แพะหรือแกะ!? แชทหลุดแฉ "ครูจอมทรัพย์" ยอมติดคุกแทนสามีแถมจะซื้อวัว-ควายให้หากใครเป็นพยาน อ้างจะได้รับเงินชดเชยติดคุกกว่า 50 ล้าน!!?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

จากกรณี นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูใน จ.สกลนคร ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่ จ.นครพนม แต่ภายหลังมีหลักฐานใหม่เชื่อได้ว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิดตัวจริง จนศาลจังหวัดนครพนมมีคำสั่งไต่สวนคดีนี้อีกครั้งตามที่รายงานไปแล้วนั้น 


ความคืบหน้าล่าสุดจากเฟซบุ๊กเพจ ลูกเสือสามัญ ประจำบ้าน ได้โพสต์ระบุว่าเป็นข้อความหลุดที่ระบุไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดว่า ลำดับเหตุการณ์คือครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือครูอ๋อย ซึ่งมีสามีชื่อนายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร ซึ่งสามีนั้นเป็นผอ.ที่อนามัย บ้านม่วง ซึ่งมีตัวละครเพิ่มมาอีกนั่นคือนายประพัฒ แสนเมืองโคตรและป้าไสว แสนเมืองโคตร โดยทั้งคู่เป็นแม่ลูกกันได้ซื้อรถกระบะต่อจากครูจอมทรัพย์และสามี

 

แพะหรือแกะ!? แชทหลุดแฉ "ครูจอมทรัพย์" ยอมติดคุกแทนสามีแถมจะซื้อวัว-ควายให้หากใครเป็นพยาน อ้างจะได้รับเงินชดเชยติดคุกกว่า 50 ล้าน!!?

 

 

ทั้งนี้ก่อนที่ครูจอมทรัพย์จะนำรถไปส่งให้กับเจ้าของใหม่ ครูจอมทรัพย์ได้ยืมรถเขาไปขับในคืนวันที่เกิดเหตุ ซึ่งมีป้าไสวเป็นพยานให้การกับตำรวจว่าครูจอมทรัพย์กับสามีมาเอารถไปขับในวันเกิดเหตุจริงๆ และเมื่อยืมไปขับก็ไม่ได้นำรถไปคืนเจ้าของในวันนนั้นแต่ขับไปคืนอีกวัน ซึ่งป้าไสวให้การกับตำรวจว่าครูจอมทรัพย์และสามีเอารถมาคืนอีกวันซึ่งมีการล้างรถใหม่เอี่ยม จากกรณีดังกล่าวมีชาวบ้านเล่าอีกว่า ครูจอมทรัพย์กล่าวไว้ว่า ใครเป็นพยานให้จะซื้อวัว ซื้อควายให้ ซึ่งจะได้เงินค่าชดเชยจากการติดคุกกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งพยานที่ชี้แจงวันเกิดเหตุบอกว่า ทะเบียนรถสกลนคร ป้ายทะเบียนสีเขียว

 

อย่างไรก็ตามผู้โพสต์กล่าวว่า เนื่องด้วยสามีครูจอมทรัพย์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีทำให้มีผู้หญิงมาติดพันเยอะ ครูจอมทรัพย์จึงรักและหวงสามีมากจนกระทั่งยอมติดคุกแทนสามี ทั้งนี้ตอนขึ้นศาล พยานฝ่ายผู้ตายก็พากันงงว่าทำไมผู้ต้องหากลายเป็นครูจอมทรัพย์ซึ่งเป็นผู้หญิงเพราะพยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า ผู้ที่ขับรถเป็นผู้ชายนั่นคือสามีครูจอมทรัพย์ ซึ่งป้าไสวให้การกับตำรวจ

 

อนึ่งวันจันทร์ที่ 16 ม.ค. ชาวบ้านได้ลือกันว่า ถ้าครูจอมทรัพย์ด้กลับเข้ามาเป็นครูที่บ้านม่วงไข่ ครูที่โรงเรียนจะลาออกกันทั้งหมดเพราะรับไม่ได้กับพฤติกรรมครูจอมทรัพย์ และลือว่าหลังจากที่ชนคนเสียชีวิตครูจอมทรัพย์และสามีได้นุ่งขาว ห่มขาวเข้าวัดทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้าวัดเลย และหลังจากที่ชนคนเสียชีวิตได้ประมาณ 2 ปีกว่า ลูกชายคนโตครูจอมทรัพย์ได้ถูกรถชนเสียชีวิตที่มหาสารคามชาวบ้านก็ได้รุมสาปแช่งว่าเป็นเพราะกรรมตามสนอง

 

