- 12 ม.ค. 2560
เกิดยากในรัฐบาลประยุทธ์!! หากต้องล้างความผิดให้นักการเมือง
หลังจากที่นายนายสมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการนิรโทษกรรมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ว่า กมธ.ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แบบเต็มคณะ เพื่อทำเรื่องการปรองดองและนิรโทษกรรม
โดยประเด็นดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาหลังปีใหม่แล้ว ซึ่งการพิจาณาเรื่องดังกล่าวจะทำคู่ไปกับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) และของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
เบื้องต้นวาระการพิจารณาจะประเมินจากทุกฝ่าย เช่นจากพรรคการเมือง และผู้รู้ รวมถึงแนวทางที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่มีนายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน
ทั้งนี้ความเห็นส่วนตัว ตนยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะเอาใจใส่เรื่องนี้ หากรัฐบาลจะทำก็ทำได้แล้ว เพราะ สปท.ได้เสนอแนวทางเบื้องต้นในการสร้างความปรองดอง ของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช.
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเสนอแนวทางไปเบื้องต้นแล้ว แต่ยังต้องทำเรื่องนี้ต่อ เพราะอาจจะมีประเด็นเพิ่มเติมที่ต้องเสนอต่อไปยังรัฐบาล
ซึ่งประเด็นความชัดเจนในเรื่องนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง
โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อน 4 คณะ ได้แก่
1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ
3.คณะกรรมการปรองดอง
และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์
และจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองว่า เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 กำหนดโครงสร้าง
ซึ่งต่อมาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบเรื่องปรองดองให้ดูแล ซึ่งเชื่อว่าตัวเองสามารถทำให้เกิดความปรองดองได้ โดยขณะนี้ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และเหล่าทัพ เข้ามาดูแลร่วมกัน โดยเจ้าหน้าที่ต่างๆ กำลังหารือว่าจะทำอย่างไร ซึ่ง กห.ได้ทำไว้บ้างแล้ว แต่ต้องนำมาต่อยอดให้ได้ และอาจต้องเชิญผู้แทนหรือหัวหน้าพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุย โดยคงจะเชิญมาทีละพรรคสองพรรค และจะทำให้ได้ข้อยุติให้มากที่สุด ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องทำอย่างไร เรื่องราวในอดีตต้องว่าอย่างไร ส่วนเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็ว่าไปตามกฎหมาย
พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า “การเชิญครั้งนี้จะเชิญทั้งกลุ่มการเมือง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้ได้มากที่สุด โดยการพูดคุย ผมไม่ได้เป็นผู้ลงไปหารือเอง แต่จะมีผู้ใหญ่ดูแล ซึ่งเรื่องปรองดองต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ผมอยากให้อยู่ด้วยกันให้ได้ทุกฝ่าย เพื่อที่จะปรองดองกัน ทั้งหมดต้องมีกติกา การจะปรองดองต้องมีกติการ่วมกัน ผมพยายามทำ ไม่รู้ว่าจะได้แค่ไหน แต่อยากให้เกิดความปรองดอง” พล.อ.ประวิตรกล่าว
และกล่าวต่อว่า ภาพสุดท้ายของการปรองดองยังไม่ได้คิดไว้ว่าต้องเป็นอย่างไร เพราะยังไม่มีใครบอกมา สื่ออย่ามามโน อย่าเพิ่งคิดไปข้างหน้า
เมื่อถามว่า เรื่องนิรโทษกรรมจะนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ก็บอกเดี๋ยวนี้ ถามอย่างนี้ ผมเบื่อหน่าย บอกว่าให้อยู่ในกฎหมาย สื่อก็จะเอานิรโทษฯ มาอีก”
ถามต่อว่าคดีม็อบแต่ละสีเสื้อจะล้างหมดเลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “อะไรที่เป็นกฎหมาย ไม่พูดถึง เรื่องผิดกฎหมายเราไม่พูดถึง อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาเกี่ยวข้อง เพราะทุกคนทำอะไรไปก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำผิดกฎหมาย”
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพิจารณาการนิรโทษกรรมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็บอกว่าให้อยู่ในกฎหมายก็เอาเรื่องนิรโทษกรรมมาอีก
ต่อข้อถามที่ว่า คดีของม็อบแต่ละสีจะล้างใหม่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อะไรที่เป็นกฎหมายตนไม่ไปพูดถึง เพราะถือเป็นเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ทุกคนที่กระทำผิดก็รู้อยู่แล้วพอเกิดกระการปรองดองขึ้นมา ก็เป็นประเด็นที่จะมาถกเถียงกันอีกว่าการนิรโทษกรรมนั้น จะดำเนินการให้ใครอย่างไร ผู้กระทำผิดเผาบ้านเผาเมือง เอาอาวุธสงครามยิง ฆ่าประชาชน และเจ้าหน้าที่ การปิดสถานที่ราชการ การเผาศาลากลาง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นคดีอาญา ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ของกลุ่มมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย คือ นปช. และ กปปส.
