- 11 ม.ค. 2560
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ลำเลียงเรือผลักดันน้ำจำนวน 50 ลำ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
กองทัพเรือ โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ลำเลียงเรือผลักดันน้ำจำนวน 50 ลำ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันนี้ (11 มกราคม 2560) เวลา 14.00 น. พลเรือโท สุธีพงศ์ แก้วทับ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะรองเสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เป็นประธานในการปล่อยขบวนเรือผลักดันน้ำ เพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกระบวนรถที่บรรทุกจำนวน 15 คัน ลำเลียงเรือผลักดันน้ำจำนวน 17 ลำ ซึ่งเป็นของกรุงเทพมหานคร 10 ลำ และของกองทัพเรือ 7 ลำ ณ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
โดยในวันพรุ่งนี้(12 มกราคม 2560) จะมีขบวนลำเลียงเรือผลักดันน้ำเดินทางออกเดินทางจากอู่ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชอีก 33 ลำ ซึ่งจะมีพิธีปล่อยขบวนรถในเวลา 06.30 น. โดยมีพลเรือ ตรี ธีรพงษ์ มูลละ รองผู้อำนวยการอู่ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ เป็นประธานฯ
สำหรับแนวทางการวางเรือผลักดันจะวางที่แม่น้ำตาปี แม่น้ำพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 17 ลำ ที่เดินทางในวันนี้ โดยจะติดตั้งที่สะพานจุลจอมเกล้า และสะพานพุนพิน อำเภอพุนพิน และในวันพรุ่งนี้ที่จะเดินทางไปอีก 33 ลำ จะนำไปเพิ่มเติมในจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีก 13 ลำ และ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 20 ลำ สรุปรวมจำนวนเรือผลักดันน้ำที่วางในจังหวัดสุราษฎ์ธานี มีจำนวน 30 ลำ และในจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน 70 ลำ (ที่วางตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.60 ในอำเภอปากพนัง 20 ลำ อำเภอชะอวด 30 ลำ และเพิ่มเติมอีก 20 ลำ) รวม 110 ลำ
สำหรับขีดความสามารถของเครื่องผลักดันน้ำที่สร้างโดยกรมอู่ทหารเรือสามารถผลักดันน้ำและสูบน้ำได้ดังนี้
1.สามารถผลักดันน้ำต่อเครื่องได้ 24.2 ลูกบาศก์เมตร/นาที จะสามารถดึงน้ำรอบๆตัวไปได้อีก 1:3 หรือประมาณ 72.7 ลูกบาศก์เมตร/นาที หรือ 104,660 ลูกบาศก์เมตร/วัน
2.สามารถนำมาสูบน้ำได้ 24.2 ลูกบาศก์เมตร/นาที
ทั้งนี้ เรือผลักดันน้ำนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและคอขวด เนื่องจากเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลได้ไม่เร็ว เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพระราชทานเพื่อเป็นแนวทางในการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากอุทกภัย
ขอบคุณ
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