พร้อมกันนี้มีการเปิดเผยว่า ในตำบลม่วงไข่นั้น ครูจอมทรัพย์และสามีเป็นผู้ที่ค่อนข้างมีฐานะดี ชอบการเข้าสังคมและตัวครูจอมทรัพย์เป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานชอบการแต่งตัวและชอบเที่ยวคาราโอเกะกลับบ้านดึกดื่น พร้อมกันนี้ครูจอมทรัพย์ได้เคยขู่ป้าไสวว่า ให้แต่งขันธ์ 5 ไปขอขมาที่ป้าไสวให้การกับตำรวจว่าครูจอมทรัพย์เอารถไปกับสามีในคืนวันเกิดเหตุ อย่างไรก็ตามข้อความดังกล่าวนี้ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่าเป็นความจรงหรือไม่ อย่างไรก็ตามควรใช้วิจารณญานในการเชื่อถือ

 

แพะหรือแกะ!? แชทหลุดแฉ "ครูจอมทรัพย์" ยอมติดคุกแทนสามีแถมจะซื้อวัว-ควายให้หากใครเป็นพยาน อ้างจะได้รับเงินชดเชยติดคุกกว่า 50 ล้าน!!?

 

แพะหรือแกะ!? แชทหลุดแฉ "ครูจอมทรัพย์" ยอมติดคุกแทนสามีแถมจะซื้อวัว-ควายให้หากใครเป็นพยาน อ้างจะได้รับเงินชดเชยติดคุกกว่า 50 ล้าน!!?

 

แพะหรือแกะ!? แชทหลุดแฉ "ครูจอมทรัพย์" ยอมติดคุกแทนสามีแถมจะซื้อวัว-ควายให้หากใครเป็นพยาน อ้างจะได้รับเงินชดเชยติดคุกกว่า 50 ล้าน!!?

 

แพะหรือแกะ!? แชทหลุดแฉ "ครูจอมทรัพย์" ยอมติดคุกแทนสามีแถมจะซื้อวัว-ควายให้หากใครเป็นพยาน อ้างจะได้รับเงินชดเชยติดคุกกว่า 50 ล้าน!!?

 

 

สำหรับลำดับคดีของครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เฟซบุ๊ก โอภาส นามสมมุติ ได้ระบุรายละเอียดทั้งหมดไว้ดังนี้ ภาพรวมของกรณีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตรต้องคดีขับรถชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย
 

สรุปจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา (1)

1. วันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง (คือช่วงหัวค่ำก่อนเที่ยงคืน) เป็นวันเกิดเหตุ มีรถกระบะชนรถจักรยานที่นายเหลือ พ่อบำรุง ขี่สวนทางมาในช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถจักรยานเสียหาย และนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายธาตุน้อย –นาเหนือใกล้สะพานข้ามห้วยลำน้ำบัง บริเวณบ้านสร้างเม็ก ตำบลท่าลาด อำเภอเรณู จังหวัดนครพนม นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ขี่จักรยานยนต์ตามหลังรถกระบะมาจะกลับบ้านที่อำเภอนาแก พร้อมกับเพื่อนของนางทัศนีย์ อีก 3-4 คัน นายแพง วงศ์แก้ว ขี่จักรยานตามหลังนายเหลือ พ่อบำรุงผู้ตายมา ห่างกันราว 50 เมตร

2. วันที่ 13 มิถุนายน 2548 นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เข้ามอบตัวต่อร.ต.อ. ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง พนักงานสอบสวนสภ.อ.เรณูนคร จังหวัดนครพนม และปฏิเสธข้อหา

3. วันที่ 7 กรกฎาคม 2548 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โดยนายนารยะชน พวงจันทร์หอม ยื่นฟ้องนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เป็นจำเลย ข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายและไม่หยุดช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที

4. นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาและต่อสู้คดี โดยมีนายเกรียงไกร ปริญญาพล รับเป็นทนายความ

5. ศาลจังหวัดนครพนม โดยนายศุภกิจ แย้มประชา และนางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์ มีคำพิพากษาลงวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) (8) , 47, 78, 157 และ 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานขับรถโดยประมาทอาจเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือทรัพย์สิน ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือเดือดร้อนของผู้อื่น ขับขี่รถแซงรถอื่นล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถในขณะมีรถอื่นสวนทางมา และประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90  จำคุก 3 ปี ฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

6. ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 โดยนายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล นายบุญชู ทัศนประพันธ์ นางมัณทรี อุชชิน มีคำพิพากษาลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานที่ผู้ตายขับขี่หรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดมา จึงเห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลอุทธรณ์ภาค 4 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา

โจทก์ฎีกา

7. ศาลฎีกา โดยนายพศวัจน์ กนกนาค นายศิริชัย วัฒนโยธิน และนายทวีป ตันสวัสดิ์

มีคำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556

ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่นำสืบมา รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ชนผู้ตาย แล้วจำเลยไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวกับแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊กเพจ ลูกเสือสามัญ ประจำบ้าน ,โอภาส นามสมมุติ

เรียบเรียง รัตติยา