ซึ่งที่ผ่านมาชนวนเหตุของการเกิดกลุ่มมวลชนต่อต้านรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มาจากการเดินหน้าแก้พรบ.นิรโทษกรรมแบบยกเข่ง แรงต่อต้านของประชาชนมาจนเต็มท้องถนน ฉะนั้นแล้วหากรัฐบาลนี้จะเดินหน้าเรื่องนิรโทษ จะยกโทษ พักโทษหรือไม่ และจะเดินหน้าปรองดองอย่างไร ก็ต้องมาติดตามกับคนนี้
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองว่า ขออย่าเข้าใจว่าต้องทำด้วยการพูดคุยกับนักโทษ หรือผู้มีความผิดเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คนไทยทะเลาะกันอีก ถามว่าที่ผ่านมาทะเลาะกัน เพราะสาเหตุใด ทำไมคนไทยถึงปฏิสัมพันธ์กันไม่ได้ เพราะบ้านเดียวกันยังคุยหรือดูโทรทัศน์ช่องเดียวกันไม่ได้ อย่ามัวสนใจแต่ว่าจะเอาคนติดคุกออกมา หรือให้คนที่อยู่ต่างประเทศกลับมาหรือไม่
“เอาคนที่อยู่ในประเทศวันนี้ก่อน เดือดร้อนมากไหม เทียบกับคนที่อยู่ต่างประเทศใครเดือดร้อนกว่ากัน แล้วเดือดร้อนเพราะอะไร คิดให้เป็น ต้องปฏิรูปทางความคิดด้วย
อย่าหาเหตุจนกระทั่งทำอะไรไม่ได้เลย แต่ก็จะให้ฝ่ายการเมืองเข้ามา ดูสิว่าจะเสนอเรื่องปรองดองอย่างไร ถ้าเสนอรวมกันไม่ได้ ก็ให้แต่ละพรรคเสนอเข้ามา แล้วให้นักข่าวดูแล้วตัดสินเอา”
โดยนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า ไปบอกเขาสิ ใครที่ไม่อยากทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าคุณจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ผมพูดมา เขาเคยพูดแบบที่ผมพูดหรือไม่ วันนี้ประเทศไทยมีคิด พูด เขียน แต่มีคนทำน้อย หลายคนต่อต้านคำว่ายุทธศาสตร์ชาติของลุง ว่าจะเขียนทำไมถึง 20 ปี ทำไมไม่ทำแต่ละปีแล้วเปลี่ยน ผมไม่เคยบอกว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่ต้องทำไป 5 ปี จึงสามารถเปลี่ยนได้ ให้อยู่ในหลักการกรอบกว้างๆ ว่าจะมีความมั่นคงได้อย่างไร ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาระบบราชการ เพิ่มขีดความสามารถได้อย่างไร อย่าฟังว่าเขียนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้ผมอยู่สืบทอดอำนาจ ทุกคนคิดแต่ว่าอำนาจผลประโยชน์ แล้วตีกัน แต่ไม่คิดว่าประเทศชาติจะอยู่อย่างไร จะแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างไร ถ้ามีการทุจริต ก็ร้องทุกข์กล่าวโทษ อย่ากล่าวหาส่งเดช ถ้าไม่ทำความผิด เจ้าหน้าที่ก็เรียกไม่ได้ ทุกคนต้องรู้จักว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร กฎหมายทุกตัวออกมาแล้ว ซึ่งต้องเรียนรู้ ถ้าไม่รู้เลยแล้วมาบอกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรคงไม่ได้ รัฐบาลไม่ได้ใช้กฎหมายเพื่อไล่ล่า อย่าให้เงินเพื่อลัดคิวและมาบอกว่ามีการทุจริตในสมัยรัฐบาลนี้ ก็เป็นกันซะแบบนี้ดังนั้น ทั้งผู้ให้และผู้รับก็ผิดทั้งคู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
“การรู้ว่าปัญหาอยู่จุดใดคือการปฏิรูป โดยเราวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สร้างกระบวนการปรองดอง แต่ไม่ใช่ปรองดองเฉพาะคนมีโทษ เพราะคนปกติก็ต้องปรองดองกัน มิเช่นนั้นวันหน้าบ้านติดกันก็คุยกันไม่ได้ เพราะอยู่คนละพวก ดูทีวีคนละช่อง อาจเพราะไทยเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร เลยไม่ชอบอะไรที่เป็นระเบียบมากนัก เราก็จะเสรีสบายๆเบิร์ดๆ เพลงประเทศไทยคือเพลงสบายๆ เพราะคนหลายประเทศเมื่ออยู่ประเทศตัวเองทำไม่ได้ แต่มาอยู่ประเทศไทยกลับทำได้ เช่น ขับรถสะเปะสะปะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 60 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นว่า ตนไม่อย่ามองเรื่องนี้ เพราะไม่อยากเข้าไปแตะเรื่องการเมืองมาก ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงกลาโหมได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมที่รับผิดชอบเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง เตรียมการเรื่องโครงสร้างและรายละเอียดทั้งหมด โดยเรื่องดังกล่าวนี้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมจะชี้แจงได้ละเอียดมากกว่าตน ในส่วนของตนขอไม่ลงรายละเอียด
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เฉลิมชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่าในส่วนของพล.อ.เฉลิมชัย ต้องไปร่วมเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นด้วยหรือไม่ โดยพล.อ.เฉลิมชัย ยิ้มและโบกมือก่อนเดินลงจากโพเดียมทันที
ส่วนนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองว่า
ในวันที่ 19 ม.ค. จะนำรายงานเข้าที่ประชุมวิป สปท. และในวันที่ 23 หรือ 24 ม.ค. หากไม่ติดขัดอะไร จะนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สปท.เพื่อพิจารณารายงาน ซึ่งหลักการของรายงานคือต้องเป็นคดีในช่วงเหตุการณ์ 19 ก.ย.2549-22 พ.ค.2558
โดยแยกคดีชาวบ้านทั่วไปและคดีแกนนำผู้ชุมนุม โดยแบ่งคดีร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ซึ่งคดีไม่ร้ายแรงของชาวบ้าน หากอยู่ระหว่างการพิจารณา ถ้าจำเลยยอมรับต่อศาลชั้นต้นตามฟ้องให้ศาลจำหน่ายคดีออกไป แต่ในระหว่างนั้น 5 ปี ห้ามก่อปัญหาต่อบ้านเมือง ห้ามชุมนุม ปลุกปั่นยุยงและสร้างความแตกแยกอีก
ส่วนแกนนำผู้ชุมนุมหากยอมรับว่าได้กระทำความผิดจะเสนอต่อศาลขอให้ใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบา
“ในรายงานได้จำแนกคดีไม่ร้ายแรงคือ คดีบุกสนามบิน บุกสถานที่ราชการ บุกที่สาธารณะและก่อการร้าย ซึ่งคดีเหล่านี้ยุติได้ หากพิสูจน์ว่าคนเหล่านั้นไปเพื่อชุมนุมอย่างเดียว ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสถานที่ดังกล่าว ส่วนคดีเผาสถานที่ราชการต้องไปพิสูจน์อีกครั้งว่าคนเหล่านั้นลงมือกระทำหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ผู้ลงมือ อย่างนี้จะได้รับโอกาส แต่ถ้าลงมือ อย่างนี้ไม่ได้รับโอกาส” นายเสรีระบุ
ข้อเสนอ สปท.แทบไม่ต่างอะไรจากการนิรโทษกรรม นายเสรีกล่าวว่า ไม่เหมือนกัน การนิรโทษกรรมคือทำผิดมาแล้ว แต่ไม่มีความผิด แต่ของ สปท.การเมือง ความผิดยังคงอยู่ ต่างกัน อย่าเอามาปนกัน โดยที่เสนอให้พักโทษแกนนำที่รับสารภาพนั้นเป็นการควบคุมพฤติกรรม ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ทำลายหลักนิติธรรม เพราะถ้าจะคุยกันเรื่องปรองดอง ก็ต้องคุยเรื่องหาทางออก ในทางกฎหมายมีการพูดถึงการให้โอกาส การบรรเทาโทษ เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าใครรับสารภาพจะได้รับโทษกึ่งหนึ่ง
เมื่อถามว่า หนึ่งในข้อเสนอที่ให้โอกาสคนอยู่ต่างประเทศกลับมาสู้คดีและประกันตัวด้วย นายเสรีชี้แจงว่า คนที่อยู่ต่างประเทศที่หนีคดีตอนนี้ ส่วนใหญ่ไปเคลื่อนไหวผ่านยูทูบ อินเทอร์เน็ต วิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านรัฐบาล คนเหล่านี้ไม่กล้าเข้าประเทศ เพราะกลัวว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะไม่ได้รับการประกันตัว จึงเสนอไปหากกลับเข้ามามีสิทธิในการมาต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว
