เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"รวยผิดปกติ" แถมจ่ออีก และเหลืออีกเป็นหางว่าว

นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้  สืบเนื่องจากกรณีของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีกล่าวหาว่า "ร่ำรวยผิดปกติ"

โดยก่อนหน้านี้ ปปช. เคยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กล่าวหา นายธาริต ปัจจุบันปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดนชี้มูลความผิดไปเมื่อช่วงต้นปี 2559 เนื่องจากพบว่า มีพฤติการณ์ให้ผู้อื่นถือทรัพย์สินแทนกว่า 346 ล้านบาทมาหนหนึ่งแล้ว แต่ล่าสุด ปปช.ได้แสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมและตั้งขั้นมาอีกสำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้กรณีสำนวนใหม่นี้ เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากที่ ป.ป.ช. เคยชี้มูลความผิดนายธาริต ร่ำรวยผิดปกติไปก่อนหน้านี้แล้ว และยังคงมีทรัพย์สินบางส่วนที่พบว่า มีการโอนย้ายถ่ายเทออกไป และมีบางส่วนที่ ป.ป.ช. ยังคงสงสัยอยู่จึงดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในกรณีร่ำรวยผิดปกติอีกครั้ง

กรณีของนายธาริตนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พบพฤติการณ์ว่า นายธาริต และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยา มีทรัพย์สินจำนวนมาก หรือมีทรัพย์สินมากหรือมีหนี้สินลดลงมาก เกินกว่าฐานะและรายได้ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะพึงมีได้ อีกทั้งยังปรากฏพฤติการณ์โอน ยักย้าย แปรสภาพหรือซุกซ่อนทรัพย์สิน รวมทั้งให้บุคคลอื่นถือทรัพย์สินแทน โดยพบว่า นายธาริต ให้นายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์ ซึ่งเป็นหลานชายของ นายธาริต และนางวรรษมล และบริษัท ปิยธนวรรษ จำกัด ซึ่งมีนายปิยฤกษ์ และนางกานดา เผือดจันทึก น้องสาวของนางวรรษมล เป็นกรรมการบริษัท มีชื่อเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินจำนวนมากแทนนายธาริต และนางวรรษมล จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นายธาริต ร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 346,652,588 บาท โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือหนี้สินลดลงมากผิดปกติ


       อย่างไรก็ตามเนื่องจากทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติดังกล่าวบางส่วนได้มีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน ทำให้ไม่สามารถติดตามทรัพย์สินได้ คงเหลือทรัพย์สินที่นายธาริต ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งอายัดไว้เป็นการชั่วคราว จำนวน 90,260,687 บาท ส่วนทรัพย์สินที่ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติ ที่เหลือจำนวน 256,391,901.12 บาท ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของนายธาริต และนางวรรษมล โดยให้ส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อขอศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 80 และมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

       นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนการไต่สวน และรายงานความเห็นคดีดังกล่าวไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำเนินการลงโทษไล่นายธาริต ออกจากราชการด้วย

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 จะพบว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกแถลงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งที่ 631/2557 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2557 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของนายธาริต และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยา ไว้เป็นการชั่วคราว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 จำนวน 40,954,720.58 บาทนั้น

ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตรวจพบว่า นายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์ หลานชายของ นางวรรษมล มีพฤติการณ์ถือครองทรัพย์สินแทนนายธาริตและนางวรรษมล ซึ่งถือว่าเป็นพฤติการณ์โอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงได้มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ถือครองทรัพย์สินแทนนายธาริต และนางวรรษมล ดังกล่าว ได้แก่

เงินฝากและที่ดิน รวมมูลค่า 27,473,572.05 บาท ดังนี้
1.บัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 643,572.05 บาท

2.ที่ดินที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำนวน 9 แปลง มูลค่ารวม 26,830,000 บาท

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการมิให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินรายการอื่นๆ ของนายธาริต ที่อยู่ในชื่อของนายปิยฤกษ์ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้แถลงข่าวให้สาธารณชนทราบ

