ป่าจ.น่านกำลังจะพังทลาย!!!...ชีวิตเจ้าพระยาดับทันที "พล.อ.ประยุทธ์"เปิดข้อมูลน่าหวาดเสียว ขอร้องชาวบ้านด้วยหัวใจ

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาถึงจุดชมวิวบ้านน้ำป้าก หมู่ 7 ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และได้พูดคุยกับประช

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาถึงจุดชมวิวบ้านน้ำป้าก หมู่ 7 ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และได้พูดคุยกับประชาชน พร้อมกำชับข้าราชการในท้องถิ่น ให้หาขอบเขตพื้นที่ป่าให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการบุกรุกป่าในอนาคต

ป่าจ.น่านกำลังจะพังทลาย!!!...ชีวิตเจ้าพระยาดับทันที "พล.อ.ประยุทธ์"เปิดข้อมูลน่าหวาดเสียว ขอร้องชาวบ้านด้วยหัวใจ

 

ในวันนี้ ต้องมีมาตราการหาขอบเขตพื้นที่ป่าให้ชัดเจน จะต้องมีการปรับพื้นที่ หรือกำหนดพื้นที่ว่าพื้นที่ไหนห้ามมีการบุกรุกอีกต่อไป แล้วจะพื้นฟูป่ายังไง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนอยู่และทำมาหากิน โดยที่ป่าไม่เสื่อมโทรมนายกรัฐมนตรีกล่าว ภายหลังพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้ ชาวบ้านในพื้นที่เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป.ส.23) แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านนายกรัฐมนตรียังย้ำกับชาวบ้านที่มาต้อนรับว่า จะต้องไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าอีกต่อไป

 

นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ ยังได้ชี้แจงกับชาวบ้านว่า 45% ของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มาจากจังหวัดน่าน ส่วนน้ำในจังหวัดน่านกำเนิดมาจากป่า เพราะฉะนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ต้องช่วยกันรักษาป่าให้ดี พร้อมขอร้องให้ประชาขนที่อยู่อาศัยหรือทำมาหากินในพื้นที่ผิดกฎหมาย หยุดการกระทำ เพราะจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติในอนาคตข้างหน้า โดยสั่งการให้ พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปสานต่อภารกิจ ออกเป็นนโยบายของกระทรวง

 

ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังเป็นห่วงเรื่องการใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และปัญหาของชาวบ้านที่ไม่สามารถใช้พื้นที่ที่มีอยู่ทั้งหมด เพราะขาดแคลนแหล่งน้ำ ในการทำเพาะปลูก

 

ชาวบ้านบางคนมีที่ 100 ไร่ แต่ปลูกข้าวได้ 20 ไร่ ที่เหลือทำนาไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำ เราต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย พลเอกประยุทธ์กล่าวพร้อมแนะให้หน่วยงานข้าราชการในพื้นที่ ออกแบบแผนการ พร้อมระยะเวลาที่คาดหวัง ให้ประชาชนมีพื้นที่ทำกิน

ป่าจ.น่านกำลังจะพังทลาย!!!...ชีวิตเจ้าพระยาดับทันที "พล.อ.ประยุทธ์"เปิดข้อมูลน่าหวาดเสียว ขอร้องชาวบ้านด้วยหัวใจ

ข้อมูลจากมูลนิธิสืบนาคเสถียรจากข้อมูลจนถึงปัจจุบันพบว่า พื้นที่ป่าประเทศไทยน่าจะเหลืออยู่ 171,586 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณร้อยละ 33 ของพื้นที่ที่ดินประเทศไทย เมื่อเทียบกับเนื้อที่ป่าเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมาจะมีเนื้อป่าลดลงไปถึงร้อยละ 50 ของที่เคยมี

จากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีจังหวัดต่างๆที่ปกคลุมด้วยป่าไม้เกือบทั้งจังหวัดประมาณ 18 จังหวัด และมีเนื้อที่ป่าไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ 23 จังหวัด ปัจจุบันเหลือจังหวัดที่มีป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 70% อยู่ 5 จังหวัด และมีจังหวัดที่ป่าไม้ปกคลุมมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ 8 จังหวัด

 

ป่าจ.น่านกำลังจะพังทลาย!!!...ชีวิตเจ้าพระยาดับทันที "พล.อ.ประยุทธ์"เปิดข้อมูลน่าหวาดเสียว ขอร้องชาวบ้านด้วยหัวใจ

การสูญเสียป่าไม้เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบเป็นรายจังหวัดจากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีจังหวัดที่เคยมีป่าไม้มากปกคลุมกว่า 70% แต่ปัจจุบันสูญเสียไปเกือบทั้งหมด คือ จังหวัดกำแพงเพชร สกลนคร และชุมพร นับเป็นพื้นที่ที่สูญเสียป่าไม้รุนแรงมาก ส่วนจังหวัดที่ป่าไม้ปกคลุมอยู่มากและมีการสูญเสียป่าไม้ราวๆ ครึ่งหนึ่ง ได้แก่ เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา สตูล กาฬสินธุ์ นครพนม นครราชสีมา หนองคาย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กระบี่ ตรัง แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดอื่นๆ ก็มีเนื้อที่ป่าลดลงอย่างมากเช่นกัน