ถามอีกว่า กรณีนี้รวมไปถึงคดีที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้วหรือไม่ นายเสรียืนยันว่า คดีที่ศาลตัดสินเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้กระทำความผิดไปอยู่ต่างประเทศ หากกลับมาต้องกลับมารับโทษ ไม่อยู่ในเงื่อนไข โดยเราแยกไว้คดีเกี่ยวกับสถาบัน การทุจริตคอร์รัปชัน คดีเหล่านี้ไม่รวมอยู่ในข่าย ซึ่งก่อนมีรายงานฉบับนี้ออกมาก็ไม่ได้ไปหารือกับแกนนำกลุ่มต่างๆ ซึ่งแกนนำที่ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับเพื่อจะได้รับการพักโทษก็ไปพิสูจน์ตัวในชั้นศาลได้ เราไม่ได้บังคับ
ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า การปรองดองในชาติเป็นเรื่องที่ควรทำนานแล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดรูปธรรมที่จับต้องได้ ซึ่งเคยเสนอแนวคิดเรื่องปรองดองซัมมิตมาแล้ว โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียสำคัญต่างๆ และคู่ขัดแย้งมาเปิดอกคุยกันอย่างเป็นระบบเพื่อหาแนวทางที่เป็นรูปธรรม แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง แต่เมื่อรัฐบาลคิดจะเริ่มทำ ก็ขอให้ทำจริง เพื่อให้เกิดผลจริง แต่ก็มีคำถามฝากถึงรัฐบาล 5 ข้อ คือ
1.รัฐประหารไปร่วมสามปีแล้ว ทำไมเพิ่งมาเริ่มทำเรื่องปรองดอง รัฐบาลจริงจังแค่ไหน เพราะเวลาตามโรดแมปเหลือน้อยแล้ว
2.รัฐบาลเข้าใจเรื่องปรองดองอย่างไร และจะอย่างไรจะให้คู่ขัดแย้งเข้าใจความหมายให้ตรงกัน
3.สาเหตุของความไม่ปรองดองเกิดจากอะไร คนในสังคมเข้าใจตรงกันหรือยัง
4.รัฐบาลจะตั้งกรรมการปรองดอง รัฐบาลควรทำตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือกรรมการ ไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเองใช่หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลยึดแนวทางนี้หรือไม่
และ 5.การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน การไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน การไม่เคารพกฎหมายหรือหลักนิติธรรม ความแตกแยกทางการเมืองในสังคมไทยมีอยู่หรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองของ สปท.ว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่ไหนๆ จะทำแล้วอย่าแบ่งแยกเลยว่า แกนนำ ชาวบ้าน แต่อะไรที่เป็นมูลเหตุจูงใจมาจากการเมืองที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาร้ายแรง ไม่ควรแค่ลดหย่อนโทษ แต่ควรนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษก็ได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี
ส่วนแนวคิด พล.อ.ประวิตร ที่จะเชิญพรรคการเมืองทุกสีเสื้อมาหารือ เป็นแนวคิดที่ดี ความจริงแนวทางปรองดอง ไม่ต้องตั้งกรรมการมาศึกษาอะไรใหม่ รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้สมัยนายคณิต ณ นคร ทำเอาไว้ก็ดีมาก ครบถ้วน คนมาร่วมทำเป็นกรรมการเป็นที่ยอมรับ มีความเป็นกลาง นำมาปรับใช้ได้เลย
“สมัยยุคคอมมิวนิสต์มีการปราบปรามเป็นพันๆ ศพ สุดท้าย พล.อ.เปรมออกคำสั่ง 66/23 ประเทศก็เดินหน้าไปได้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์หรือ พล.อ.ประวิตรจะทำแบบนั้นบ้าง ถ้าทำสำเร็จจะถือเป็นวีรบุรุษ แต่ทั้งหมดต้องเริ่มจากคุณธรรม ให้อภัยกันก่อน” นายสมคิดกล่าว.
