- 18 ม.ค. 2560
มาแล้ว!!! ราคา"ยางพารา"ภาคใต้ "พุ่ง" ชาวสวนเช็คราคาด่วน!!
จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ 12 จังหวัด จึงส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้ติดต่อกันยาวนาน ไม่เหมือนที่เคยผ่านมาที่จะท่วมแค่ 2-3 วัน
ส่งผลให้สวนยางของชาวเกษตรกรได้รับความเสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนครอบครัว ซึ่งถ้าจะประเมินเป็นขั้นต่ำก็จะได้ครอบครัวละ 10 ไร่ รวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่แน่นอนที่เสียหายทำให้ผลผลิตลดลง เพราะเมื่อมีน้ำท่วมเป็นเวลานาน ต้นยางอาจทิ้งใบหมด เมื่อต้นยางทิ้งใบแล้วถ้าไปกรีดยางนั้นจะส่งผลให้ต้นตายได้
ด้านนายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นสวนยางน่าจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม 7-8 แสนไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมดทั่วประเทศ 11 ล้านไร่ เพราะจะเสียหายเฉพาะที่ราบที่น้ำท่วมถึง ที่น่าห่วงคือสวนยางที่ถูกน้ำท่วมนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไปจะได้รับผลกระทบ เกิดใบร่วงหรือมีการผลัดใบก่อนฤดูกาลตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือนฟื้นฟู จะส่งผลให้ผลผลิตยางปีนี้มีลดน้อยลงด้านสถานการณ์ราคายาง ชี้ไม่ได้ชัดเจนว่าจะขยับขึ้นถึง 100 บาท/กก.เหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือไม่ แต่แนวโน้มราคามีโอกาสขยับขึ้นอีก จากปัจจัยน้ำท่วม ผลผลิตลดลง ขณะที่ความต้องการยางในตลาดโลกเวลานี้มีเพิ่มขึ้น ทำให้ราคายางในตลาดกลางยางพาราปรับขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดทำการหลังเทศกาลปีใหม่ โดยขยับขึ้นต่อเนื่องวันละ 1-2 บาทหลายวันติดต่อกัน
หากย้อนไปดูราคายางพารา จากก่อนหน้าที่ที่ราคายางมีการปรับตัวลดลง กระทั่งค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น
ราคายางเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. - 30 ธ.ค.2559 สังเกตุถึงราคาที่ลดลง
ราคายางวันที่ 4 ม.ค.-10 ม.ค.60 ราคาค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น
ราคายางวันที่ 11 ม.ค.-18ม.ค.60(วันนี้) ราคายางพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
ราคายางมีโอกาสที่จะพุ่งสูงถึง กก.ละ 100 บาท จากราคาล่าสุดหนึ่งสัปดาที่ผ่านมา วันที่ 11 ม.ค. 2560 ราคายางตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 80.09 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 83.71 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 3.10 บาท/กก. และ 2.50 บาท/กก. ตามทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอุปทานยางที่ยังคงออกสู่ตลาดน้อยจากภาวะน้ำท่วมทางภาคใต้ของไทย ขณะที่ผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการซื้อเพื่อส่งมอบ รวมทั้งการอ่อนค่าของเงินเยน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดที่ปรับตัวลดลงยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคายางได้ในระดับหนึ่ง
สถานการณ์ยางวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560
ราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลาปรับตัวสูงขึ้นกิโลกรัมละ 1.48 บาท และ 1.63 บาท แตะระดับ 81.57 บาท/กก.และ 85.34 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว โดยมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งการแข่งขันซื้อของผู้ประกอบการภายในประเทศที่เร่งซื้อเพื่อป้อนโรงงาน เพราะผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยสาเหตุจากภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ปลูกยางทางภาคใต้ของไทย ประกอบกับนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างงานครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ
สถานการณ์ยางวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560
ราคายางตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 81.91 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.34 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 85.99บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.65 บาท/กก. เพราะยังมีปัจจัยหนุนจากอุปทานยางออกสู่ตลาดน้อยและความต้องการซื้อของผู้ประกอบการในประเทศหรือป้อนโรงงาน และส่งมอบขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยลบจากตลาดโตเกียวที่เปิดตลาดค่อนข้างผันผวนจากการแข็งค่าของเงินเยน และการเทขายทำกำไรของนักลงทุน หลังจากราคายางปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี
