- 07 ม.ค. 2560
เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดิ
เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เนื่องในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งที่ตนขอน้อมนำมากล่าวย้ำกับพี่น้องประชาชนชาวไทยอีกครั้ง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และเป็นแนวทางในการปฏิบัติภารกิจเพื่อส่วนรวม ตลอดปี และตลอดไป ดังนี้
...คนไทยนั้นมีจิตใจดี มีความกตัญญูกตเวที มีความเอื้ออารีต่อกัน มีความรักชาติรักแผ่นดิน เป็นคุณสมบัติประจำชาติ และมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ชนชาติอื่นใด ดังนั้นไม่ว่าจะมีอุปสรรคปัญหาหรือเหตุไม่ปกติใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็เชื่อได้ว่าถ้าเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไข ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถคลี่คลายลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน ขอให้ชาวไทยทุกคนตั้งใจให้แน่วแน่ ที่จะรักษาคุณสมบัตินี้ให้เหนียวแน่น และทำความคิดจิตใจให้แจ่มใส ด้วยปัญญาที่กระจ่าง พิจารณาทุกสิ่งที่เกิดมีขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ ให้มีความมุ่งมั่นมีกำลังใจในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติสรรพกิจน้อยใหญ่ ในภาระหน้าที่ตามแนวพระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้ให้งานทุกอย่างสำเร็จผล เป็นความดีความเจริญทั้งแก่ตนเอง แก่ส่วนรวม และประเทศชาติ...
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปประเทศนี้ ตนขอให้ปวงชนชาวไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ควรได้ระลึกถึงและรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม น้อมนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ และเพื่อความสุขของพวกเราทุกคน และลูกหลานไทยในภายภาคหน้าด้วย
สำหรับปี พ.ศ.2560 นี้ ผมถือว่าเป็นปีที่สำคัญเป็น ปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามครรลองที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้าง ต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้ง เน้นสร้างความปรองดอง รู้ รัก สามัคคีและยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ เราก็ได้ประโยชน์ ตาม ศาสตร์พระราชา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้
ในโอกาสนี้ ขอมอบบทเพลงชื่อว่า สะพาน ไว้เป็นเพลงประจำของรัฐบาลนี้ และ คสช. ซึ่งปฏิบัติภารกิจในการเปลี่ยนผ่าน การปฏิรูป และการสร้างความปรองดองในเวลาเดียวกัน สะพาน ในที่นี้มีความหมาย โดยธรรมชาติคือ เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสิ่งที่จะช่วยให้คนไทยก้าวข้ามอุปสรรค, ก้าวพ้นกับดัก, ก้าวไปสู่ฝั่งฝันและความหวังของเรา ก้าวไปพบกับอนาคต หรือสิ่งที่ดีกว่า ส่วนความหมายโดยนัยนั้นก็คือการเป็น ตัวกลาง สมานความขัดแย้งและผสานกลุ่มพลังต่างๆ, การประสานการขับเคลื่อน ด้วยกลไก ประชารัฐ และการเชื่อมโยงแบบบูรณาการในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่ระดับปฏิบัติ
สำหรับ สายน้ำที่เชี่ยวกราก ใต้สะพาน ก็คือ 1. ปัญหาเรื่องคน เช่น ความขัดแย้ง, ความไม่เข้าใจกัน, ความไม่เคารพกฎหมาย ไม่รู้สิทธิและหน้าที่, ความไม่เข้าใจประชาธิปไตย, วัตถุนิยม, บริโภคนิยม 2. ปัญหาภายในประเทศที่สะสม และปัญหาในอนาคต เช่น ปากท้อง, ความยากจน, ความเหลื่อมล้ำ, ทุจริตคอร์รัปชัน 3.ปัญหาภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบ เช่น ยาเสพติด, การก่อการร้าย, สิ่งแวดล้อม โลกร้อน, ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย, มาตรการกีดกันทางการค้า, IUU, ICAO และ 4.ปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ โซเชียลมีเดีย ซึ่งผมได้ให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายขอให้เป็น สะพานที่เข้มแข็ง อย่าได้ท้อแท้ ท้อถอย
สะพานแห่งนี้จะต้องมั่นคงด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง และด้วยการบริหารบ้านเมืองที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราศจากทุจริต ซึ่งจะสามารถนำพาชาวไทยผ่านภาวะที่ยากลำบาก ไปสู่จุดหมายร่วมกัน คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดยสวัสดิภาพทุกคนให้จงได้ และแทบทุกปัญหาต้องอาศัยการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ และหลายปัญหาต้องแก้ไขในระยะเร่งด่วน ด้วยการใช้อำนาจพิเศษ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 44 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ จากนั้นจึงไปทำกฎหมาย อาจเป็นพระราชบัญญัติ, พระราชกำหนด, พระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทวง เพื่อจัดการกับประเด็นปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป ปัจจุบันมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ที่ถูกตราเป็นกฎหมายแล้วเกือบ 80 ฉบับ รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างมากในการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมแล้ว 520 ฉบับ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์