โดยอีกท่านนึงทางฝั่งพรรคเพื่อไทย โดยเมื่อวานที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เห็นรัฐบาล คสช. และนายกฯมอบหมายให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มาดูแลเรื่องปรองดองนั้น ถึงแม้ว่าจะล่าช้าไปบ้างแต่ก็ดีกว่าไม่คิดจะทำอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ต้องขอฝาก พล.อ.ประวิตรว่า ท่านต้องถามตนเอง และหาคำตอบให้กับตัวท่านเองให้ได้ พร้อมทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ต้นตอของความขัดแย้งหรือความแตกแยกวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราที่ผ่านๆ มานั้น มีสาเหตุหรือมีต้นตอความเป็นมาอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าท่านย่อมรู้ดีกว่าใคร ทั้งนี้ แทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยกันเลย เพราะหากไม่มีผลประโยชน์ใดๆ หรือใครแอบแฝงชักใยอยู่เบื้องหลัง เหตุกาณ์ความวุ่นวายยุ่งเหยิงคงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
“เราก็ต้องยอมรับความจริงกันว่ามันเป็นเช่นนี้มาในบ้านเมืองเราอย่างยาวนานตลอดร่วมครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และวิวัฒนาการก็เปลี่ยนไปตามห้วงเวลาและสถานการณ์ต่างๆ รอบด้านที่เปลี่ยนไป ก็ขอเอาใจช่วยท่านรองนายกฯ ให้ทำการปรองดองให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ก็แล้วกัน พรรคเพื่อไทย (พท.) ก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขเดินไปข้างหน้าและเดินไปบนสะพานของท่านนายกฯก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม เราก็พร้อมให้ความร่วมมือกับ พล.อ.ประวิตร” นายสุรพงษ์กล่าว
โดยหากย้อนไปถึงอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศไทยติดหล่มกับการปรองดองสมานฉันท์ โดยในอดีตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นเคยมีการเสนอกฏหมายปรองดองที่จะล้างความผิด นั้นก็คือกฏหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
หากย้อนไปถึงตอนที่มีการทำ พ.ร.บ นิรโทษกรรมนั้น
“นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ร่าง พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน” โดย “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” เป็นจุดพลิกผันสำคัญอันนำไปสู่การประกาศยุบสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 อันเนื่องมาจากกระแสต่อต้าน “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และคณะ เนื่องมาจากร่าง พ.ร.บ. ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 นั้น เป็นร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเนื้อหาจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดิมของนายวรชัย เหมะ ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังจากคดีเผาศาลากลางจังหวัดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประกอบด้วย 7 มาตรา คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลัดของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้มีผลนิรโทษกรรมครอบคลุมหลายฝ่าย ทั้ง “ฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่าย นปช.” ที่สำคัญยังรวมถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ” ซึ่งกรณีหลังนี้ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 2553 พรรคฝ่ายค้าน องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ รวมทั้งแกนนำ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่คดีอาญา “ฆ่า-เผา” และ “ผู้ทุจริตคอร์รัปชั่น” ด้วย
ในการประชุมพรรคเพื่อไทยเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร ได้กล่าวถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยเห็นว่าควรสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ความว่า
...ผม ได้คุย และขอบคุณท่านเฉลิมแล้ว เห็นด้วย จะทำอะไรควรทำอะไรให้มันสุดซอย ร่างของวรชัย เหมือนเดินไปครึ่งๆ กลางๆ มันไม่สุดซอย เมื่อจะทำแล้วก็ทำให้มันสุดซอย แต่ถ้าจะเร่งเอาเข้าสมัยประชุมวิสามัญ 3 วาระรวด ไม่เห็นด้วย จะถูกฝ่ายค้านโจมตีอีก ขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงเหตุผล รายละเอียดทั้งหมด อยากให้เอาเข้าสมัยประชุมหน้า ไม่เป็นอะไร ผมรอได้... [1]
พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีสาระสำคัญในมาตรา 3 ความว่า
“...มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวในระหว่าง พ.ศ. 2549... ...ถ้าอยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษสิ้นสุดลงจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ...”
