คำสั่งศาล !!! “สรยุทธ-ไร่ส้ม”รอดปลอมเอกสารใบคิวโฆษณา ... บรรทัดฐาน “สื่อ” ทุจริต ต่อการเป็นฐานันดร4 ของสังคม  : Hot issue

านนี้ 28 พฤศจิกายน 59 ห้องพิจารณาคดี 709 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อ.1748/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา

านนี้ 28 พฤศจิกายน 59 ห้องพิจารณาคดี 709 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อ.1748/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 50 ปี กรรมการผู้จัดการฯ อดีตพิธีกร รายการเล่าข่าวชื่อดัง, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการ บจก.ไร่ส้ม, น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่บริษัทไร่ส้มฯ และนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต อายุ 47 ปี อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันทำให้เกิดความเสียหาย

คำฟ้องอัยการโจทก์สรุปว่า เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 49 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและทำให้เสียหาย ทำลายซึ่งเอกสาร และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำเอกสารใบคิวโฆษณารายการคุยคุ้ยข่าวระหว่างเดือน มกราคม 49 – พฤษภาคม 49 จำนวน 139 แผ่น ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยร่วมกันทำปลอมขึ้นไป ใช้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บมจ.อสมท จำกัด เพื่อเป็นหลักฐานในการโฆษณาและคิดค่าโฆษณาส่วนเกินในรายการคุยคุ้ยข่าว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ บมจ. อสมท หลงเชื่อว่าเอกสารใบคิวโฆษณานั้นเป็นเอกสารจริง ทำให้ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาหรือเสียค่าโฆษณาส่วนเกินน้อยกว่าความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวทำให้ บมจ.อสมท ได้รับความเสียหาย

โดยวันนี้อัยการโจทก์, นางพิชชาภา จำเลยที่ 4 และทนายจำเลยที่ 1- 4 มาศาล ขณะที่นายสรยุทธ จำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นไม่ได้มาศาล เนื่องจากศาลอนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลยที่ 1-3 ได้

ต่อมา ศาลพิเคราะห์คำร้องโจทก์ จำเลย เกี่ยวกับคำฟ้องซ้ำของอัยการโจทก์ในคดีนี้ และคำพิพากษาศาลอาญา คดีหมายเลขดำ อ.313/2558 แล้วเห็นว่า ในคำพิพากษาศาลอาญาในท้ายคำฟ้อง ระบุว่า อัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีนี้) ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯ และฟ้องจำเลยที่ 3-4 (จำเลยที่ 2-3 ในคดีนี้) ฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด

และการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพราะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 48 ถึงเดือนมิถุนายน 49 จำเลยที่ 4 ในคดีนี้ไม่รายงานค่าโฆษณาส่วนเกินของรายการคุยคุ้ยข่าว ให้ผู้บริหารทราบเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัทไร่ส้มฯ ส่งผลทำให้บมจ. อสมท. เกิดความเสียหาย 138 ล้านบาทเศษ และจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในใบคิวโฆษณารวม ซึ่งศาลอาญาเคยได้วินิจฉัยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2-3 ในคดีนี้ถูกจำคุก 13 ปี 4เดือน

สำหรับคำฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่ระบุว่าจำเลยได้ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตัดทอน เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เสียค่าโฆษณาส่วนเกินหรือเสียน้อยกว่าความเป็นจริงให้แก่ผู้เสียหาย พฤติกรรมของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ที่ใช้เอกสารปลอมก็ถือเป็นเจตนาเดียวกันเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้จึงเป็นความผิดตามที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้วสิทธิในการนำคดีมาฟ้องของโจทก์ จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ฟ้องคดีอีก ให้งดตรวจหลักฐานในวันนี้ และจำหน่ายคดีออกจากสารระบบ

ภายหลังอัยการโจทก์กล่าวว่า หลังจากนี้จะนำคำสั่งของศาลไปศึกษากับคณะทำงานว่าจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลในประเด็นใดหรือไม่

ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องทำความเข้าใจในสาระสำคัญว่าคดีดังกล่าวนั้น นายสรยุทธถูกลงโทษเนื่องจาก แม้จะไม่ได้เป็นพนักงานของรัฐแต่การเข้าไปสนับสนุนให้มีการทำความผิดขึ้น จะต้องมีส่วนในความรับผิดชอบนั้นๆ

ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ ของทุกๆคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของกรทุจริต ที่ต้องถูกตรวจสอบและขยายผลไปสู่ผู้จ่ายเงินและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502

 มาตรา 6 ผู้ใดเป็นพนักงานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำ การอย่างใดในหน้าที่ ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึง สี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

มาตรา 8 ผู้ใดเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

มาตรา 11 ผู้ใดเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับ ตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำ ความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความ สะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้อง ระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ สนับสนุนนั้น

และอีกหนึ่งประเด็นคำถามเฉพาะหน้าก็คือเมื่อนายสรยุทธได้ประกันตัวแล้ว ว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณเขาควรทำหน้าที่รายงานข่าวในฐานะสื่อสารมวลชนอยู่หรือไม่

จรรยาบรรณ เป็นจริยธรรมพื้นฐานของบรรดาผู้ประกอบวิชาชีพทั้งหลาย

กล่าวคือ การกระทำการใดๆ ของผู้ประกอบวิชาชีพ บางที ถึงแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจจะผิดหลักจรรยาบรรณก็ได้

    

จรรยาบรรณ จึงมีไว้ควบคุมมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพ ใช้ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญเฉพาะด้านในวิชาชีพของตน ไปทำการเอารัดเอาเปรียบ หรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ

อาชีพใด ที่ต้องใช้ความรู้ ความชำนาญ หรือเทคนิคเฉพาะด้านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจำเป็นจะต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสูงตามไปด้วย เพราะการกระทำการใดๆ ของผู้ประกอบอาชีพนั้น เป็นเรื่องที่คนธรรมดาทั่วๆ ไป ยากจะรู้เท่าทัน ยกตัวอย่าง เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ พนักงานสอบสวน สื่อมวลชนและคนทำโฆษณา ฯลฯ

 

 

เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์