สถานการณ์ยางวันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2560
ราคายางตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา ยางแผ่นดิบ แตะระดับ 84.09 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 2.18 บาท/กก. ยางแผ่นรมควัน แตะระดับ 88.21บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 2.22 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดโตเกียวและน้ำมันที่เปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับนักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอุปทานยางที่ออกสู่ตลาดค่อนข้างเบาบาง ขณะที่ภาคใต้เริ่มมีฝนตกอีกในระยะนี้ อีกทั้งสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหลายรายการ
สถานการณ์ยางวันอังคารที่ 17 มกราคม 2560
ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 84.31 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 88.88 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.22บาท/กก. และ 0.67 บาท/กก. ตามตลาดโตเกียวที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบสูงสุดในรอบ 4 ปี เมื่อวานนี้จากความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมทางภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุปทานยางประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ค่อย ๆ เริ่มฟื้นตัว ส่งผลดีต่อการใช้ยางอย่างไรก็ตามนักลงทุนยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯและผลกระทบจากการที่อังกฤษจะเริ่มกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) อาจจะส่งผลให้ราคายางผันผวนได้
สำหรับ สถานการณ์ยางวันพุธที่ 18 มกราคม 2560
ราคายางตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 83.88 บาท/กก. ปรับตัวลดลง 0.43 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 88.55บาท/กก. ปรับตัวลดลง 0.33 บาท/กก. โดยมีปัจจัยลบจากราคาชี้นำตลาดล่วงหน้าโตเกียวปรับตัวลดลง อีกทั้งเงินเยนและเงินบาทแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปทานยางที่ออกสู่ตลาดน้อย และผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการซื้อยางเพื่อส่งมอบ เพราะเหลือเวลากรีดยางในช่วงนี้อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงช่วงหยุดกรีด ประกอบกับราคาน้ำมันปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น ยังเป็นปัจจัยหนุนราคายางได้ในระดับหนึ่ง
ในส่วนราคายาง มีโอกาสสูงที่จะพุ่งขึ้นถึง กก.ละ 100 บาท จากราคาล่าสุดวันที่ 12 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ประมูลที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา กก.ละ 85 บาทเศษ เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกมีสูงมาก แต่เมื่อไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไทยประสบภัยธรรมชาติ คาดว่าผลผลิตยางของไทยปี 2560 นี้จะลดลงประมาณ 5-7 แสนตัน/ปี เหลือประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน/ปี เพราะไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ประสบปัญหาหนักมาก
รวมทั้งสวนยางพาราขนาดใหญ่ในภาคใต้ 50-70% ขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากช่วงราคายางเหลือ กก.ละ 30 บาทเศษ แรงงานกรีดยางที่มีฝีมือมีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท จึงย้ายไปทำงานประเภทอื่นแทน
นอกจากนั้นประเทศผู้ซื้อรายใหญ่คือจีนมีความต้องการยางสูงมากเพราะต้องเร่งผลิตยางล้อรถยนต์ส่งเข้าสหรัฐอเมริกาเพราะกลัวนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้า 10% ตามที่หาเสียงไว้ และก่อนหน้านั้นจีนชะล่าใจ จะมาซื้อยางไทยในเดือน ธ.ค. 2559-ก.พ. 2560 ที่ผลผลิตยางออกมากไปผลิตและทดแทนสต๊อกที่ลดลงไปมาก แต่เมื่อไทยและประเทศผู้ปลูกยางในอาเซียนประสบภัยน้ำท่วม จึงเกิดปัญหาและไล่ราคาซื้อยางสูงขึ้นแม้แต่ตลาดโตคอม ตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าของญี่ปุ่นราคาซื้อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมาพุ่งขึ้นถึง 10 เยน/กก.ภายในวันเดียว ซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาตั้งแต่ปี 2554 อย่างไรก็ตาม ราคาที่พุ่งสูงในช่วงนี้ ชาวสวนยางไทยอย่าแห่ปลูกกันอีก เพราะราคาที่ขึ้นแรง เวลาลงอาจลงแรงได้เช่นกัน
----------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูล การยางแห่งประเทศไทย และ ประชาชาติธุรกิจ
ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์
