เมื่อกฎหมายมาถึงสถานี"จานบิน"...คมกริบ"เปลว สีเงิน"ร่ายยาว...ไม่เกี่ยวพระ-ไม่เกี่ยวฆราวาส"เกี่ยวกับกฎหมาย"ที่ต้องไม่ปล่อยให้ใครอยู่เหนือ"(รา

เมื่อกฎหมายมาถึงสถานี"จานบิน"...คมกริบ"เปลว สีเงิน"ร่ายยาว...ไม่เกี่ยวพระ-ไม่เกี่ยวฆราวาส"เกี่ยวกับกฎหมาย"ที่ต้องไม่ปล่อยให้ใครอยู่เหนือ"(รายละเอียด)

เมื่อกฎหมายมาถึงสถานี 'จานบิน'

เมื่อวาน แค่ ๒๓ พฤศจิกาเอง.......

ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ

ร่นวันแถลงข่าว "สั่งคดีธัมมชโย" เรียบร้อยไปแล้ว ว่า

"มีความเห็นสั่งฟ้องนายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ ๑ น.ส.ศรัญญา ผู้ต้องหาที่ ๓ นางทองพิน ผู้ต้องหาที่ ๔ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒

โดยพนักงานอัยการได้นัด น.ส.ศรัญญา ผู้ต้องหาที่ ๓ นางทองพิน ผู้ต้องหาที่ ๔ มารายงานตัว เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน เวลา ๐๙.๓๐ น.

ซึ่งผู้ต้องหาที่ ๓, ๔ ต้องมาพบพนักงานอัยการ หากไม่มา จะประสานขอออกหมายจับต่อศาล

ส่วนนายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ ๑ ถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ในเรือนจำอยู่แล้ว

คณะทำงานยังมีความเห็นควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ ๒ และ น.ส.ศศิธร ผู้ต้องหาที่ ๕

ในความผิดฐาน สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๙, ๘๓

และแจ้งให้ดีเอสไอ ดำเนินการจับกุม ผู้ต้องหาที่ ๒ และ ๕ มาส่งให้อัยการ เพื่อดำเนินการต่อไป ภายในอายุความ ๑๕ ปี นับแต่วันที่กระทำผิด คือ เดือนมกราคม ๒๕๕๒"

นี่...อาจมีบางคนสงสัย ด้านเวลานัดหมาย

เผลอๆ ผู้อยากเห็น "อัยการ-ดีเอสไอ" ตีกัน อาจจับประเด็นไป "เสี้ยม" ให้เป็นดรามาโปรแกรมใหม่ก็ได้

เพราะก่อนหน้า รัฐมนตรียุติธรรม "พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา" ดูท่านจะฉุนๆ ทางอัยการอยู่นิดๆ

ที่เลื่อนการสั่งคดีมาถึง ๔ หน ด้วยเหตุ "ความไม่สมบูรณ์" ของสำนวน ซึ่งท่านบอกว่า

ที่ส่งไป ประเด็นใหญ่ๆ ครบถ้วน พอสั่งฟ้องได้แล้ว!

และนั่น..........

นำไปสู่การเพ่งเล็ง-เคร่งเครียดของสังคม ต่อการสั่งคดีในวันที่ ๓๐ พ.ย.นี้ จากฝั่งอัยการเป็นพิเศษ

ยิ่งนักข่าวไปรุกถาม เรื่องการจับตัว ๑ ใน ๕ ผู้ต้องหา ชื่อ "ธัมมชโย" ที่ดีเอสไอ "ท่าดี-ทีเหลว" มาตลอด

ท่านรัฐมนตรีไพบูลย์ ตอบแบบ "อ้างอิง" ถึงอัยการ ไปเมื่อวันจันทร์สดๆ ร้อนๆ นี้เอง ว่า

"พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงแล้ว บอกให้รอทางอัยการในวันที่ ๓๐ พ.ย.นี้

ซึ่งต้องดูว่า เห็นด้วยกับทางพนักงานสอบสวนสั่งฟ้องคดีหรือไม่ โดยดีเอสไอมีหมายจับอยู่แล้ว

แต่หากดำเนินการติดตามจับกุมตัวพระธัมมชโย แล้วอัยการไม่สั่งฟ้อง ก็ไม่มีประโยชน์ ควรรอทีเดียวในปลายเดือนนี้"

เมื่อดีเอสไออ้างเช่นนี้ ...........

สายตา ๖๐ ล้านคู่ ๑๒๐ ล้านข้าง ก็ชะเง้อจ้องไปทางฝั่งอัยการ ว่า ๓๐ พฤศจิกา จะสั่ง-ไม่สั่ง หรือสั่งแบบไหน?

และการสั่ง นอกจากเป็น "เข็มวัด" ท่าทีอัยการแล้ว ยังถือเป็นคำตอบจากซีกอัยการ ไปถึงซีกดีเอสไอในประเด็น

"จับ-ไม่จับ" สมีโย โดยตรงด้วย!

ก็เอาล่ะ...ตอนนี้ ถ้าเป็นปิงปอง อัยการตบลูกไปฝั่งดีเอสไอแล้ว ก็อยู่ที่ดีเอสไอแล้วล่ะว่า จะได้หรือจะเสีย?

การได้หรือเสีย สถานการณ์ตอนนี้ "อัยการลอยลำ" ดีเอสไอเองนั่นแหละ จะได้หรือจะเสีย

อยู่ที่ "จับ-ไม่จับ" สมีโย!

เพราะพูดไว้เอง "รอให้อัยการสั่งคดีก่อน ถ้าสั่งฟ้อง ก็จะไปจับตัวสมีโยส่งให้อัยการ"

แล้วเมื่อวาน อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว

วันนี้ ก็ถึงตาดีเอสไอ ต้องไปจับสมีโยบ้างละ!

เนี่ย..ประเด็นที่ดูเหมือน "ขบเหลี่ยม-ขบเชิง" อยู่ตรงนี้ อาจมีคนจับไปเสี้ยม

ผมจึงอยากชี้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรขบเหลี่ยม ในทางกลับกัน การทำงานของอัยการกับดีเอสไอในคดีนี้

เหมือนเกลียว "ตัวผู้-ตัวเมีย" ที่กลมกลึงมากกว่า!

ก็ดูตามแถลงซี.........

อัยการบอก นัด น.ส.ศรัญญา ผู้ต้องหาที่ ๓ กับนางทองพิน ผู้ต้องหาที่ ๔ ซึ่งได้ประกันตัวไป มาพบอัยการในวันที่ ๓๐ พ.ย. เวลา ๐๙.๓๐ น.

แล้วนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลเลย!

ส่วนผู้ต้องหาที่ ๑ คือนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ตัวถูกขังอยู่ในเรือนจำด้วยคดีอื่นอยู่แล้ว เบิกตัวมาฟ้องในวันนั้นได้

ก็มาถึง ผู้ต้องหาที่ ๒ "ธัมมชโย"

นอนแขวนตีนเย้ยกฎหมายอยู่ในอาณาจักรธรรมกาย ดีเอสไอ กล้าๆ-เกรงๆ ที่จะเข้าไปจับ

กับ น.ส.ศศิธร ผู้ต้องหาที่ ๕ ซึ่งหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ปล่อยให้ออกไปได้ไงก็ไม่รู้ ยังตามจับไม่ได้

นี่ ๒ รายนี้ ตามอัยการแถลงเมื่อวาน บอกว่า.......

"แจ้งให้ดีเอสไอ ดำเนินการจับกุม ผู้ต้องหาที่ ๒ และ ๕ มาส่งให้อัยการ เพื่อดำเนินการต่อไป ภายในอายุความ ๑๕ ปี นับแต่วันที่กระทำผิด คือ เดือนมกราคม ๒๕๕๒"

ตรงนี้เห็นชัด การร่นแถลงสั่งคดีจาก ๓๐ พ.ย.ขึ้นมา ๒๓ พ.ย.ไม่ใช่การร่น เชิงท้าทาย ซึ่งกันและกัน แต่อย่างใด

ทุกอย่าง เป็นไปตาม "มาตรฐานกฎหมาย" อาจพูดได้ว่า ทั้งอัยการ-ดีเอสไอ เครียดในการเร่งคดีไปที่จุดเดียวกัน

คือ........

ยุคก่อน เขาทำไงกัน นั่นเรื่องหนึ่ง

แต่ยุคนี้ คดีสมีโย ล้างเก่า แล้วยังต้องสางใหม่ กฎหมายว่าอย่างไร ต้องเป็นไปตามนั้น!

เห็นมั้ย ผู้ต้องหาคดีนี้มี ๕ คน ดีเอสไอส่งสำนวนสอบสวนต่ออัยการ มีตัวผู้ต้องหาแค่ ๓ คน

ขาดอีก ๒...........

โดย ๑ ใน ๒ คือสมีโย เห็นหัว-เห็นตัว-เห็นตีน อยู่ในอาณาจักรจานบิน ไม่ใช่จับไม่ได้

หากแต่ดีเอสไอ ลึกๆ แล้ว อะไรคือเหตุผลยังไม่จับ เขาคงรู้กันอยู่ภายใน!?

ที่บอกภายนอก ก็แค่ว่า "สั่งฟ้องก่อนค่อยจับ"!

