- 06 ธ.ค. 2559
งานยังเดินหน้า!!! "กรธ."ย้ำ สัปดาหืหน้ารู้เรื่อง คืบไม่คืบ พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง (ชมคลิป)
นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าจะพยายามดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 มาตรา และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 70 มาตราให้ แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก กรธ.ได้พิจารณาร่วมกันมาหลายรอบแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาที่มันยังไม่เรียบร้อย เพราะเนื้อหาของกฎหมายมีรายละเอียดมาก หลายเรื่องเป็นการเขียนขึ้นใหม่ เมื่อเป็นการเขียนใหม่ ดังนั้น กรธ.จึงจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าเมื่อเขียนแล้วในทางปฏิบัติสามารถทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องที่กรธ.คิดนั้นเราพยายามเขียน ไม่ให้มากไปหรือน้อยไป พยายามคิดทั้งในเชิงบวกและลบ
นายอุดม กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของการเปิดเผยรายละเอียดของกฎหมายลูกนั้น เบื้องต้นอาจเปิดเวทีเชิญทุกฝ่ายมาร่วมรับฟังด้วย เนื่องจาก กรธ.ต้องการเปิดกว้างให้ทุก ฝ่ายได้รับทราบเนื้อหาและร่วมแสดงความ คิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์หรือสามารถซักถามในประเด็นที่สงสัยได้ อย่างไรก็ตาม การจัดทำกฎหมายลูกขั้นตอนไม่ได้จบที่ กรธ.แต่ไปจบที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นเราก็ได้แต่หวังว่าเมื่อทำแบบนี้แล้ว สนช.ก็คงจะเป็นฝ่ายเก็บข้อมูลแล้วนำกลับไปพิจารณาต่อ ว่าอะไรเหมาะอะไรควรบ้าง
ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งว่า เชื่อว่าพรรคการ เมืองพร้อมกับกฎกติกาใหม่ ที่ กรธ.ร่างขึ้น แม้บางเรื่องจะขัดแย้งกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะผู้ร่างมีธงที่จะนำประเทศไปในทิศทางไหน ก็เหมือนเช่นตอนร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราไม่เห็นด้วยให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 แบบแต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นในร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ก็คงไม่แตกต่างกัน ไม่อยากแสดงความคิดเห็นมาก เพราะจะกลายเป็นความขัดแย้ง ดังนั้นคิดว่าพรรคที่เป็นพรรคการเมืองจริงทุกพรรค ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ จะต้องมีความพร้อมในการเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่มองว่า คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมนั้น คิดว่าแม้จะไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองประชุมพรรคได้ แต่เชื่อว่าหลายพรรคก็จะต้องมีการ พูดคุยหารือเป็นการภายใน อย่างไม่เป็นทางการ หรือพูดคุยทางโทรศัพท์ เพื่อติดตามสถานการณ์การเมือง และบ้านเมืองอยู่อย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามถึงโรดแม็พการสร้างความปรองดองควรจะพูดคุยกันในขณะนี้หรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองควรจะมาก่อนการเลือกตั้ง โดยมีเรื่องอะไรที่ยังไม่เข้าใจก็เปิดเวทีเปิดอกพูดคุยให้ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรม และประชาธิปไตย ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมายังมีมุมมองที่แตกต่างกันมากก็ควรแก้ไขให้มีมุมมองที่เข้าใจตรงกัน โดยผู้ที่เป็นเจ้าภาพหลักต้องเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจ คือรัฐบาล เพราะมีอำนาจใช้มาตรา 44 อยู่ในมือแล้ว อย่างไรก็ตามคำว่า "ปรองดอง" ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วแต่มุมมองของใคร แต่มุมมองตนเห็นว่า คือให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายก่อน ทำผิดก็ต้องมารับโทษหลังจากนั้นมาดูว่าความผิดข้อหาเป็นอย่างไร ขออภัยโทษได้หรือไม่
นายนิพิฏฐ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้สถาบันพระปกเกล้าฯและอีกหลายสถาบันก็มีการศึกษามาแล้ว แต่จะถึงการนิรโทษกรรมด้วย ตนเห็นว่ายังไม่เลยไปถึงขั้นนั้นเพราะจะมีปัญหามากมายแน่ ต่อข้อถามว่ามีข้อเสนอให้นิรโทษกรรมกับผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองโดยเฉพาะประชาชนที่ยังโดนคุมขังในข้อหานี้มาก นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนติดตามชาวบ้านที่ละเมิด ฝ่าฝืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีคุมขังอีกแล้ว เว้นแต่ที่ไปเผาทำลายทรัพย์สิน หรือขัดขวางการเลือกตั้ง ข้อหารุนแรง แต่ประชาชนจริง ๆ ไม่มีแล้ว