และเมื่อช่วงเดือน มีนาคม 2559 หลังจากที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแถลงถึงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นายธาริต มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงส่งคำร้องให้อัยการสูงสุด ยื่นต่อศาลให้สั่งทรัพย์สินของนายธาริต และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 346 ล้านบาทเศษนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนข้าราชการระดับสูงสร้างบ้านที่เกรงว่าจะรุกล้ำเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาใหญ่ ป.ป.ช.จึงลงพื้นที่สอบว่ามีการรุกล้ำที่หรือไม่ แต่พบว่าเจ้าของบ้านคือ ภรรยาของนายธาริต ป.ป.ช.ดำเนินตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายธาริตที่เคยแสดงบัญชีต่อ ป.ป.ช.ว่ามีรายการดังกล่าวอยู่หรือไม่ ซึ่งไม่พบรายการดังกล่าว มีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ จึงตั้งอนุกรรมการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน


จากนั้นพบพฤติการณ์ยักย้ายแปรสภาพ ซุกซ่อนทรัพย์สินต่างๆ ป.ป.ช.จึงสั่งอายัดไว้จำนวน 2 ครั้ง จำนวน 90 ล้านบาท ต่อมาได้แจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งนายธาริต ได้มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่ยอมมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวว่า โดยอ้างว่าไม่เข้าใจข้อกล่าวหาของอนุกรรมการไต่สวน และบอกว่าอนุกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม โดยอนุกรรมการได้เปรียบเทียบรายได้ของนายธาริต ซึ่งพบว่ามีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.พิจารณาว่าไม่มีที่มาที่ไป และมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 346,652,588 บาท จึงมีมติชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติ


ขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงตอบโต้หลังจากถูก ชี้มูลความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ากว่า 346 ล้านบาท


ข้อ 1. อนุกรรมการไต่สวนฯ ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อข้าพเจ้าถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ อนุกรรมการได้นำเอาเงินฝากหมุนเวียน ผ่านบัญชีของข้าพเจ้าและภรรยา ที่เปิดไว้กับธนาคารต่างๆ ซึ่งเป็นการฝากและใช้จ่ายตามปกติทุกรายการที่ปรากฏในบัญชีธนาคาร ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งอธิบดีฯ (พ.ศ.2552 - 2557) และย้อนหลังไปก่อนดำรงตำแหน่งหลายปีบวกทบๆกัน โดยไม่ได้พิจารณาว่า เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเป็นการคิดคำนวณที่ไม่เป็นตามหลักบัญชี รวมทั้งทรัพย์สินอื่นมาบวกรวมกันให้เห็นว่า ข้าพเจ้ามีทรัพย์สินที่มากเกินความเป็นจริง แล้วกล่าวหา ข้าพเจ้าว่าร่ำรวยผิดปกติ ทั้งทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็ไม่มีอยู่จริงและทุกรายการก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การมีหรือได้มาทรัพย์สินตามที่กล่าวหานั้น เป็นการไม่ชอบหรือไม่มีเหตุอันควรหรือมีพฤติการณ์ ที่ร่ารวยผิดปกติอย่างไร


ข้อ 2. ขอตั้งคำถามต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังต่อไปนี้
       
 (1) วิธีคิดคำนวณทรัพย์สินของข้าพเจ้าเป็นไปตามหลักการทางบัญชีที่คนปกติเขาใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันหรือไม่
        
 (2) การปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
       
 (3) ได้ปฏิบัติกับข้าพเจ้าเท่าเทียมกับปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ หรือไม่


ข้อ 3. ได้แต่งตั้งทนายความขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลยุติธรรมต่อไป และหาก ในที่สุดศาลตัดสินว่า ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำผิดตามที่ ป.ป.ช. มีมติแล้ว ถึงตอนนั้น ป.ป.ช. จะรับผิดชอบต่อความไม่เป็นธรรมที่ได้กระทำ อย่างไร


ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับคดีความที่เกิดขึ้นจนนำมาซึ่งการชี้มูลความผิดและเตรียมสั่งอายัดทรัพย์สินจำนวนกว่า 300 ล้านบาทนั้น ในวันนี้ทางสำนักข่างทีนิวส์จะได้ไล่เรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คุณผู้ชมได้ชมกันอีกครั้ง

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว


ไล่เรียงตั้งแต่ 30 ต.ค.2557 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งที่ 631/2557 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน


19 เม.ย. 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า นายธาริต มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติ จึงได้มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของนายธาริต และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ คู่สมรส ไว้เป็นการชั่วคราว ได้แก่ เงินฝาก ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะ รวมมูลค่า 40,954,720.58 บาท


ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติของนายธาริต และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ คู่สมรส รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้เป็นการชั่วคราว เพิ่มเติม เมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ชั่วคราว (ทั้งตอนแรกและตอนหลัง) รวมจำนวนทั้งสิ้น 90,260,687.40 บาท


5 ม.ค. 2559 นายธาริต เข้าชี้แจงที่มาของทรัพย์สินกับคณะอนุกรรมการไต่สวน


10 มี.ค. 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า นายธาริต ร่ำรวยผิดปกติรวมมูลค่า 346,652,588.52 บาท โดยหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณารายงานผลการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า นายธาริต และนางวรรษมล มีทรัพย์สินมากผิดปกติเกินกว่าฐานะและรายได้ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะพึงมีได้ อีกทั้งยังปรากฏพฤติการณ์โอน ยักย้าย แปรสภาพหรือซุกซ่อนทรัพย์สิน รวมทั้งให้บุคคลอื่นถือทรัพย์สินแทนกล่าวคือ ให้นายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์ ซึ่งเป็นหลานชาย และบริษัท ปิยธนวรรษ จำกัด ซึ่งมีนายปิยฤกษ์ และนางกานดา เผือดจันทึก น้องสาวของนางวรรษมล เป็นกรรมการบริษัทฯ มีชื่อเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินจำนวนมากแทน


ขั้นตอนต่อไป ป.ป.ช ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด เพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้สั่งทรัพย์สินของนายธาริตและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 346 ล้านบาทเศษ ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป แต่คดีก็ต้องสู้กันไปตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงศาลฎีกา คดีถึงจะเป็นที่สุด


ทั้งนี้ภายหลังที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดร่ำรวยผิดปกติ วงเงินกว่า 346 ล้านบาท และส่งรายงานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้องศาลเพื่อให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินใน


ทั้งนี้จากคำสั่งในการอายัดทรัพย์สินที่เป็นของนายธาริตดังกล่าวนั้น มาจากการตั้งข้อสังเกตถึงความร่ำรวยที่ผิดปกติ รวมไปถึงการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการได้มาซึ่งที่ดินและทรัพย์สิน


วันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะได้ไปไล่เรียงประวัติชีวิตของนายธาริตมาให้คุณผู้ชมได้รับทราบอีกครั้ง โดยตลอดชีวิตราชการของนายธาริตถูกระบุว่า รับใช้การเมือง "ทุกขั้วทุกสี" และมักทุ่มสุดตัว ออกหน้าแทนโดยไม่แคร์ว่าจะถูกกล่าวหาว่า "เปลี่ยนสี"


เริ่มต้นเกี่ยวข้องกับการเมืองนับตั้งแต่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ชักชวนให้มาช่วยงานด้านการเมือง เป็นทีมงานของ ‘พันธ์ศักดิ์ วิญญูรัตน์’ ที่ปรึกษา "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี


ขณะที่ดำรงตำแหน่งอัยการประจำกรม ระหว่างนั้นเป็นหัวหอกสำคัญในการร่วมร่างกฎหมายจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ สมัยที่สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นั่งเป็น รมว.ยุติธรรม แต่ยังไม่ได้นั่งเก้าอี้เป็นอธิบดีดีเอสไอโดยต้องรอต่อคิวอีกยาว


จากนั้นจึงไปร่วมยกร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และดำรงตำแหน่งเลขาธิการคนแรก


ทั้งนี้นาย "ธาริต" เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "ผมถือว่ามีความก้าวหน้าในช่วงรัฐบาลไทยรักไทย ความรู้สึกในบุญคุณ หรือความเมตตาที่ฝ่ายการเมืองให้กับผม ผมก็เก็บไว้ ความรู้สึกที่ดี หรือความเมตตาที่ได้รับ เราก็ไม่ได้จืดจาง เลอะเลือน หรือลืมไป ผมว่าข้าราชการที่เติบโตในช่วงนี้ ผ่านยุคสมัยของไทยรักไทยมาทั้งนั้น"