  ป่าจ.น่านกำลังจะพังทลาย!!!...ชีวิตเจ้าพระยาดับทันที "พล.อ.ประยุทธ์"เปิดข้อมูลน่าหวาดเสียว ขอร้องชาวบ้านด้วยหัวใจ

 

สำหรับ ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ หมายถึง ที่ดินที่ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมายที่ดิน โดยทั่วไป หมายถึง บริเวณที่มีความชุ่มชื้น และปกด้วยใบไม้สีเขียว ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและกว้างใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ มีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

 

ความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้เป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของวัฏจักรชีวิต

1.ป่าช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

2.ช่วยปรับสภาพบรรยากาศ

3.ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร

4.ป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้เป็นแหล่งผลิต/ผู้ผลิต

5.เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

6.เป็นแนวป้องกันลมพายุ

7.ช่วยลดมลพิษทางอากาศ

 

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ป่าไม้เสื่อมโทรมลง สามารถสรุปได้ดังนี้

-การทำไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่างๆ ขาดระบบการควบคุมที่ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมุ่งแต่ตัวเลขปริมาตรที่จะทำออก โดยไม่ระวังดูแลพื้นที่ป่า ไม่ติดตามผลการปลูกป่าทดแทน

-การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก

-การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการบุกรุกป่าเพิ่มมากขึ้น

-การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลายๆ ป่า การบุกรุกพื้นที่ป่าก็ดำเนินไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะป่าก็หมดสภาพไปแล้ว

-การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ อาทิ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้สูญเสียพื้นป่า บริเวณที่เก็บน้ำเหนือเขื่อน

-การทำเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อน จึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง

-ไฟไหม้ป่า

 

ผลกระทบของการทำลายป่าไม้

-ทรัพยากรดิน การชะล้างพังทลายของดิน ปกติพืชพรรณต่างๆ มีบทบาทในการช่วยสกัดกั้นไม่ให้ฝนตกถึงดินโดยตรง ความต้านทานการไหลบ่าของน้ำ ช่วยลดความเร็วของน้ำที่จะพัดพาหน้า ดินไป มีส่วนของรากช่วยยึดเหนี่ยวดินไว้ ทำให้เกิดความคงทนต่อการพังทลายมากยิ่งขึ้น แต่หากพื้นที่ว่างเปล่าอัตราการ พังทลายของดินจะเกิดรุนแรง การสูญเสียดินจะเพิ่มขึ้น

-ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นดินที่ไม่มีวัชพืชหรือป่าไม้ปกคลุม การพัดพาดินโดยฝนหรือลมจะเกิดขึ้น ได้มาก โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้าดิน

-ทรัพยากรน้ำ ความแห้งแล้งในฤดูแล้ง การแผ้วถางทำลายป่าต้นน้ำเป็นบริเวณกว้าง ทำให้พื้นที่ป่าไม้ไม่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ ทำให้เกิดการระเหยของน้ำจากผิวดินสูง แต่การซึมน้ำผ่านผิวดินต่ำ ดินดูดซับและเก็บน้ำภายในดินน้อยลง ทำให้น้ำหล่อ เลี้ยงลำธารมีน้อยหรือไม่มี

-คุณภาพน้ำเสื่อมลง คุณภาพน้ำทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพล้วนด้อยลง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง หรือทำลายพื้นที่ป่า การปนเปื้อนของดินตะกอนที่น้ำพัดพาด้วยการไหลบ่าผ่านผิวหน้าดินหรือในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ การปราบวัชพืชหรืออินทรีย์ต่างๆ ที่อยู่ในแนวทางเดินของน้ำ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนและสร้างความสกปรกต่อน้ำได้ ไม่มากก็น้อย

-น้ำเสีย การปลดปล่อยของเสียหรือน้ำเสียลงสู่ลำน้ำสาธารณะ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียโดยเฉพาะลำห้วย ลำธาร ที่น้ำไหลช้าบริเวณที่ราบ สิ่งมีชีวิตในน้ำตายและสูญพันธุ์ ขาดน้ำดิบทำการประปา

-อากาศเสีย การหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา หากมีต้นไม้จำนวนมากหรือพื้นที่ป่ามากพอ ต้นไม้เหล่านี้จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในตอนกลางวันเพื่อการสังเคราะห์ด้วยแสง หรือก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์จะดูดซับไว้โดยพืชชั้นสูงเหล่านี้ อากาศเสียก็จะไม่เกิดขึ้น

-โลกร้อน หรือเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green house Effect) ก๊าซเหล่านี้ยอมให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านลงมายังพื้นโลกได้ ทำให้สามารถเก็บความร้อนจากการดูดซับรังสีไว้มากขึ้นโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น กลุ่มก๊าซที่รวมตัวกันเป็นเกราะกำบัง ได้แก่ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีมากที่สุด

ป่าจ.น่านกำลังจะพังทลาย!!!...ชีวิตเจ้าพระยาดับทันที "พล.อ.ประยุทธ์"เปิดข้อมูลน่าหวาดเสียว ขอร้องชาวบ้านด้วยหัวใจ

 

 

อ้างอิงจาก มูลนิธิสืบนาคเสถียร

เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์