ก่อนหน้านั้น นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ให้สัมภาษณ์ว่า เราอยู่ในกรอบของรัชสมัยที่ควรจะต้องสลายความขัดแย้ง ในฐานะทนายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ อยากให้มีการพิจารณาเสนอเรื่องของการนิรโทษกรรม
นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าจะพยายามดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 มาตรา และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 70 มาตราให้ แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก กรธ.ได้พิจารณาร่วมกันมาหลายรอบแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาที่มันยังไม่เรียบร้อย เพราะเนื้อหาของกฎหมายมีรายละเอียดมาก หลายเรื่องเป็นการเขียนขึ้นใหม่ เมื่อเป็นการเขียนใหม่ ดังนั้น กรธ.จึงจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าเมื่อเขียนแล้วในทางปฏิบัติสามารถทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องที่กรธ.คิดนั้นเราพยายามเขียน ไม่ให้มากไปหรือน้อยไป พยายามคิดทั้งในเชิงบวกและลบ
นายอุดม กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของการเปิดเผยรายละเอียดของกฎหมายลูกนั้น เบื้องต้นอาจเปิดเวทีเชิญทุกฝ่ายมาร่วมรับฟังด้วย เนื่องจาก กรธ.ต้องการเปิดกว้างให้ทุก ฝ่ายได้รับทราบเนื้อหาและร่วมแสดงความ คิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์หรือสามารถซักถามในประเด็นที่สงสัยได้ อย่างไรก็ตาม การจัดทำกฎหมายลูกขั้นตอนไม่ได้จบที่ กรธ.แต่ไปจบที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นเราก็ได้แต่หวังว่าเมื่อทำแบบนี้แล้ว สนช.ก็คงจะเป็นฝ่ายเก็บข้อมูลแล้วนำกลับไปพิจารณาต่อ ว่าอะไรเหมาะอะไรควรบ้าง
ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยกร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งว่า เชื่อว่าพรรคการ เมืองพร้อมกับกฎกติกาใหม่ ที่ กรธ.ร่างขึ้น แม้บางเรื่องจะขัดแย้งกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะผู้ร่างมีธงที่จะนำประเทศไปในทิศทางไหน ก็เหมือนเช่นตอนร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราไม่เห็นด้วยให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 แบบแต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นในร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ก็คงไม่แตกต่างกัน ไม่อยากแสดงความคิดเห็นมาก เพราะจะกลายเป็นความขัดแย้ง ดังนั้นคิดว่าพรรคที่เป็นพรรคการเมืองจริงทุกพรรค ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ จะต้องมีความพร้อมในการเลือกตั้ง ส่วนกรณีที่มองว่า คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมนั้น คิดว่าแม้จะไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองประชุมพรรคได้ แต่เชื่อว่าหลายพรรคก็จะต้องมีการ พูดคุยหารือเป็นการภายใน อย่างไม่เป็นทางการ หรือพูดคุยทางโทรศัพท์ เพื่อติดตามสถานการณ์การเมือง และบ้านเมืองอยู่อย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามถึงโรดแม็พการสร้างความปรองดองควรจะพูดคุยกันในขณะนี้หรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองควรจะมาก่อนการเลือกตั้ง โดยมีเรื่องอะไรที่ยังไม่เข้าใจก็เปิดเวทีเปิดอกพูดคุยให้ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรม และประชาธิปไตย ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมายังมีมุมมองที่แตกต่างกันมากก็ควรแก้ไขให้มีมุมมองที่เข้าใจตรงกัน โดยผู้ที่เป็นเจ้าภาพหลักต้องเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจ คือรัฐบาล เพราะมีอำนาจใช้มาตรา 44 อยู่ในมือแล้ว อย่างไรก็ตามคำว่า "ปรองดอง" ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วแต่มุมมองของใคร แต่มุมมองตนเห็นว่า คือให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายก่อน ทำผิดก็ต้องมารับโทษหลังจากนั้นมาดูว่าความผิดข้อหาเป็นอย่างไร ขออภัยโทษได้หรือไม่
นายนิพิฏฐ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้สถาบันพระปกเกล้าฯและอีกหลายสถาบันก็มีการศึกษามาแล้ว แต่จะถึงการนิรโทษกรรมด้วย ตนเห็นว่ายังไม่เลยไปถึงขั้นนั้นเพราะจะมีปัญหามากมายแน่ ต่อข้อถามว่ามีข้อเสนอให้นิรโทษกรรมกับผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองโดยเฉพาะประชาชนที่ยังโดนคุมขังในข้อหานี้มาก นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนติดตามชาวบ้านที่ละเมิด ฝ่าฝืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีคุมขังอีกแล้ว เว้นแต่ที่ไปเผาทำลายทรัพย์สิน หรือขัดขวางการเลือกตั้ง ข้อหารุนแรง แต่ประชาชนจริง ๆ ไม่มีแล้ว