ทั้งนี้ ในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จำนวน 163 คน เข้าชื่อเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ...” ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็ได้ร่วมลงชื่อเสนอร่างพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 มีการแถลงมติจากพรรคเพื่อไทยว่า พรรคเพื่อไทยขอสนับสนุน “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ. ...” ของนายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และชี้แจงว่า พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติซึ่งนำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นั้น เป็นการใช้เอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอกฎหมาย ไม่ใช่มติของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด
แต่กระนั้น “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ. ...” ก็ต้องเผชิญกับกระแสการต่อต้านกรณีการ “เหมายกเข่ง” หรือ “สุดซอย” ทั้งจากนักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชน[4] แต่ทั้งนี้ ในที่ประชุมกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ได้ลงมติเห็นชอบร่างดังกล่าวที่เสนอแก้ไขโดย นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ รองประธานกรรมาธิการ ด้วยคะแนน 18 เสียง ซึ่งเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ยกเว้น นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมีสาระสำคัญในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ดังนี้
1). มาตรา 3 มีสาระสำคัญคือ ให้นิรโทษกรรมการกระทำความผิดของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม การแสดงออก หรือความขัดแย้งทางการเมือง และรวมถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึง 8 สิงหาคม 2556 ทั้งนี้การนิรโทษกรรมดังกล่าวไม่รวมถึงการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ในมาตรานี้ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ได้ยกมือสนับสนุนร่างมาตรา 3 ด้วย แต่กระนั้น กรรมาธิการจากพรรคฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า การยกร่างในมาตรานี้เป็นการทำตามใบสั่งและจงใจล้างความผิดให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร และหากเป็นไปตามถ้อยคำดังกล่าวแล้วจะเข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ โดยเป็นการสอบถามจาก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายแก้วสรร อติโพธิ กรรมาธิการ
2). มาตรา 4 มีสาระสำคัญคือ ให้ระงับการดำเนินคดี การสอบสวน รวมถึงการพิจารณาที่อยู่ในกระบวนการ รวมถึงให้คนที่ต้องคำพิพากษาให้ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด และหากอยู่ในระหว่างการรับโทษให้ถือว่าการลงโทษสิ้นสุด
ในมาตรานี้ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการ เสนอปรับถ้อยคำโดยกำหนดให้ “องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด” ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นชอบตามถ้อยคำที่เสนอ
3). มาตรา 5 มีสาระสำคัญว่าด้วยการระงับสิทธิ์ผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรม จะดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์หรือประโยชน์ใด ๆ
ในมาตรานี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ เสนอให้เพิ่มเติมถ้อยคำที่ว่า “อันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง” ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นชอบตามถ้อยคำที่เสนอ
4). มาตรา 6 มีสาระสำคัญว่าด้วยการตัดสิทธิ์ที่หน่วยงานรัฐจะไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับบุคคลที่ได้รับนิรโทษกรรม เว้นแต่เอกชน
ในมาตรานี้ท้ายที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากให้คงไว้ตามร่างเดิม
ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 ท่ามกลางการพลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างแข็งขันโดยแกนนำระดับสูงของพรรคเพื่อไทย[6] แต่กระแสการต่อต้านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรระหว่างประเทศ และนักกิจกรรมต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มกรีนซึ่งมี นายสุริยะใส กตะสิลา ผู้ประสานงาน กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)[7] นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการสภาปฏิรูปประเทศไทย สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (สปท.)[8] และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และภาคีธุรกิจ[9] รวมทั้ง กลุ่มญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมือง พ.ศ. 2553 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มอาสาสมัครทางรัฐศาสตร์ และกลุ่มแบล็คสปริงค์ โดยมีแกนนำเช่น นางพะเยาว์ อัคฮาด นางธิดา ถาวรเศรษฐ[10] นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง[11] เป็นต้น
ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ด้วยคะแนน 20 ต่อ 7 เสียง[12] และเตรียมที่จะพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป กระทั่งวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภานัดพิเศษในวันที่ 31 ตุลาคม 2556 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวาระ 2 และ 3 ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์มีการคาดการณ์ว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น และภายหลังการประชุม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้หารือกับกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนิทสนมกัน ได้มีการวิเคราะห์ว่า
ประธานสภาก็รับเข้าเป็นวาระประชุมเป็นการพิเศษ ถือเป็นการลักไก่ เนื่องจากผู้ชุมนุมยังค่อนข้างน้อย จึงเห็นว่าการเป่านกหวีดหลังจากผ่านวาระ 3 นั้นไม่ทันแล้ว จึงเห็นว่าหลังจากพิจารณาวาระ 2 นายสุเทพพร้อมด้วย ส.ส.พรรคส่วนหนึ่งจะออกมาต่อสู้เคียงข้างประชาชน จึงเห็นพ้องกันว่าจะมีการเป่านกหวีด โดยให้ประชาชนแต่งชุดดำมารวมกันที่สถานีรถไฟสามเสน ในเวลา 18.00 น. วันที่ 31 ต.ค. เป็นต้นไป แล้วจะมีการกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวผู้ชุมนุมอีกครั้งหนึ่ง... [13]
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 21 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... ในวาระที่ 2-3 โดยมี นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยเริ่มพิจารณามาตรา 3 ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญโดยกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทำการแก้ไข มีเนื้อหาระบุว่า
“มาตรา 3 การกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือมีความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด โดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค. 56 ไม่ว่าผู้กระทำในฐานะตัวกลาง ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง ไม่รวมถึงการกระทำผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112…”
แม้ว่าจะมีความวุ่นวายจนทำให้ต้องพักการประชุมถึง 2 ครั้ง นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย ได้เสนอญัตติปิดอภิปรายทันที ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด่าทอประธานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรา 3 ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 307 ต่อ 0 คะแนน และงดออกเสียง 4 เสียง
ในมาตรา 4 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียง 309 ต่อ 0 คะแนน และงดออกเสียง 4 เสียง
ในมาตรา 5 ไม่มีผู้ขออภิปราย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 0 คะแนน และงดออกเสียง 5 เสียง
ในมาตรา 6 ไม่มีผู้ขออภิปราย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียง 314 ต่อ 0 คะแนน และงดออกเสียง 1 เสียง
ในมาตรา 7 ไม่มีผู้ขออภิปราย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนนเสียง 315 ต่อ 0 คะแนน และงดออกเสียง 1 เสียง
และที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง รวมเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวาระ 2 และ 3 ทั้งสิ้น 19 ชั่วโมง และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป
ภายหลังจากมีการเร่งรัดบรรจุระเบียบวาระร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่การพิจารณา ทำให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ประกาศระดมมวลชนชุมนุมที่หลังสถานีรถไฟสามเสนในช่วงเย็นวันที่ 31 ตุลาคม เพื่อเรียกร้องให้ถอนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นก็มีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มอื่น ๆ กระจายทั่วกรุงเทพมหานครอีกอย่างน้อย 4 จุด คือ 1) เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) บริเวณแยกอุรุพงษ์ 2) กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) บริเวณสวนลุมพินี 3) กลุ่มแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ บริเวณหลังสถานีรถไฟฟ้าสามเสน และ 4) กลุ่มแพทย์ไทยหัวใจรักชาติ บริเวณหน้าโรงพยาบาลรามาธิบดี และวันที่ 4 พฤศจิกายน การชุมนุมของกลุ่มแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เดินเท้าพาผู้ชุมนุมไปทำกิจกรรมเป่านกหวีดร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย บริเวณถนนสีลม รวมทั้งมีการยกระดับการชุมนุม แม้ว่าในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแถลงว่าได้ถอนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมออกจากวาระการประชุมสภาแล้วก็ตาม
