- 09 ธ.ค. 2559
"หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต" ผู้ถวายงานที่สิ้นชีพิตักษัย.. ขณะประกอบพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ขณะประเทศไทยอยู่ในช่วงของการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์
“อริราช พิฆาตท่านวางวาย แสนเสียดายชีพกล้า วิภาวี”
คำสดุดีจากวรรคหนึ่งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไว้อาลัยในวันพระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต (พระนามเดิมคือ หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต : ราชสกุลเดิม รัชนี)
ในงานเขียนของ วสิษฐ เดชกุญชร เรื่อง ตามรอยพระยุคลบาท : บันทึกความทรงจำของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ได้่บรรยายเอาไว้ถึงการเสด็จแทนพระองค์ของหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ทรงโปรดการเสด็จแบบถึงลูกถึงคน หากไม่จำเป็นจะไม่ประทับเฮลิคอปเตอร์ แต่จะเสด็จโดยทางพื้นดินเป็นส่วนใหญ่ สำหรับในการเสด็จเยือนภาคใต้นั้น จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถไฟ เมื่อถึงอำเภอแล้วจึงเปลี่ยนเป็นรถยนต์ หากไม่มีรถยนต์ก็จะใช้จักรยานหรือเดินเท้า เมื่อท่านหญิงฯ เสด็จถึงก็ทรงเยี่ยมและประทานของเหล่านั้นแก่ผู้ยากจนและแก่นักเรียน ผู้เสด็จตาม ประกอบไปด้วย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อนามัยท้องถิ่น
บันทึกของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร บรรยายเอาไว้ถึงการเสด็จของท่านหญิงฯ ซึ่งทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ และเสด็จแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สถานที่ไปก็ค่อนข้างอันตรายและเป็นถิ่นทุรกันดาร โดยหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต สิ้นชีพิตักษัยขณะประกอบพระกรณียกิจแทนพระองค์ ในการนำสิ่งของพระราชทานไปตรวจเยี่ยมตำรวจและทหารที่ อ.เวียงสระ ตามปกติ จากการระดมยิงเฮลิคอปเตอร์ขณะร่อนลงไปช่วยตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับผู้ก่อการร้ายในปี พ.ศ. 2520 ที่บ้านเหนือคลอง อ.บ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานี
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในเวลานั้นพาดหัวข่าวใหญ่ อาทิ “ผกค.ฆ่าหม่อมเจ้าวิภาวี สิ้นชีพบน ฮ. สั่งกราบทูล ขอลาตาย” จนเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การเล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำงานพระราชกรณียกิจที่มีความเสี่ยงอันตราย ยากลำบาก โดยเฉพาะกับการเผชิญแหล่งกบดานของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ในฐานะผู้ปฏิบัติการแทนพระองค์ การสิ้นชีพของพระราชวงศ์ในขณะที่ทำหน้าที่แทนพระองค์ จึงยิ่งทำให้การดำเนินพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไม่ทรงห่วงพระองค์เองของ รัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงการทำงานของหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำงานที่ต้องสละชีวิตเพื่อราชพลีในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจจากพระมหากษัตริย์ รัฐบาล ตำรวจ ทหาร และผู้แทนพระองค์ ส่งผลต่อความรักของประชาชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างมาก โดยประเทศไทยขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงของการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานเพลิงศพและพระราชทานพวงมาลา มีคำสดุดีจากวรรคหนึ่งของเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงคำไว้อาลัยข้อความเพิ่มเติมตอนหนึ่งว่า “อริราชพิฆาตท่านวางวาย แสนเสียดายชีพกล้าวิภาวี” และยังทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ และปถมาภรณ์ช้างเผือก โดยสถาปนาพระยศเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองศ์เจ้าวิภาวดีรังสิต” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2520
ภาพและข้อมูลจาก http://www.bangkokbanksme.com/
รายงานโดย ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์