ก่อนหน้านั้น นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ให้สัมภาษณ์ว่า เราอยู่ในกรอบของรัชสมัยที่ควรจะต้องสลายความขัดแย้ง ในฐานะทนายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ อยากให้มีการพิจารณาเสนอเรื่องของการนิรโทษกรรม
วิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้กฎหมายออกมาดีเหมาะสม ประเด็นอะไรที่ควรสนับสนุน หรือประเด็นอะไรที่ควรปรับปรุง แต่ กรธ.ทำเหมือนงุบงิบกันทำ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ใช้กับคนทั้งประเทศ พรรคการเมืองทุกพรรค การเข้าสู่อำนาจรัฐต้องใช้กฎหมายนี้เป็นหลัก ซึ่งถ้ากฎหมายมีช่องว่างช่องโหว่ก็เสียหาย บ้านเมืองก็จะไปกันใหญ่ ส่วนที่ทาง กรธ.ระบุว่าจะรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายนั้น ก็ขอขอบคุณที่จะรับฟัง แต่ปัญหาคือ กรธ.น่าจะบอกเงื่อนไขบอกประเด็นว่า กรธ.เห็นอย่างไร ก็จะทราบประเด็นและสามารถแสดงความ คิดเห็นได้
นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ต้องสกัดไม่ให้คนที่คิดร้ายกับ บ้านเมืองเข้ามาสู่การเมือง ต้องสกัดคนที่ถูกถอดสิทธิทางการเมืองไม่ให้เข้ามา รวมถึงเรื่องการใช้เงิน เพราะหลักการเลือกตั้งไม่ใช่มาจากประเด็นว่าพูดประโยค 2 ประโยคแล้วได้ใบแดง แต่ควรสกัดการซื้อเสียงล่วงหน้า ส่วนกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง ก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนสนับสนุนพรรคการเมืองมากขึ้น จึงควรสนับสนุนให้พรรคการเมืองได้รับเงินบริจาคสะดวกขึ้น เรื่องเหล่านี้ควรเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องควรปกปิด ไม่เช่นนั้นเมื่อกฎหมายผ่าน สนช.ออกมาบังคับใช้ แล้วเกิดใช้ไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบ กรธ.จะรับผิดชอบไหวหรือ ควรทำให้เสมือนว่าประชาชนเป็นเจ้าของร่างกฎหมาย ไม่ใช่ร่างของ กรธ.ไม่กี่คน
พฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น ก็ควรลงโทษเป็นรายๆ ไป ไม่ใช่เหมารวมว่าที่ปรึกษา กมธ. ส่วนมากไม่ดี
2.ข้อเสนอให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเอาผิดรัฐมนตรีถึงขั้นติดคุกได้นั้น ในทางปฏิบัติผู้อภิปรายก็ตั้งใจเอาผิดรัฐมนตรีให้ได้ แต่จะเอาผิดถึงขั้นติดคุกได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนและศาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อภิปราย
3.เห็นด้วยที่ควรมีบทลงโทษรัฐมนตรีที่หลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ โดยเฉพาะกระทู้สด แต่ควรมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สามารถปฏิบัติได้จริง
4.ส่วนที่ สปท.ไม่ต้องการให้มีกระทู้โหลเพื่อหวังผลหาเสียงในพื้นที่นั้น ในความเป็นจริงความเดือดร้อนในพื้นที่ของ ชาวบ้านถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะเป็นความเดือดร้อนจากพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล ซึ่งไม่ใช่กระทู้โหลแต่อย่างใด
5.เห็นด้วยว่าญัตติที่ผ่านสภารัฐบาลควรทำให้เห็นผลในทางปฏิบัติ เพราะญัตติส่วนมากผ่านการศึกษากลั่นกรองมาพอสมควร ดังนั้น การปรับกลไกการทำงานของสภาให้เกิดประสิทธิภาพเป็นเรื่องดี แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าทำให้ได้ผลจริงในทางปฏิบัติและไม่เกิดปัญหาใหม่ตามมา
ด้าน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการนิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในประเทศว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจ เด็ดขาดอยู่แล้ว ในฐานะหัวหน้า คสช. สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้เกิดประโยชน์ เกิดความสร้างสรรค์ และสามัคคีปรองดองแก่บ้านเมืองก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาท่านใช้อำนาจตามมาตรา 44 มามากแล้ว อยากให้ศึกษาว่าคนกลุ่มใดที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนตนมองว่าควรนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ได้รับโทษจากความคิดขัดแย้งทางการเมืองซึ่งมีทั้ง 2 กลุ่ม
