศาลแพ่งนัดไต่สวนในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00 น.

 

2. คดีหมายเลขดำที่ ฟ.208/2559 ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายศุภชัยกับพวก ตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 1,585,000,000 บาท โดยศาลแพ่งนัดไต่สวนในวันที่ 20 ก.พ. 2560 เวลา 09.00 น. นอกจากนี้ ในส่วนของนายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ ยังมีคดีที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 14 ปี 24 เดือน ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.706/2559 ที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายศุภชัยฐานยักยอกทรัพย์มูลค่า 27 ล้านบาทเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 353 และ 354

      

      

เมื่อถามว่า กรณีที่ทนายความผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมโดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่การฟอกเงินจะถือเป็นคำให้การของผู้ต้องหาหรือไม่ นายชาติพงษ์กล่าวว่า หลักการของคดีอาญาจะต้องฟังความทั้งสองฝ่าย และผู้ต้องหาต้องมาให้การด้วยตนเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ผู้ต้องหาที่ 2 และ 5 มาสอบ และหนังสือขอความเป็นธรรมนั้นเป็นเพียงแค่อัยการรับฟังความมา อัยการจึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 และ 5 ไว้ เพราะเมื่อฟังความจากผู้กล่าวหาแล้วเห็นว่าพอฟังได้ ดังนั้น ขั้นตอนหลังจากนี้ต้องให้พนักงานสอบสวนจับกุมตัวผู้ต้องหามาสอบคำให้การและส่งให้อัยการ เมื่อมีหลักฐานและคำชี้แจงของผู้ต้องหา อัยการจะพิจารณาชั่งน้ำหนักอีกครั้งว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ คล้ายกับการสั่งคดีของแกนนำ กปปส.

      

  เมื่อถามว่า จากพยานหลักฐานที่ ดีเอสไอและ ปปง.ส่งมาในเรื่องเส้นทางการเงินของพระเทพญาณมหามุนี มีการนำเงินไปฟอกในธุรกิจใดบ้าง มูลค่าเท่าใด นายชาติพงษ์กล่าวว่า ในเรื่องเส้นทางการเงินนั้นเป็นเรื่องในสำนวนที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี ส่วนมูลค่าความเสียหายจากพยานหลักฐานที่อัยการได้รับมาเป็นเช็ค 27 ฉบับ มูลค่า 1,400 ล้านบาท

 

ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นควรสั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร โชคประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 5 ในฐานความผิดสบคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ว่าในส่วนของดีเอสไอก็จะต้องดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มาส่งฟ้องตามที่อัยการสั่งคดี ซึ่งเป็หน้าที่ของดีเอสไออยู่แล้ว ทั้งนี้ ตามขั้นตอนหลังจากที่อัยการมีความเห็ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ก็จะมีหนังสือส่งให้ดีเอสไอจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามามอบให้กับอัยการ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ดำเนินการติดตามและประเมินสถานการณ์ของวัดพระธรรมกายอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการวางแผนเข้าจับกุมพระธัมมชโยมาดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สำหรับคดีดังกล่าว เป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 โดยกล่าวหานายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาและอดีตประธานสหกรณ์ฯคลองจั่น, น.ส.ศรัณยา มานหมัด และนางทองพิน กันล้อม กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งนายศุภชัยขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำกลางบางขวาง เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาในคดีพิเศษที่ 64/2557 กระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ กว่า 27 ล้านบาท ถูกตัดสินจำคุก 16 ปี ส่วนน.ส.ศรัณยาและนางทองพิน ได้ใช้สิทธิในการประกันตัวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งตรงนี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ยังได้กล่าวหาพระธัมมชโย กับนางศศิธร ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ซึ่งทั้งสองรายศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว

 

ดีเอสไอพร้อมเข้าจับกุม พระธัมมชโยทันทีหากมีหนังสืออย่างเป็นทางการจากอัยการส่งมายังดีเอสไอ ทั้งนี้จะได้ร่วมประสานหน่วยงาน ตำรวจ ทหาร เพื่อสนธิกำลัง เข้าจับกุม ส่วนแผนปฏิบัติการได้ทำไว้หมดแล้ว

 

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ด้านความมั่นคง รับผิดชอบคดีรุกที่ป่าของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กล่าวถึงกรณีอัยการสั่งฟ้องพระธัมมชโยและพวกในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ว่า พนักงานสอบสวนตำรวจรับผิดชอบแต่คดีรุกป่า ขณะนี้สำนวนยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ยังไม่ถึงอัยการ ในส่วนการพิจารณาจะเข้าจับกุมหรือไม่นั้น ย้ำว่าต้องเป็นไปตามกฎหมาย การขอหมายค้นเพื่อจะไปตรวจสอบหรือจับกุมภายในวัดพระธรรมกายนั้น พนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนต้องมั่นใจและสามารถยืนยันต่อศาลได้ว่าพระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกายจริง จึงจะขอยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาลได้ หากยื่นไปโดยไม่รู้ความจริงว่าพระธัมมชโยอยู่จริงหรือไม่ จะกลายเป็นยื่นคำร้องเท็จต่อศาล ไม่ถูกต้อง ขณะนี้ยอมรับว่ายังไม่สามารถยืนยันได้100เปอร์เซ็นต์ว่าพระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกาย อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รรท.ผบก.ส.4 ตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อมูลแล้ว ยังรอรายงานอยู่ ก่อนจะพิจารณาดำเนินการต่อไป

รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า หลังจากพนักงานสอบสวนส่งเอกสารขอนิมนต์ให้พระธัมมชโยไปมอบตัว โดยให้พระผู้ใหญ่พามามอบตัว ยังไม่ได้รับการตอบรับจากพระธัมมชโย หรือคนใกล้ชิดแต่อย่างใด ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการเข้ามอบตัว แต่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด ระหว่างนั้นหากเจอตัวต้องจับกุม ส่วนการประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งว่าให้รอทางดีเอสไอประสานมาว่าจะให้ตำรวจดำเนินการ อย่างไรก็พร้อมให้ความร่วมมือตามที่ร้องขอ

 

 

ด้าน นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ได้เดินทางออกนอกประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะขณะนี้หลวงพ่อยังพักรักษาอาการอาพาธอยู่ภายในวัดตามที่เคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ ประกอบกับหลวงพ่อไม่มีหนังสือเดินทางหรือวีซ่าใดๆ เนื่องจากไม่ได้ไปต่ออายุ จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ และหากเดินทางออกนอกประเทศจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลุดรอดสายตาของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)

 

เมื่อถามว่า พระธัมมชโยอาพาธหนักเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว เหตุใดจึงไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาล นายองอาจ ชี้แจงว่า เป็นสิทธิของผู้ป่วยที่จะเลือกสถานที่รักษา ซึ่งพระธัมมชโยก็เลือกรักษาอาการอาพาธของท่านในวัดมาเช่นนี้ตลอด โดยมีหมอและคณะ พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นตามสมควร ดูแลอยู่ พร้อมอัพเดทอาการอาพาธของพระธัมมชโย ว่าหมอที่ทำการรักษาอาการให้งดการเดินทาง เนื่องจากมีความเสี่ยง และก่อนหน้านี้หมอเคยแนะนำให้ตัดขา เนื่องจากเส้นเลือดดำที่ขาตีบ แต่ท่านก็เลือกจะรักษาที่วัด

 

 

เรียบเรียงดดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์