- 02 ธ.ค. 2559
ประวัติศาสตร์ไทยจารึก!!! ทรงรับเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
เมื่อเวลา 22.02 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ได้ถ่าย ทอดการกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ โดยเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 19.16 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินออก ณ ห้อง UPPER MAIN CR.M (ห้อง วปร.) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ประทับยืนหน้าพระที่นั่งกง พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ
โอกาสนี้ นายพรเพชรกราบบังคมทูล เชิญองค์รัชทายาทเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระ มหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราช ดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า “ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้า ที่ประธานรัฐสภา กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามพระราชประสงค์ของ บทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาล กับรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยทั้งปวง”
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสด็จฯ ไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงกราบถวายบังคม ทรงเปิดกรวยดอกไม้ ธูปเทียนแพ ทรงกราบราบ ก่อนมีพระราชปฏิสันถารกับคณะผู้เข้าเฝ้าฯ
ต่อมา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประ ธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้ออกประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรง ราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ระบุว่า โดยที่พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยา มินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอัน ประเสริฐ ได้เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 2 วรรคสอง ประกอบกับรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ว่า
ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภา อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ
โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้รับทราบกรณีสวรรคตดังกล่าวด้วยความโทมนัสยิ่ง โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมเพื่อรับทราบการแต่งตั้งพระรัชทายาท และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 2 วรรคสอง ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงขอประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรา ลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. แถลงว่า รัฐบาลขอประกาศให้พี่น้องชาวไทย ทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักรและต่างประเทศทั่วโลก ทราบทั่วกันว่า บัดนี้ประเทศไทยมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์นี้ และทรงพระกรุณารับคำกราบบังคมทูลอัญเชิญ ดังที่ต่อมาได้มีประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อแจ้งประชาชนแล้ว การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ และโบราณราชประเพณีทุกประการ ส่วนการจะดำเนินการต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติประเพณีที่เรียกว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่า ควรดำเนินการเมื่อเสร็จสิ้นการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศแล้ว
มีพระราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีประกาศ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. พ.ศ. 2559 ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 จึงได้มีการประชุมเพื่อรับทราบ และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาท โดยประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์แล้วนั้น ทรงพระราชดำริว่า ในระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธย เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันจะพึงมีต่อไปตามพระราชประเพณี เป็นการสมควร ที่จะเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประกาศ ณ วันที่ 1 ธ.ค. พ.ศ. 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้น ทรท.ได้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นทุกวัดทั่วโลกต่างย่ำฆ้อง กลอง และระฆัง พร้อมเจริญชัยมงคลคาถาโดยพร้อมเพรียงกัน ตามโบราณราช
ต่อมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ สรุปว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เป็นต้นไป
และเผยแพร่ประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สรุปว่า เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร.
ร่วมเจริญชัยมงคลคาถา
ต่อมาภายหลัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จฯ ขึ้นทรงราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แล้ว เพลงสรรเสริญพระบารมีดังกระหึ่ม จากการถ่ายทอดของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จากนั้นวัดทุกวัดทั่วโลก ย่ำฆ้อง กลอง ระฆัง พร้อมเจริญชัยมงคลคาถา โดยพร้อมเพรียงกัน ตามโบราณราชประเพณีที่สืบมา เพื่อถวายพระพรชัยมงคล และให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อประเทศชาติ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วประเทศต่างเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง
เตรียมลงราชกิจจานุเบกษา
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 เปิดเผยว่า ขั้นตอนภายหลังการเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์ สืบสันตติวงศ์นั้น สำนักพระราชวังจะแจ้งเรื่องมายังสำนักเลขาธิการวุฒิสภา จากนั้นสำนักงานเลขาฯ จะส่งเรื่องไปที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการและรวบรวมรายละเอียด แล้วออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
วิษณุ ระบุ รอฟังรัฐบาลแจ้งแนวปฏิบัติ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อปฏิบัติของประชาชนภายหลังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลเชิญขึ้นทรงราชย์และมีประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการในวันนี้ว่า ประชาชนยังใช้ชีวิตตามปกติและถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทุกอย่างยังเหมือนเดิมทั้งสิ้นเพราะเป็นพระราชบัณฑูรมาตั้งแต่ 1 เดือนที่ผ่านมาแล้วว่า ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติด้วยความที่ทรงอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ในทุกเรื่อง ทั้งทรง เป็นพระราชโอรสและทรงเป็นทั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชนทั้งประเทศที่จะประดับพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวช่วงเวลานี้ขอให้อยู่อย่างสงบตามปกติ และรอฟังการประกาศจากรัฐบาล ที่จะประชุมหารือถึงวิธีการในเรื่องดังกล่าวและจะออกเป็นประกาศให้ส่วนราชการต่าง ๆ ได้รับทราบทั้งวิธีการใช้ถ้อยคำเรียก คำศัพท์ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างขณะนี้ผู้ที่เตรียมการเรื่องดังกล่าวกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ขอให้ระมัดระวังให้ดี เวลารายงานข่าวในพระราชสำนักอย่าเผลอใช้ความเคยชินในการออกพระนามเดิมว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับการเข้าเฝ้าฯ วันนี้จะมี นายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนฝ่ายบริหารประธาน สนช. ตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานศาลฎีกา เป็นตัวแทนฝ่ายตุลาการ ส่วนพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะเข้าเฝ้าฯ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งจะสิ้นสุดภาระรับผิดชอบ โดยการกราบบังคมทูลนั้น จะเป็นหน้าที่ของประธาน สนช. ในฐานะประธานรัฐสภาและประธานสภา จะออกประกาศ ให้ประชาชนทราบตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนกำลังรอฟังกันอยู่และขอให้รำลึกไว้ว่าทั้งหมดคือการย้อนหลังไปถึงวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาทั้งสิ้นตามหลักที่ถือกันว่าราชบัลลังก์จะไม่ว่างลง
ข้อมูลจาก รายการสด ลึก จริง