ส่วนที่ กรธ.จะเปิดร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองในสัปดาห์นี้นั้น นายสามารถ กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ทุกส่วนแสดงความเห็นถือเป็นเรื่องดี แต่พรรคการเมืองยังมีข้อจำกัด เพราะ คสช.ยังไม่ให้ทำกิจกรรม หากเป็นไปได้อยากให้ คสช.ยกเลิกประกาศที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาเรื่องใด ส่วนข้อเสนอของนายวันชัย สอนศิริ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอการปฏิรูปควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาทิ การตั้งที่ปรึกษาควรเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ วางบทลงโทษรัฐมนตรีที่ไม่ยอมตอบกระทู้ในสภา ว่า เป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ แต่ก็เป็นดาบ สองคม ส่วนการตั้งกระทู้ต่อรัฐมนตรีควรทำให้มีสาระ ไม่เช่นนั้นรัฐมนตรีผู้ถูกตั้งกระทู้ คงไม่ต้องทำอะไร ต้องรอตอบกระทู้ เสียงานราชการ ทั้งนี้การตั้งกระทู้ควรผ่านการกลั่นกรองโดยมติพรรคถึงจะเป็นประโยชน์
ขณะที่ นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานคณะทำงานติดตามการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ขู่รัฐบาลหน้าถ้าไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติถือว่าขัดรัฐธรรมนูญว่า ที่นายมีชัยพูดนั้นเป็นความจริง เพราะมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ โดยยุทธศาสตร์ชาติ ครม.ชุดปัจจุบัน ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เป้าหมาย และระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายและสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
"จากนั้นให้ ครม.ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ กำหนดระยะเวลา 1 ปี บวกกับอีก 120 วัน ที่รัฐธรรมนูญบังคับให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จ เท่ากับ 16 เดือน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ เพราะฉะนั้นจึงมีทางเดียวที่ ครม.ชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินได้คือ ครม.และ สนช. ชุดปัจจุบันต้องจัดทำ ทั้งกฎหมายและยุทธศาสตร์ชาติให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พคือไม่เกิน 1ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ มิฉะนั้นครม.ชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งจะไม่สามารถเข้าบริหารราชการแผ่นดินได้เพราะไม่รู้ว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างไรจึงจะสอด คล้องและไม่ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว" นายคณิน กล่าว
นายคณิน กล่าวอีกว่า ไม่ต้องขยายความต่อไปว่าถ้า ครม.ชุดใหม่ทำขัดรัฐธรรมนูญแล้วจะประสบชะตากรรมอย่างไร ส่วนที่นายมีชัยพูดปลอบใจว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอาจแก้ไขได้นั้น อยากให้นายมีชัยไปตรวจสิ่งที่ตนเองเขียนไว้ให้ละเอียดเสียก่อนแล้วจึงมา บอกแก่ประชาชนว่าแก้ไขได้หรือไม่ได้ สรุปแล้วยุทธศาสตร์ชาตินี้มุ่งใช้บังคับกับ ครม. ชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง ถ้าไม่ทำตามก็จะ "ตายหยังเขียด" ในทางกลับกันถ้า ครม.ชุดใหม่ทำตามทุกอย่างได้เป๊ะ เป็นเด็กดีของ ส.ว. องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งผู้นำเหล่าทัพ 6 คนที่นั่งอยู่ในวุฒิสภา โดยต้องรายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาทุก 3 เดือนนั้น กว่าจะถึง 20 ปีประเทศก็ "ตาย" กันพอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของประเทศ และคนยากจนคนมีรายได้น้อยจะตายก่อนเพื่อน ยุทธศาสตร์ชาติพอแปลงเป็นแผนปฏิบัติการจริง จะกลายเป็นกับดักอันเบ้อเริ่ม ที่นอกจากจะทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้แล้ว ยังถอยหลังกลับไปที่เก่าไม่ได้อีกด้วย
ส่วน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คอลัมนิสต์ ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเปิดใจเล่าถึงความผิดพลาดที่เคยร่วมกับกลุ่มการเมืองปิดบ้านเมืองจนเกิดการรัฐประหาร ทำให้ตัวเองตกงานเพราะหนังสือพิมพ์ปิดตัวลง ผลพวงของรัฐประหารทำให้เศรษฐกิจได้รับความเสียหายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นจะมีธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต้องปิดกิจการเพิ่มทำให้คนตกงานจำนวนมหาศาล แต่ที่น่ากลัวคือกลุ่มคนที่ยึดอำนาจในขณะนี้ คือผู้ที่วางยุทธศาสตร์ชาติให้คนไทยต้องเดินตามไปอีก 20 ปี โดยมีรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ทุกวันนี้ธุรกิจใหม่เกิดโดยเร็ว ประเทศต้องการผู้นำที่มีความรู้ มากกว่าซ้ายขวาหน้าหลัง หรือมีวิสัยทัศน์แค่เอาเวลาราชการมาแสดงจำอวดออกกำลังโชว์ประชาชน
รายการ สด ลึก จริง
รายงานโดย ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์
