- 15 ม.ค. 2560
ดีเดย์ 1 ก.พ.!!!"ศาลยุติธรรม"นำร่อง5ศาลใช้กำไล EM ปล่อยจำเลยคดีโทษไม่เกิน5ปี เว้นคดีอุกฉกรรจ์ เล็งแผนจัดซื้อ 1,000 ชิ้น(รายละเอียด)
นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาสื่อมวลชน ที่ จ.กาญจนบุรี ว่าศาลยุติธรรมมีการพัฒนาระบบการจัดการคดีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพลดความเหลื่อมล้ำในการปล่อยชั่วคราวหรือการประกันตัวผู้ต้องหา และจำเลยในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งส่วนใหญ่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เช่นปี 2558 มีผู้ต้องหาหรือ จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นทั่วประเทศ 231,568 คน ศาลอนุญาต 217,214 คน ไม่อนุญาตเพียง14,354 คน คิดเป็นร้อยละ 6.20 เท่านั้น และในปี 59 มีผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว 213,537 คน ศาลอนุญาต 201,149 คน ไม่อนุญาต 12,388 คน คิดเป็นร้อยละ 6.6 เท่านั้น
ทั้งนี้ จากสถิติผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.60 พบว่า มีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและการพิจารณาของศาลมีจำนวนถึง 59,070 คน จากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 289,675 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.29 ของผู้ต้องขังทั้งหมด โดยเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังที่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง แต่ไม่มีหลักทรัพย์วางประกันจึงทำให้ถูกขังระหว่างการพิจารณา แตกต่างจากผู้ที่มีฐานะดีมีหลักประกันมาวางต่อศาลสามารถไปใช้ชีวิตปกติ ประกอบอาชีพได้
และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวศาลยุติธรรมจึงได้นำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวมาทดลองใช้ในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย โดยมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการหลบหนีของจำเลย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของศาลตรวจสอบข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดแล้วประเมินออกมาเป็นตัวเลขความเสี่ยงการหลบหนีของจำเลย เพื่อให้ศาลพิจารณาก่อนสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และไม่ต้องใช้หลักประกัน เฉพาะคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี โดยจะเริ่มโครงการทดลองวันที่ 1 ก.พ.นี้
ด้าน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม ระบุว่า การประเมินความเสี่ยงในการหลบหนีจะแบ่งออกเป็นระดับ คือ เสี่ยงมากที่สุด เสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงน้อย และเสี่ยงน้อยมากที่สุด โดยประเมินความเสี่ยงจากการตรวจประวัติการก่อเหตุอาชญากร พฤติการณ์ในคดี , ความเสี่ยงการหลบหนี , ความเสี่ยงการก่อเหตุซ้ำ , ความเสี่ยงการก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม ความเสี่ยงที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และฐานข้อมูลส่วนตัวของบุคคลนั้นประกอบ การพิจารณาของผู้พิพากษา เช่น หากมีความเสี่ยงมาก อาจพิจารณาให้ใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอยู่ระหว่างออกแบบตัวกำไลเพื่อที่จะจัดซื้อ หรือใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีการโหลดแอปพิเคชั่นติดตามตัว ซึ่งพยานและฝ่ายโจทก์มีสิทธิในการยื่นคัดค้านการปล่อยชั่วคราวได้ ส่วนการทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่นั้น หากพบว่าไม่สุจริตมีลักษณะช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ต้องมีความผิดทางอาญาแน่นอน
นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า เบื้องต้นจะทดลองใช้แบบประเมินความเสี่ยงเฉพาะศาลชั้นต้นนำร่อง 5 ศาล ประกอบด้วย ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งศาลทั้ง 5 แห่งมีลักษณะคดีและกลุ่มผู้ต้องหาหรือจำเลยแตกต่างกัน โดยใช้เวลาทดลอง 1 - 3 ปี ก่อนพิจารณาขยายไปยังศาลอื่นทั่วประเทศ และทดลองกับทุกฐานความผิดซึ่งขยายอัตราโทษมากขึ้น ยกเว้นความผิดในคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และคดียาเสพติดที่มีไว้ในครอบครองและจำหน่ายจำนวนมาก ซึ่งการทดลอง แม้อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จะมีสิทธิได้รับการรอลงอาญาตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่จะมีการนำผลการหลบหนีของจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวในโครงการทดลองมาเปรียบเทียบกับจำเลยที่ใช้หลักประกันและหลบหนี หากพบว่าจำเลยในโครงการทดลองมีการหลบหนีมากกว่า ก็จะปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำมากขึ้นเพราะถ้าผิดพลาดไปจะกลายเป็นว่าปล่อยคนที่ไม่สมควรปล่อย ขังคนที่ไม่สมควรขัง และอาจต้องขยายระยะเวลาการทดลองมากขึ้นอีก
ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการใช้งบประมาณในการประเมินความเสี่ยงปล่อยชั่วคราว จะสามารถลดงบประมาณการดูแลผู้ต้องขังประมาณร้อยละ 10 ต่อคน และหวังว่าจะได้รับเงินสนับสนุนในส่วนนี้จากภาครัฐ โดยการจัดซื้อกำไล EM ขณะนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 1,000 ชิ้น และคาดว่าจะนำมาทดลองใช้ได้ก่อน 100 ชิ้น ซึ่งกำไล EM ของเราจะมีลักษณะเหมือนนาฬิกาข้อมือ ทำให้คล้ายเครื่องประดับเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ด้วย
ด้าน น.ส.ธัญญานุช ตันติกุล ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ระบุว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยงรวบรวมข้อมูลแล้วผู้พิพากษาจะเป็นผู้พิจารณา พร้อมเร่งบูรณาการฐานข้อมูลของบุคคล ให้เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาในการเชื่อมโยงประวัติทางคดีของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะทำให้ตรวจสอบได้ชัดเจนทำให้ศาลจะต้องวางแผนเพื่อให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันให้ได้ ขณะที่แบบประเมินความเสี่ยงของเราจะดัดแปลงจากแบบของประเทศสหรัฐฯ ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาดูแล
นอกจากนี้ ศาลยุติธรรมยังเห็นว่าแนวคิดเรื่องตำรวจศาล หรือคอร์ทมาแชล เป็นผู้สนับสนุนการติดตามตัวจำเลยที่หลบหนีด้วย ก็มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน
ในส่วนของการประเมินความเสี่ยงต่อการปล่อยชั่วคราวและการใช้กำไรอิเล็คทรอนิคส์จะนำมาใช้กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยหรือไม่ นายมุขเมธิน กล่าวว่า ต้องการจะให้ใช้แบบประเมินความเสี่ยงกับทุกคดี แต่ขณะนี้ยังไม่แน่นอน เพราะยังอยู่ระหว่างทดลองนำร่อง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้ต้องหาหรือจำลย ซึ่งมีฐานะดีมีโอกาสเสี่ยงที่หลบหนี เหมือนกรณีนักการเมืองหลายคน น.ส.ธัญญานุช กล่าวว่า เรื่องฐานะนั้น บางกรณีก็ไม่ได้เป็นปัจจัย แต่การประเมินความเสี่ยงปล่อยชั่วคราวต้องการให้ใช้ได้ความทุกคน
เรียบเรียงโดย นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์ สำนักข่าวทีนิวส์