สังคมก็จ้องไปที่อัยการ ด้วยความหวาดระแวง เพราะอดีต มีหน่อ-มีแนว เป็นเชื้อให้ระแวงลักษณะนี้อยู่แล้ว

แต่พอสั่งฟ้องเมื่อวาน ในขณะที่ ๓ ผู้ต้องหา อัยการบอก ให้ไปพบอัยการตอนเช้าวันที่ ๓๐ พ.ย.เพื่อนำตัวไปส่งฟ้องศาลเลย

แต่กับ ๒ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี โดยเฉพาะสมีโย แทนที่อัยการจะใช้เงื่อน ๓๐ พ.ย.เป็นการขีดเส้น "เอาคืน"

ให้ดีเอสไอ นำตัวสมีโยไปส่งมอบ เพื่อส่งฟ้องศาลในคราวเดียว-วัน-เวลา เดียวกันไปเลย

แต่อัยการ กลับสั่งไปตามมาตรฐานกฎหมายว่า .........

"ให้ดีเอสไอ ดำเนินการจับกุม ผู้ต้องหาที่ ๒ และ ๕ มาส่งให้อัยการ เพื่อดำเนินการต่อไป ภายในอายุความ ๑๕ ปี นับแต่วันที่กระทำผิด คือ เดือนมกราคม ๒๕๕๒"

ก็หมายความว่า ที่ดีเอสไอบอก สั่งฟ้องปุ๊บ จะไปจับตัวมาให้ปั๊บ นั้น

ไม่ต้องก็ได้.........

ก่อน มกราคม พ.ศ.๒๕๖๗ คือยังมีเวลาอีกตั้ง ๘ ปี ดีเอสไอล้างบ้านสะอาดเมือกแม้ว สบายอก-สบายใจแล้ว

ค่อยไปมาติกา-บังสุกุลสมีโยมาให้อัยการส่งฟ้องก็ได้!

ระวังละกัน.........

เข้าไปเจอแต่ปลอกตีนแขวนหลอกตา ส่วนตัวเป็นๆ ล่องหนไปอยู่ดุสิตบุรีหรือเอราวัณไปตั้งแต่ปีมะโว้โน่นแล้ว จะเสียทั้งกรม!

สมมุติ ดีเอสไอยึดคำพูดเป็นศักดิ์ศรี ลั่นปาก "สั่งฟ้องแล้วจะจับ"

การที่อัยการสั่งฟ้องล่วงหน้าวันนัดให้ตั้ง ๗ วัน..........

มองอีกทาง ถือเป็นการอำนวยความสะดวก "ด้านเวลา" ให้ดีเอสไอมากกว่า ในเมื่อบอก "สั่งฟ้องจะไปจับตัวมาให้"

นี่ก็สั่งฟ้องให้แล้ว...........

"ก็ไปเอาตัวสมีโยมาตามที่พูดซี" มีเวลาให้ตั้ง ๗ วัน!

๓๐ พฤศจิกา "ตามวันนัด" ก็เอาตัวมามอบตอน ๐๙.๓๐ น. จะได้นำไปฟ้องศาลพร้อมกันทีเดียวเลย!

จับความตามท้องเรื่อง ก็เป็นอย่างนี้แหละ...พี่น้อง

สำหรับ น.ส.ศศิธร ผู้ต้องหาที่ ๕ ซึ่งหายจ้อย ไม่มีใครสนใจ กระทั่งดีเอสไอ คงลืมไปด้วยซ้ำมั้ง

ว่านอกจากสมีโยแล้ว ยังมีผู้ต้องหาหลบหนี ที่ต้องตามจับอีก ๑ คน ชื่อ "ศศิธร โชคประสิทธิ์"

คนนี้ "สำคัญ" เอาการ ตามข้อมูลดีเอสไอ เช็คสั่งจ่ายในชื่อ "พระราชภาวนาวิสุทธิ์" หรือ สมีโย และวัดพระธรรมกาย กว่า ๑,๒๐๐ ล้าน

ตามทางสอบสวน พบว่า......

มีเช็คมูลค่านับร้อยล้าน "น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์" เป็นคนเซ็นสลักหลังเช็ค ก่อนนำไปขึ้นเงิน!?

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า วัดธรรมกาย-สมีโยนี่ แปลก!

นอกจาก "ศุภชัย-สมีโย" แล้ว ตัวร่วมล้วนผู้หญิง ทั้ง น.ส.ศรัญญา นางทองพิน และ น.ส.ศศิธร

ผู้หญิงทำไมนัวเนียกับ "พระ-วัด-เงิน" ขนาดนี้..หือ?

ก็เอาล่ะ ลูกมาตั้งให้เตะหน้าประตูแล้ว จะเตะ-ไม่เตะ และเตะแล้ว จะเข้า-ไม่เข้า เอาใจช่วยดีเอสไอละกัน

ไม่เกี่ยวพระ-ไม่เกี่ยวฆราวาส ........

ทั้งหมด-ทั้งมวล "เกี่ยวกับกฎหมาย" ที่ต้องไม่ปล่อยให้ใครอยู่เหนือ.

 

โดย จิรศักดิ์ สำนักข่าวทีนิวส์

Cr.Thaipost