- 11 ม.ค. 2560
สืบเนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายจังหวัดภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ส่งผลให้เกิดเหตุน้ำท่วมหนัก ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก อาคารบ้านเรือน รวมถึงเส้นทางการจารจรเสียหายถูกตัดขาดไปในหลาย
วันนี้ 11 มกราคม 2560 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ประจำวันที่11ม.ค.ว่า ตั้งแต่วันที่1ม.ค.60ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้และจ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีจังหวัดได้รับผลกระทบ12จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม117อำเภอ700ตำบล5,145หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ394,509ครัวเรือน1,188,871คน ผู้เสียชีวิต31ราย สูญหาย2ราย สถานที่ราชการเสียหาย17แห่ง ถนน592จุด คอสะพาน106แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว2จังหวัด ได้แก่ ยะลา และระนอง
สถานการณ์อุทกภัยยังคงมีในพื้นที่10จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม94 อำเภอ579 ตำบล4,073หมู่บ้าน โดยจังหวัดพัทลุง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่5อำเภอ นราธิวาส น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่13อำเภอ สงขลา น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่5อำเภอ ปัตตานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่9อำเภอ ตรัง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่4อำเภอ สุราษฎร์ธานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่17อำเภอ นครศรีธรรมราช น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่23อำเภอ ชุมพร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่8อำเภอ กระบี่ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่5อำเภอ และประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่4อำเภอ โดยในภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำทรงตัวและระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่
โดยจังหวัดพัทลุง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน อำเภอเขาชัยสน และอำเภอบางแก้ว รวม 36 ตำบล 350 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 27,274 ครัวเรือน 64,018 คน ผู้เสียชีวิต 5 ราย
นราธิวาส น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 13อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอศรีสาคร อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอยี่งอ อำเภอตากใบและอำเภอบาเจาะ รวม 75 ตำบล 496 หมู่บ้าน 3 เทศบาล 35 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 33,420 ครัวเรือน 131,182 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย
สงขลา น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอควนเนียง อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด รวม 25 ตำบล 154 หมู่บ้านประชาชนได้รับผลกระทบ 8,880 ครัวเรือน 26,715 คน อพยพ 19 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 2 ราย
ปัตตานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะรัง อำเภอกะพ้อ อำเภอหนองจิก อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอสายบุรี อำเภอแม่ลาน อำเภอไม้แก่น และอำเภอทุ่งยางแดง รวม 50 ตำบล 202 หมู่บ้าน 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9,191 ครัวเรือน 22,012 คน
ตรัง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาโยง อำเภอรัษฎา อำเภอเมืองตรัง อำเภอห้วยยอด อำเภอวังวิเศษ และอำเภอกันตัง รวม 35 ตำบล 6 เทศบาล 264 หมู่บ้าน 15 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 10,756 ครัวเรือน35,939 คน ผู้เสียชีวิต 1 คน
สุราษฎร์ธานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอบ้านนาสาร อำเภอดอนสัก อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าชนะ อำเภอเกาะสมุย อำเภอไชยา อำเภอบ้านนาเดิม อำเภอชัยบุรี อำเภอเกาะพะงันอำเภอท่าฉาง อำเภอพระแสง และอำเภอชัยบุรี รวม 79 ตำบล 609 หมู่บ้าน 25 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 74,555 ครัวเรือน 220,097 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย
นครศรีธรรมราช น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 23 อำเภอได้แก่ อำเภอชะอวด อำเภอทุ่งสง อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอท่าศาลา อำเภอสิชล อำเภอนาบอน อำเภอพิปูน อำเภอช้างกลาง อำเภอฉวาง อำเภอนบพิตำ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอพระพรหม อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอขนอม อำเภอพรหมคีรี อำเภอลานสกา อำเภอบางขัน อำเภอปากพนัง อำเภอถ้ำพรรณราย อำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รวม 154 ตำบล 1,284 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 125,202 ครัวเรือน 359,459 คน ผู้เสียชีวิต 6 ราย สูญหาย 1 ราย
ชุมพร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอทุ่งตะโก อำเภอพะโต๊ะ อำเภอหลังสวน อำเภอละแม อำเภอสวี อำเภอเมืองชุมพร อำเภอปะทิว และอำเภอท่าแซะ รวม 59 ตำบล 494 หมู่บ้าน 1เทศบาล 17 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 14,709 ครัวเรือน 47,704 คน
กระบี่ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม อำเภออ่าวลึก อำเภอปลายพระยา และอำเภอเกาะลันตา รวม 24 ตำบล 64 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 2 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 97 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต2 ราย สูญหาย 1 ราย
ประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพาน อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพานน้อย รวม 18 ตำบล 81 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 37,538 ครัวเรือน และระนองน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองระนอง รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน
โดยในภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำทรงตัวและระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ปภ. ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมรถบรรทุกขนาดใหญ่ เรือท้องแบนอำนวยความสะดวกในการสัญจรแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ รวมถึงดำเนินการซ่อมแซมถนนและสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายให้สามารถใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายและเกิดความสูญเสียต่อทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเหตุสะเทือนใจประชาชนทั่วประเทศเริ่มมาจากเมื่อวันที่ 4 มกราคม ฝนตกหนักตลอดคืนที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าจากเขาหลวง อ.พิปูน ไหลลงอ่างเก็บน้ำคลองดินแดงจำนวนมากจนล้นสปิลเวย์ ทะลักลงแม่น้ำตาปี และพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง เช่น อ.ฉวาง อ.ทุ่งใหญ่ อ.ถ้ำพรรณรา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำตาปี เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงขอแจ้งประชาชนผู้ที่อยู่อาศัยในที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งตลอดแม่น้ำตาปี ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและรุนแรง เตรียมเคลื่อนย้ายขึ้นที่สูง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่อย่างไรก็ตามน้ำท่วมหนักระลอก 2 ของ จ.นครศรีธรรมราช มีผู้จมน้ำเสียชีวิตแล้วจำนวน 3 ราย รายแรก นายประกอบ ชูแก้ว อายุ 90 ปี เดินพลัดตกจมน้ำในคูน้ำเสียชีวิตในสวนปาล์ม และเมื่อกลางดึกในพื้นที่ อ.ทุ่งสง มี 2 แม่ลูกพยายามขับรถยนต์กระบะฝ่ากระแสน้ำได้ถูกน้ำป่าพัดหายไปทั้งแม่ลูก โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ร่วมกันงมหาร่าง 2 แม่ลูกอย่างทุเลและยากลำบากเพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
หลังจากนั้นได้มีรายงานว่าพบศพของสองแม่ลูกที่ถูกน้ำพัดจมหายไป ในพื้นที่ อ.ทุ่งสง หลังจากพยายามขับรถยนต์กระบะไม่ทราบทะเบียนฝ่ากระแสน้ำป่าที่เชี่ยวกรากบริเวณหน้าวิทยาลัยเกษตรไสใหญ่ หมู่ 2 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา จนถูกกระแสน้ำซัดรถยนต์จมหายน้ำไป เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ช่วยกันค้นหาพบร่าง 2 แม่ลูกขึ้นมาได้แล้ว ทราบว่าชื่อนางจิรา อ่อนเกตุพล อายุ 52 ปี และนายเอกรินทร์ อ่อนเกตุพล อายุ21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18/2 หมู่ 10 ต.แก้วแสน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช
เหตุการณ์ต่อมาก็เป็นอีกเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าสะเทือนและบีบหัวใจชาวไทยทุกคนไม่แพ้กันคือเหตุการณ์การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุถูกน้ำพัดหลุดหายไปเรื่องราวของเด็กหญิงอายุ5ขวบ หรือน้องต้นไม้ เริ่มขึ้นภายหลังจากที่อำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประสบภัยน้ำท่วมและได้มีการแจ้งก่อนหน้านี้ว่า มีคลิปรถตู้โดนกระแสน้ำพัด ขอความช่วยเหลือ ซึ่งระบุรายละเอียดไว้ว่า กระแสน้ำที่เชี่ยวแรงทำให้รถตู้ถูกพัดไหลไปตามกระแสน้ำซึ่งแม่ที่อุ้มเด็กได้ลื่นตกหลังคารถแต่เพื่อนสามารถคว้าไว้ได้ทัน แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อน้องต้นไม้ วัย 5 ขวบ หรือด.ญ.พัชธร สมหวัง ผู้เคราะห์ร้ายได้ถูกพัดไหลไปตามกระแสน้ำ ทุกคนได้แต่นั่งร้องไห้ปานขาดใจอยู่บนหลังคารถตู้ร่วม 5 ชม.เพื่อรอการช่วยเหลือ จากนั้นเวลา 03.00 น.ได้มีทีมงานกู้ภัยของคุณใหญ่ -ฝันดี นำเรือเข้าช่วยเหลือ โดยข้อมูลก่อนหน้านี้ได้ถูกระบุไว้ว่ารถตู้คันนี้เป็นชาว อ.ทุ่งสง จ.นครศรีฯ ได้เดินทางกันทั้งหมดรวมเด็ก 8 คน เพื่อไปรวมงานบวชที่ จ.สุพรรณบุรี และอยู่ระหว่างเดินทางกลับมานครศรีฯ และขณะรถวิ่งอยู่บน ถ.เพชรเกษม ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ
ทั้งนี้ทุกคนรีบระดมกำลังกันช่วยกันตามหาน้องต้นไม้อย่างไม่หยุดพัก แต่ต่อมาก็ ได้รับแจ้งจากกู้ภัยเพชรเกษมหัวหินว่าพบศพของ "น้องต้นไม้" เด็กหญิงวัย 5 ขวบแล้ว หลังจากถูกน้ำซัดพร้อมกับแม่ที่แยกบางสะพาน
แม่น้องต้นไม้ร่ำไห้กอดศพลูก
รถตู้คันที่เกิดเหตุ
อีกหนึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นคือเมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจพลัดตกร่องน้ำขณะอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชนบนถนนเพชรเกษม พื้นที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายหลังทราบชื่อผู้เคราะห์ร้าย คือ ร.ต.ท.ดุสิต สนทนาการ 48 ปี รองสารวัตรปราบปราม สภ.ห้วยยาง อ.ทับสะแก ผู้เห็นเหตุการเล่าว่าขณะเกิดเหตุ ร.ต.ท.ดุสิต พยายามช่วยเก็บทางมะพร้าวที่ขวางทางน้ำ แล้วลื่นตกลงไปในร่องน้ำข้างทาง ก่อนถูกกระแสน้ำดูดหายเข้าไปในท่อ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ระดมกำลังค้นหานานหลายชั่วโมงแตไม่พบ
ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.วันเดียวกันเจ้าหน้าที่พบร่างร.ต.ท.ดุสิต ในสวนมะพร้าวซึ่งอยู่ห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 15 เมตร จึงนำร่างส่งชันสูตรที่ รพ.ทับสะแก พร้อมประสานญาติมารับศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
เห็นได้ว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุมาจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด และเป็นเหตุที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิต อย่าประมาท เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและป้องกันการสูญเสียไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้สำหรับประชาชนที่อยากจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ ก็สามารถร่วมบริจาคเงินสด ได้ที่ บัญชี เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย เลขที่ 302-2-882151 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานนทบุรี และสามารถบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ได้ที่สำนักข่าวทีนิวส์ ถ.ประชาราษฏร์สาย 1 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี
