- 12 ม.ค. 2560
พระราชประสงค์"ในหลวง ร.10" แก้รธน. สู่การบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่ของพระมหากษัตริย์(รายละเอียด)
วันที่ 11 ม.ค. 60 เวลา 13.45 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) กล่าวถึงกระบวนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติว่า เท่าที่ดูเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)จะพิจารณาในวันที่ 13 มกราคมนี้ พบว่าไม่ได้มีเนื้อหากว้างไกล แต่เป็นการแก้ไขเฉพาะข้อสังเกตที่ส่งมาจากสำนักราชเลขาธิการเท่านั้น ซึ่งประเด็นหลักที่คณะกรรมการชุดพิเศษที่แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติต้องพิจารณาเป็นพิเศษ คือทำอย่างไรจะเขียนให้ครบถ้วนถูกต้องตรงตามข้อสังเกต ซึ่งตามกระบวนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ จะต้องรอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้เสร็จสิ้นและมีผลบังคับใช้ก่อน และต้องให้นายกรัฐมนตรีไปขอพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติกลับคืนมาก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะมีเวลาดำเนินการแก้ไขให้เสร็จภายใน 30 วัน
เมื่อถามว่า รายละเอียดในการแก้ไขและปรับแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติมีข้อยุติแล้วหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบเหมือนกัน เพราะต้องรอจนกว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีผลใช้บังคับ ถึงเวลานั้นค่อยมาดำเนินการพิจารณาอีกครั้ง เมื่อถามต่อว่า ข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขมาถึงแล้วใช่หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า เข้าใจว่ามาถึงแล้ว แต่ไม่ทราบว่ามาแล้วครบถ้วนหรือยัง
เมื่อถามอีกว่า ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจถ้ามีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจะมีผลต่อเรื่องอื่นหรือไม่อย่างไร นายมีชัย กล่าวว่า บางเรื่องอาจจะมีผล เช่น เรื่องการตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญฉบับเดิมเขียนเอาไว้ต้องมีการตั้ง โดยในกรณีที่ไม่ได้ตั้งจะให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อจะแก้ไขในรัฐธรรมนูญว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็ได้ ดังนั้น บทบัญญัติที่ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโดยอัตโนมัติก็ต้องไปแก้ไขด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ทรงไม่ประสงค์จะตั้งก็แปลว่าทรงทำงานได้ ประธานองคมนตรีก็ไม่ต้องเป็นโดยอัตโนมัติ จะกระทบบ้างนิดหน่อยก็ตามไปแก้
เมื่อถามย้ำว่า ดังนั้นแปลว่าจะต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติในมาตรา 16 17 และ 18 เกี่ยวกับกรณีการตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในส่วนอื่นๆอีกใช่หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า จำไม่ได้ว่ามีมาตราไหนบ้าง แต่การแก้ไขในประเด็นเหล่านี้จะต้องพิจารณาไปถึงโบราณราชประเพณีด้วยหรือไม่นั้น ส่วนนี้ต้องดูรอว่ารัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร เพราะส่วนตัวก็ไม่แน่ใจว่าจะมีกระบวนการอย่างไร ระหว่างรัฐบาลดำเนินการแก้ไขและส่งมาให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูว่าครบถ้วนและตรงตามข้อสังเกตหรือไม่หรือจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นฝ่ายแก้ไขเอง
เมื่อถามว่า ต้องมีการแก้ไขเนื้อหาในคำปรารภหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ต้องมีการแก้ไขบ้าง เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัชกาลแล้วและต้องดูเนื้อหาให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกัน ส่วนกระบวนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดจะกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งหรือไม่นั้น นายมีชัย กล่าวว่า “ยังตอบไม่ได้ เพราะว่าต้องรอจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ก่อน ถึงจะเริ่มนับหนึ่งได้”
และหลังจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมติที่ประชุมร่วม ครม. และ คสช. ที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 เพื่อเปิดทางแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติว่า เป็นการดำเนินการให้สามารถขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญที่ทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว กลับมาปรับปรุงบางมาตราตามที่มีการแจ้งมา ซึ่งมีไม่กี่มาตรา โดยทั้งหมดต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หลังได้รับพระราชทานกลับคืนมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ใครจะเป็นผู้ดำเนินการแก้ไข นายวิษณุกล่าวว่า ตามหลักการจะให้นายกฯ เป็นผู้แก้ตามที่ได้รับการแจ้งมา ซึ่งนายกฯ มีดำริจะตั้งคณะกรรมการพิเศษ โดยเป็นบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขึ้นมา ประมาณ 8-10 คน เพื่อดำเนินการ สิ่งที่จะดำเนินการไม่เกี่ยวพันกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ โครงสร้างทางการเมือง การเลือกตั้ง หรือกระบวนการใดๆ ทางการเมืองทั้งสิ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์ เข้าใจว่าเมื่อแก้ไขเสร็จแล้วจะเข้าเงื่อนไขเดิมตามกรอบระยะเวลา 90 วัน นับจากที่นายกฯ ได้นำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขครั้งใหม่แล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
เมื่อถามว่า มาตราที่จะแก้ไขคือ มาตรา 5, 17 และ 182 ใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ในหลักการเป็นเช่นนั้น แต่ต้องดูว่าทั้งสามมาตราที่พูดถึงจะเกี่ยวพันกับมาตราใดอีกบ้าง หากมีต้องตามไปแก้ด้วย ยืนยันจะไม่มีส่วนใดไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพ โครงสร้างทางการเมือง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และ ณ วันนี้ รัฐบาล ยังคงยืนยันในโรดแมปเดิมอยู่ เพราะในที่ประชุมร่วมเมื่อเช้าวันเดียวกันได้พูดเรื่องนี้ชัดเจนแล้ว
เราจะได้ไล่เรียงในแต่ละมาตรามาให้อ่านกันว่าแต่ละมาตรามีอะไรบ้าง
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 ฉบับลงประชามติ มาตรา 5 บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๕ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้
เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระท าการนั้นหรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วม ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัย
ในการประชุมร่วมตามวรรคสาม ให้ที่ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมแต่ละคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด ให้ที่ประชุมร่วมประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่มีอยู่
การวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 ฉบับลงประชามติ มาตรา 16 บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๑๖ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 ฉบับลงประชามติ มาตรา 17 บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา ๑๖ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 ฉบับลงประชามติ มาตรา 18 บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๑๘ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๖ หรือ มาตรา ๑๗ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๖ หรือ มาตรา ๑๗ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือในระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคสอง ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรี เลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 ฉบับลงประชามติ มาตรา 182 บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๑๘๒ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ
ให้ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงบรรดาที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการ
11 ม.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ว่า หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ให้เสร็จในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค.นี้แล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องไปรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกลับลงมาภายใน 30 วัน เมื่อไปรับพระราชทานมาแล้วจะมีการแต่งตั้ง "กรรมการกฤษฎีกาเพื่อดำเนินการยกร่างมาตราที่จะมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทาน" ทันที โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ 2 อย่าง คือ
1.ยกร่างเฉพาะมาตรา
2.ตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทาน
นายวิษณุ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีจำนวน 8 - 10 คน คุณสมบัติจะต้องมีความเชื่อมโยงกับเรื่อง และต้องเป็นกรรมการกฤษฎีกา ประกอบด้วย
1.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
2.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
3.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ รองประธาน กรธ.
4.นายอัชพร จารุจินดา กรธ.
