- 15 ม.ค. 2560
ไขข้อข้องใจยังมี"โทษประหารชีวิต"หรือไม่???!!! ทำไมคนชั่วต้องได้โอกาส ... มาทำร้ายคนบริสุทธิ์อีก!!!(รายละเอียด)
ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีนี้ เกิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง สะเทือนขวัญประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นอย่างมาก อาทิ คดี ลูกจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย ก่อเหตุข่มขืนฆ่าผู้โดยสารที่เป็น เด็กหญิงที่อายุเพียง 13 ปี อย่างโหดเหี้ยม , คนร้ายฆ่าข่มขืน โดยใช้มีดปาดคอ ครูสาว เสียชีวิตในห้องพัก อ.แก่งคอย จ.สระบุรี , คดีฆาตกรต่อเนื่อง ลวงเด็กหญิง อายุเพียง 6 ขวบ ไปข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งศพในพงหญ้า ย่านซอยลาซาล หรือ แม้แต่คดี ชิงทรัพย์ฆ่าปาดคดบัณฑิต มศว. ที่ภาพวงจรปิดปรากฎให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมของคนร้าย
เราจะเห็นได้ว่าในหลายๆที่เกิดขึ้นเมื่อจับคนร้ายได้แล้วสืบประวัติคนร้ายพบว่า เคยถูกจับและถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้ว แต่เมื่อพ้นโทษแทนที่จะสำนึก กลับไปก่อเหตุร้ายซ้ำซาก และในแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวของผู้สูญเสียแต่ยังได้สร้างกระแสความเจ็บปวดให้กับคนในสังคมไทยอย่างกว้างขวางทุกวงการ จนเกิดกระแสเรียกร้องและกดดันให้ลงโทษ "ประหารชีวิต" กับคนร้ายในคดีฆ่าข่มขืน ขณะที่คดีร้ายแรงก็มีการเรียกร้อง “หากไม่เพิ่มโทษก็ขออย่าให้ลดโทษ”
ประเทศไทยยังมีโทษประหารหรือไม่??? นี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนมีความสงสัย เพราะจากคดีร้ายแรงที่ยกตัวอย่างมานั้น คนร้าย หรือนักโทษ ที่ถูกศาลพิพากษา "ประหารชีวิต" แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ประเทศไทยยังมีโทษประหารหรือไม่??? นี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนมีความสงสัย เพราะจากคดีร้ายแรงที่ยกตัวอย่างมานั้น คนร้าย หรือนักโทษ ที่ถูกศาลพิพากษา "ประหารชีวิต" แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
บทสรุปฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิต จำนวน 55 ฐานความผิด ประกอบด้วย
1. ฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา
2. ฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิตตามกฎหมายอาญาทหาร
3. ฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิตตามกฎหมายอื่น ได้แก่
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
สำหรับประเทศไทยการประหารชีวิตมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือการใช้ดาบตัดคอ และเสียบหัวประจาน และยกเลิกการตัดคอไปในสมัยการปฏิรูปการปกครองปี 2475 ให้เหลือเพียงการเสียบหัวประจาน ในปี 2477 ได้มีปรับเปลี่ยนเป็นการ"ยิงเป้า"
ต่อมา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2546 การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าก็กลายเป็นอดีตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารชีวิตนักโทษจากการยิงเป้าไปเป็นการนำมาฉีดยา หรือสารผิดให้ตาย โดยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 กรมราชทัณฑ์ได้ทำการประหารชีวิตด้วยการฉีดยานักโทษคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 ราย เป็นนักโทษคดียาเสพติดรายใหญ่ จากนั้นก็ไม่มีการประหารชีวิตจริงอีกเลย นับถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 8 ปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง แม้ว่ากฎหมายในประเทศนั้นยังมีโทษประหารอยู่ ตามหลักสากล หากไม่มีการประหารชีวิตจริง เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 10 ปี ถือว่า ไม่มีโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ
ประมาณ 22 ประเทศ ที่ยังคงโทษประหารชีวิต หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของประเทศทั่วโลก ในขณะที่มีประมาณ 140 ประเทศ หรือคิดเป็นมากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลก ที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ
ทั้งนี้ มีรายงานจาก "แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล" ถึงสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตทั่วโลกในปี 2558 ชี้ตัวเลขการประหารชีวิตเพิ่มสูงขึ้น สถิติสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี โดยสามประเทศที่ประหารชีวิตมากที่สุดคือ อิหร่าน ปากีสถาน และซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้แนวโน้มประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างกำลังหันหลังให้กับโทษประหารชีวิต ปัจจุบันมี 140 ประเทศหรือมากกว่า 2 ใน 3 ของ ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้ว โดยที่ 102 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท
รายงานระบุว่าปี 2558 เป็นปีที่มีการประหารชีวิตมากที่สุด นับตั้งแต่มีการบันทึกจากปี 2532 โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตมากกว่า 1,634 คนใน 25 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 54% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมตัวเลขจากประเทศจีน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือเป็นความลับของทางราชการ แต่จีนยังคงเป็นประเทศที่ประหารชีวิตประชาชนมากสุดในโลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชื่อว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตและถูกสั่งลงโทษประหารชีวิตหลายพันคนในปี 2558 แม้จะมีสัญญาณว่าจำนวนการประหารชีวิตในจีนลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากการเก็บข้อมูลโทษประหารชีวิตเป็นความลับทำให้ไม่สามารถยืนยันข้อมูลที่แท้จริงได้
ในส่วนของประเทศไทย ที่ถึงแม้ว่าบทลงโทษสูงสุดคือ "ประหารชีวิต"ยังคงมีอยู่ แต่จากข้อมูลที่กล่าวมาแล้ว ว่านักโทษประหารที่น่าจะเป็นคนล่าสุดเมื่อปี 2552 ซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เกี่ยวกับการทบทวนโทษประหารชีวิตของผู้กระทำผิดคดีต่าง ๆ ในประเทศไทยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.12 เห็นว่าควรมีโทษประหารชีวิตต่อไป โดย ร้อยละ 86.32 เห็นว่า ควรมีการนำโทษประหาร มาใช้โดยไม่มีการลดโทษในคดีร้ายแรง เพราะผู้กระทำผิดส่วนใหญ่มักจะไม่หลาบจำ เมื่อมีโอกาสลดหย่อนโทษก็จะออกมากระทำผิดซ้ำอีก ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ต้องบังคับใช้กฎหมายบทลงโทษประหารชีวิตให้เด็ดขาด โดยเฉพาะในคดีร้ายแรง เช่น ฆ่าผู้อื่น เพื่อเป็นบทเรียนให้กับคนอื่นต่อไป
และคดีที่ผู้กระทำผิดสมควรได้รับโทษประหารชีวิต มากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.57 ระบุว่า เป็นคดีฆ่าข่มขืน รองลงมา ร้อยละ 22.04 ระบุว่า เป็นการกระทำผิดซ้ำในคดีร้ายแรง
การลงโทษประหารชีวิต ถึงแม้ว่าจะไร้ประสิทธิผลในการป้องกันอาชญากรรม และไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ อาจจะทำได้เพียงให้สังคมได้ตระหนักถึงผลของการกระทำ ซึ่งเมื่อระยะเวลาผ่านไปก็ยังเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นอีก ถึงเวลาหรือยังที่สังคมไทย หรือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะสร้างจิตสำนึก หรือกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อหาทางในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้เหมาะสม
เรียบเรียงโดย นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณภาพและข้อมูล พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ จาก : traveljung.com , นิด้าโพล
