- 21 ธ.ค. 2559
ถ้าไม่ผิดทำไมต้องกลัว!!??..."คณิน"โอด ซื้อขายตำแหน่งการเมืองมีโทษ"ประหารชีวิต"เปิดช่องกลั่นแกล้ง ทำลาย ฝ่ายตรงข้าม...หวั่นมีผู้บริสุทธิ์ตาย!!(รายละเอียด)
วันที่ 21 ธ.ค. นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันคงโทษประหารชีวิตในความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งราชการ ว่า ที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่มี กรธ.คนไหน คิดจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตั้งพรรคการเมือง เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยเฉพาะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเหตุว่ามีแต่ในมาตรา 44 และมาตรา 105 ของร่างพ.ร.บประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามร่างของ กรธ.ที่กำหนดความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมือง และตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต จึงนำกฎหมายนี้ไปใช้บังคับกับบุคคลอื่นที่ทำการซื้อขายตำแหน่งเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ได้
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี รัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. (นายกคนนอก) จึงเป็นการตรากฎหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่คดีใด คดีหนึ่ง กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะ ถือว่าเป็นการตรากฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง
โดยโทษฐานซื้อขายตำแหน่งเป็นข้อหาที่ครอบจักรวาลและค่อนข้างเป็นนามธรรมจับต้องได้ยาก และง่ายแก่การกล่าวหาและสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้ง ทำลาย หรือใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือดิสเครดิตคู่แข่งขันในตำแหน่งต่างๆ ทั้งในทางการเมืองหรือตำแหน่งราชการ ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ตัดสินคดีความ ถึงแม้จะใช้บังคับกฎหมายหรือวินิจฉัยกฎหมายอย่างเที่ยงธรรมและปราศจากอคติก็ยากที่จะอำนวยความยุติธรรมได้เต็มร้อย เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจอย่างเดียว
ไม่มีใครในโลกที่จะรู้ได้ว่าผู้ที่ถูกประหารชีวิตนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ และถ้าภายหลังมีหลักฐานและความเป็นจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่ทำให้ถูกประหารชีวิต รวมทั้งผู้เขียนกฎหมายฉบับนี้ จะรับผิดชอบอย่างไร และจะมีหลักประกันอะไรหรือไม่ที่จะบอกว่าผู้ใช้บังคับกฎหมายและผู้ตัดสินในคดีซื้อขายตำแหน่งจะไม่ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ
นายคณิน กล่าวว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง และยังระบุด้วยว่าเมื่อใดก็ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเมื่อนั้น ก็ต้องพ้นจากสมาชิกสภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้นการเขียนกฎหมายเพื่อเอาผิดกับสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต จึงเท่ากับไม่ให้เกียรติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ไม่ให้เกียรติประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งและที่สำคัญไม่ให้เกียรติบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
กรธ.ต้องไม่ลืมว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองและการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองถือเป็นเสรีภาพของบุคคล ไม่ว่าจะตามรัฐธรรมนูญหรือตามหลักประชาธิปไตยสากล กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับจึงต้องเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพดังกล่าว ไม่ใช่ออกมาจำกัดหรือสกัดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชน เพราะการออกกฎหมายเช่นนี้ เป็นการรอนสิทธิ หรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการตรากฎหมายเช่นนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 คือ นอกจากจะขัดต่อ หลักนิติธรรมแล้ว ยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ เพราะเมื่อกฎหมายมีผล ใช้บังคับและประชาชนรับรู้ถึงสาระสำคัญและบทกำหนดโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุแล้ว คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแน่ การที่กรธ. ระบุไว้ในมาตรา 32 ว่าภายใน 1 ปี พรรคการเมืองต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000คน สาขาพรรคแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 500 คน และต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 20,000 คนภายในเวลา 4 ปี ถามว่ากรธ.ฝันไปหรือเปล่า
จิรศักดิ์ สำนักข่าวทีนิวส์
Cr.khaosod
