- 05 ธ.ค. 2559
เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าความเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลพม่าในประเทศมาเลเซียว่า นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียขึ้นกล่าวปราศรัยในการชุมนุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 5,000 คน เรียกร้องให้
เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าความเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลพม่าในประเทศมาเลเซียว่า นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียขึ้นกล่าวปราศรัยในการชุมนุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 5,000 คน เรียกร้องให้นางออง ซาน ซู จี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพม่า ดำเนินการยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวมุสลิมโรฮิงยา หลังปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มลัทธิสุดโต่งในรัฐยะไข่ของกองทัพพม่าส่งผลให้มีชาวโรฮิงยาเสียชีวิตแล้วกว่าร้อยราย และอีกหลายพันคนต้องอพยพหนีตายข้ามไปยังบังกลาเทศ
ทั้งนี้นายนาจิบ ราซัก ยังกล่าวว่า นางอองซาน ซูจี ได้รางวัลโนเบลมาแล้วทำอะไรบ้าง เราต้องการบอกกับเธอว่า พอได้แล้ว เราต้องปกป้องและจะปกป้องชาวมุสลิมและอิสลาม เราต้องการให้องค์การความร่วมมืออิสลามดำเนินการในเรื่องนี้ โปรดทำอะไรบ้าง ยูเอ็นต้องทำอะไรบ้าง โลกมิอาจนั่งเฉยมองดูการฆ่าล้างเผ่าพันธฺุ์
ทั้งยังมีรายงานว่า มีบ้านเรือนของชาวโรฮิงยาถูกเผาทำลายอีกกว่า 400 หลังคาเรือน แต่กองทัพพม่าปฏิเสธว่า เป็นฝีมือของกลุ่มลัทธิสุดโต่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสุดโต่งนอกประเทศ
สำหรับ โรฮีนจา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (อาระกัน) ทางตะวันตกของประเทศพม่า และพูดภาษาโรฮีนจาชาวโรฮีนจา ประชากรทั้งหมด1,424,000–2,000,000 คน และนักวิชาการบางส่วนกล่าวว่า โรฮีนจาเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่รัฐยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนอ้างว่า พวกเขาอพยพเข้าพม่าจากเบงกอลในสมัยการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นหลักและนักประวัติศาสตร์ส่วนน้อยกล่าวว่า พวกเขาอพยพมาหลังจากพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 และหลังจากบังกลาเทศทำสงครามประกาศเอกราชในปี
ชาวมุสลิมตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ไม่สามารถประมาณจำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานชาวมุสลิมก่อนการปกครองของสหราชอาณาจักรได้อย่างแม่นยำหลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่งในปี 2369 สหราชอาณาจักรผนวกรัฐยะไข่และสนับสนุนให้มีการย้ายถิ่นจากเบงกอลเพื่อทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในไร่นา ประชากรมุสลิมอาจมีจำนวนถึงร้อยละ 5 ของประชากรรัฐยะไข่แล้วเมื่อถึงปี 2412 แต่จากการประเมินของปีก่อนหน้าก็พบว่ามีจำนวนสูงกว่านี้ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ความรุนแรงระหว่างชุมชนก็ปะทุขึ้นระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธกับหน่วยกำลังวี (V-Force) ชาวโรฮีนจาที่สหราชอาณาจักรติดอาวุธให้ และการแบ่งขั้วก็รุนแรงมากขึ้นในพื้นที่ในปี 2525 รัฐบาลพลเอกเนวีนตรากฎหมายความเป็นพลเมืองซึ่งปฏิเสธความเป็นพลเมืองของชาวโรฮีนจา
ในปี 2556 มีชาวโรฮีนจาประมาณ 735,000 คนอาศัยอยู่ในประเทศพม่าส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทางเหนือของรัฐยะไข่ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80–98 ของประชากรสื่อระหว่างประเทศและองค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าชาวโรฮีนจาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลกชาวโรฮีนจาจำนวนมากหนีไปอยู่ในย่านชนกลุ่มน้อยและค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ รวมทั้งพื้นที่ตามชายแดนไทย–พม่า ชาวโรฮีนจากว่า 100,000 คนยังอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศซึ่งทางการไม่อนุญาตให้ออกมาชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากนานาชาติในห้วงเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่ามีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาจำนวน 1,000 คนอพยพมาจากประเทศพม่า ได้ถูกทหารพม่าจับกุมพร้อมทั้งถูกทารุณกรรม จากนั้นถูกจับโยนลงทะเลโดยไม่มีเรือมารับ และขาดแคลนทั้งน้ำและอาหาร เรื่องนี้รัฐบาลทหารพม่าออกมาตอบโต้ในเบื้องต้นว่า ซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวเกินความจริง และที่ว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้ใช้เรือใบโดยไม่มีเครื่องยนต์และห้องน้ำบนเรือ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขาขึ้นมายังชายฝั่ง ทางด้าน โฆษกกระทรวงกลาโหมพม่า ออกมาปฏิเสธว่าสื่อรายงานไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้สื่อยังได้รายงานผลการสอบสวนว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้หายตัวไปจากการกักขังที่ส่วนกลางและยังไม่พบว่าอยู่ที่ไหน รัฐบาลทหารพม่าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า "พวกเราอาจหยุดเดินเรือหรือพวกเขาจะกลับมา ทิศทางลมจะพาพวกเขาไปยังอินเดียหรือไม่ก็ที่อื่น จากนั้นรัฐบาลทหารพม่าให้สัญญาว่าจะดำเนินการสอบสวนผู้นำทางทหารอย่างเต็มที่ แต่ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่หาว่าปกปิดการใช้อำนาจกองทัพไปในทางที่ผิด
อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย
เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์