5.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
6.นายบวรศักด์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
7.นายอำพน กิตติอำพน อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
8.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา
9.ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด
10.นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
รวมทั้งหมด 10 คน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะถือโอกาสแก้ไขมาตราอื่นๆ ด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ถือโอกาส เพียงแต่อาจมีกระทบกับหมวดอื่นที่เกี่ยวพันกับพระราชอำนาจ แต่ยืนยันว่าไม่แก้ไขเรื่องสิทธิเสรีภาพ แนวนโยบายแห่งรัฐ คณะรัฐมนตรี ศาล การเลือกตั้ง องค์กร พรรคการเมือง ส.ว. ส.ส. บทเฉพาะกาล ไม่แตะท่อนที่ถกเถียงกันตอนทำประชามติ ไม่ยืดเวลา ไม่อะไรทั้งสิ้น มาตราที่จะแก้ไขล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ตอนประชามติเราอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจ และตอนยกร่างก็ลอกมาจากของเดิม แต่มาในปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องปรับใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ เพราะถ้าไม่แก้จะเท่ากับว่าเราใช้หลักที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2475
เมื่อถามว่า เบ็ดเสร็จแล้วขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาเท่าไร นายวิษณุ กล่าวว่า หลังจากนายกฯ ขอพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกลับมาแล้ว จะต้องนำกลับมาแก้ไขและนำขึ้นทูลเกล้าฯ กลับไปภายใน 30 วัน จากนั้นเป็นเวลาที่อยู่ในพระราชอำนาจ 90 วัน
เมื่อถามว่า แนวทางการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 4 ฉบับ ที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้งให้เสร็จก่อนยังเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การร่างกฎหมายลูกยังยึดแนวทางเดิม กรธ.เสร็จเร็วก็ว่ากันเร็ว เสร็จช้าก็ว่ากันช้า อะไรหลังเคยกำหนดอย่างไรยังเป็นอย่างนั้น ไม่สลับ ไม่ตัดขั้นตอนที่มีอยู่ 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.การถวายร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใน 90 วัน ก่อนพระราชทานเพื่อประกาศใช้
2.กรธ.ทำกฎหมายลูกให้เสร็จตามกำหนด 240 วัน
3.ส่ง สนช.พิจารณาใน 60 วัน บวกอีก 30 วัน
4.นำขึ้นถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายใน 90 วัน เมื่อทรงพระราชทานลงมาแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่
5.คือเข้าสู่การเลือกตั้งใน 150 วัน
"แสดงว่าถ้าไม่มีขั้นตอนที่ 1 จะไม่มีขั้นตอนที่ 2 และจะไม่มีขั้นตอนที่ 3 ถึง 5 เมื่อไม่มีขั้นตอนที่ 5 การเลือกตั้งจะยังไม่เกิด การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่มี แต่ถ้าทุกขั้นตอนมีครบ ทุกอย่างมันจะเกิดขึ้น นี่คือโรดแมป นี่คือขั้นตอนกำหนดเวลา ไม่ได้ไปตัดให้สั้น หรือไปขยาย มันกำหนดของมันอยู่แล้วว่าแต่ละขั้นตอนมีระยะเวลากี่วัน เพราะฉะนั้นที่บอกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมก็คืออย่างนี้ ส่วนที่เกินมันไม่ได้ ส่วนที่เร็วได้ ก็แล้วแต่ขั้นตอนไหนใครจะช่วยทำให้เร็วขึ้น เมื่อทุกคนรู้อย่างนี้ก็ให้ช่วยกันทำ" นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถอยไป หลายเดือนที่แล้วเราเคยกำหนดได้ เพราะทุกอย่างเราได้ประสานเตรียมการไว้หลายส่วน แต่เมื่อขณะนี้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ตามที่นายกฯ ชี้แจงว่าต้องดำเนินการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งไม่อยากเอามาเป็นข้ออ้าง แต่เป็นความจริงที่อยู่ในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ หลังจากนั้นจะตามมาด้วยพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เป็นไปตามพระฤกษ์ที่จะมีการกำหนดอีกครั้ง
"แน่นอนการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นแทรกเข้ามาในช่วงเวลาอย่างนี้เป็นอันขาด แต่เมื่อไปถึงช่วงหนึ่ง แม้จะยังไม่เลือกตั้ง คงจะประกาศวันเลือกตั้งล่วงหน้าได้ จะปล่อยให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทั้งตั้งพรรค ประชุมพรรคหาหัวคะแนน หาเสียง โดยยังไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับวันเลือกตั้งได้ก่อน เท่าเทียมกันพอสมควร ซึ่งผมตอบไม่ได้ว่าจะประกาศเลือกตั้งปลายปีนี้หรือไม่ แต่นายกฯ ขอให้ใช้คำพูดอย่างเดียวกันว่า ยังอยู่ในโรดแมปเดิม" นายวิษณุ กล่าว
Jirasak Tnews