กระทั่ง ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และมีมติเอกฉันท์ไม่รับร่างดังกล่าว และส่งคืนให้สภา หลังครบกำหนด 180 วัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การชุมนุมก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่องต่อไป แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมกันลงสัตยาบันว่าไม่นำกฎหมายนิรโทษกรรมมาพิจารณาอีก จนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประกาศก่อตั้ง “คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือ “กปปส.” เพื่อต่อต้านรัฐบาล ขณะเดียวกัน “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ “นปช.” ก็ได้จัดการชุมนุมขึ้นเพื่อตอบโต้การต่อต้านรัฐบาล เหตุการณ์จึงส่อเค้าว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประกาศยกระดับการชุมนุมอีกครั้ง ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจประกาศยุบสภาในช่วงเช้าของวันเดียวกัน เป็นอันสิ้นสุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสิ้นสุดความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง
โดยหากย้อนไปถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ กับเรื่องปรองดองนั้น เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ได้ยืนยันมาตลอดว่าขอร้องสื่อมวลชนว่า สื่อต้องช่วยลดความขัดแย้ง และทำให้บ้านเมืองสงบให้ตนด้วย ไม่ใช่อะไรก็จะให้ตนไปรบกับความขัดแย้ง รวมทั้งด้านการเมืองด้วย ทำให้ตนต้องเสียเวลา เรื่องการเมืองก็ต้องไปแก้ปัญหาไปหาข้อสรุปเป็นของตัวเองมาว่า จะต้องทำอย่างไร ปรับปรุงตัวเองอย่างไร และวันข้างหน้าเข้ามาจะทำอย่างไร ต้องบอกให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่ใช่มาต่อสู้แต่เรื่องเดิมๆ เรื่องเก่า เรื่องของกฎหมาย เรื่องความผิด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักการเมืองสามารถทำได้ ไม่ต้องมาคุยกับตน ไปคุยกับประชาชนแทนแล้วกัน แล้วส่งข่าวมา วันนี้ยังไม่เห็นส่งอะไรมาสักอย่าง มัวแต่ไล่จับผิดรัฐบาล ไล่จับผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จับผิดกรธ. หมดทุกอัน นี่หรือคนที่จะได้รับการเลือกตั้งต่อไปครั้งหน้า ขอถามหน่อยถ้าตนไม่พูดก็ไม่รู้สึกกัน ส่วนผลงานของตนจะดีหรือไม่ก็จะปรากฎเอง ไม่ใช่ทำวันนี้แล้วจะเสร็จพรุ่งนี้ ที่ผ่านมามีอุปสรรค์เพราะการบริหารงานเป็นแท่งมาโดยตลอด ไม่มีการบูรณาการ แยกงบประมาณ หากไม่แก้ไขวันนี้ ก็จะแก้ไขไม่ได้ เป็นช่องทางให้มีการทุจริต งานไม่ต่อเนื่อง
โดยนายกยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องทำอย่างไรจะเร่งเรื่องของการนิรโทษกรรม ทำอย่างไรจะมีเรื่องการปรองดอง โดยที่จะต้องลดความขัดแย้งการไล่ล่าฆ่าฟันพวกเขา ผมถามว่าผมไปไล่ล่าฆ่าฟันพวกเขาเรื่องอะไร ผมไม่ใช่ศัตรูกับเขา พวกเขาเป็นศัตรูกับกฎหมาย ทำผิดกฎหมายก็ให้ออกมาวู้กันตามกฎหมายก็จบไปแล้ว แล้วค่อยมาพูดอย่างอื่น ไม่เข้าใจกันหรืออย่างไร หรือพวกคุณจะยอมยกเลิกกฎหมายทุกฉบับ เพื่อให้เกิดความสงบ คุณไม่นึกถึงพวกที่เขาตายกันบ้างหรือ คนที่ถูกยิง ถูกระเบิด ญาติพี่น้องเขาลำบากแค่ไหน รวมพลถึงพวกที่ติดคุกอยู่ เป็นห่วงกันหรือไม่ หรือเป็นห่วงแต่นักการเมือง ห่วงแกนนำถึงได้ออกมาพูดแทนเขาทุกวัน พวกคุณยังฟังอยู่อีกหรือ วันนี้เขาพูดหรือยังว่าเขาจะเข้ามาทำอะไรนอกจากพูดในเรื่องของคดีความเก่า มีเรื่องอื่นไหมที่พูดแล้วสร้างสรรค์ แหกทุกกฎหมายกันทุกวัน กฎหมายก็เสียกันทุกวัน เรื่องการเมืองผิดหรือถูกวันนี้อย่ามาถามผม ไม่ใช่หน้าที่ของผม หน้าที่ของคนที่ชี้ผิดชี้ถูกคือ กกต. เมื่อรับแจ้งมาก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณา คสช.กับตำรวจก็ต้องจับกุม จับได้ก็จับ มีปัญหาก็ชะลอ ถ้ารัฐบาลละเลยก็ผิด 157 และหลายคนก็เข้าคุกไปกี่รอบแล้ว”
เรียบเรียง โดยเอกสิทธิ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia สำนักข่าวอิศรา สถาบันพระปกเกล้า