กระทั่งรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายธาริตมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ขณะนั้นไว้ใจ ให้ขึ้นเป็นหัวหอกดีเอสไอ เมื่อปี 2552


แต่การทำงานของเขากลับไม่ได้รับการไว้ใจจาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในขณะนั้น มากเสียเท่าไหร่ เพราะรู้ไส้รู้พุงว่า นายธาริตโดนตราหน้าว่าเป็นคนของนายทักษิณ

 

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว
จุดหักเหสำคัญของนายธาริตเกิดขึ้นเมื่อปี 2553 เมื่อเกิดการชุมนุมของคนเสื้อแดงนาย "ถวิล เปลี่ยนศรี" เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขณะนั้น เป็นคนชักชวนให้นายธาริตเข้ามาร่วมกับ "วอร์รูม" ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งนายธาริตถือเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่ทำให้ ศอฉ. ยืนสู้กับคนเสื้อแดงมาได้


ธาริต เป็นคนเสนอแผนผังล้มเจ้าที่โยงใยคนเสื้อแดงกับกลุ่มการเมืองในที่ประชุม ศอฉ. พร้อมนำบุคคลในผังดังกล่าว เข้าสู่คดีพิเศษ เพื่อออกหมายเรียกให้มาชี้แจง

หนำซ้ำยังเป็นคนจัดฉากให้ "สุเทพ" มอบตัวต่อดีเอสไอ ตามคำขอของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อลดกระแสต้าน แต่ก็ไม่ได้ผล

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว


หลังจากนั้น "ธาริต" ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ดำเนินการฟ้องร้องกลุ่มคนเสื้อแดง และ นปช. ในคดีก่อการร้าย หลายคดีด้วยกัน


กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งในปี 2554 คนที่ "สุเทพ" เป็นห่วงมากที่สุดคือ "ธาริต" จึงได้มอบรถกันกระสุนให้นายธาริตมาใช้เพื่อไว้ป้องกันตัวเองจากขั้วตรงข้ามที่อาจไม่หวังดี


แต่เหตุการณ์กลับแปรผัน พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนเกม ไม่เด้งนายธาริตตามคำขู่ของ "เฉลิม อยู่บำรุง" แกนนำพรรค

แต่วางเกมให้นายธาริตเป็น "หมากตัวหนึ่ง" เพื่อใช้ต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในปี 2553


โดยนายธาริตได้สั่งให้ดีเอสไอรื้อคดีมาทำใหม่ทั้งหมด ทำให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต้องตกอยู่ในฐานะจำเลยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


และยังใช้นายธาริตเป็นคนขับเคลื่อนคดีความไม่โปร่งใสในการก่อสร้างโรงพักทดแทนทั่วประเทศ มูลค่า 5.8 พันล้านบาท เล่นงานนายสุเทพกลับ


นาย ธาริต ตั้งต้นเป็นปฏิปักษ์กับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จนถูกมองว่า "เปลี่ยนสี" ซึ่งตรงกันข้ามกับคำแก้ตัวที่บอกว่า ต้องทำงานสนองนโยบายรัฐบาล เพราะถือเป็นผู้บังคับบัญชา


ในวงลับเมื่อเจอเพื่อนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในวง ศอฉ. มักจะเตือนนายธาริตกันว่า "ระวังจะกลายเป็นกิ้งกือตกท่อ" แต่เขาไม่สนใจ ทำตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อไทยต่อ


กระทั่งการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) "ธาริต" ก็ยังเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ปราบม็อบ ทำตามคำสั่ง "เฉลิม" จับจริงนายสุเทพ ตั้งข้อหาก่อการร้าย ไม่เหมือนในปี 2553 ที่แค่จัดฉากเล่นละคร

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว


จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารกลางปี 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ขณะนั้น ชื่อของ "ธาริต" ถูกแบล็คลิสต์ทันที ก่อนถูกย้ายเข้ากรุจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เวรกรรมตามสนอง สยองขนหัวลุก!!! "ธาริต" โดนอีกคดี"ร่ำรวยผิดปกติ" แถมจ่อเหลืออีกเป็นหางว่าว

 

 

ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์