- 18 ม.ค. 2560
ย้อนสูตรปรองดองทักษิณต้องเซตซีโร่เท่านั้น เพื่อไทย-นปช. จะเอาไงถ้านายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ (รายละเอียด)
ถ้าพูดถึงการปรองดองในสังคมไทยของเรานั้น ต้องบอกว่าเป็นประเด็นที่ขบคิดและแก้ไขไปทุกๆรัฐบาล เพราะเราไม่แน่ใจว่าประชาชนอยากจะปรองดองหรือนักการเมืองที่อยากจะหาผลประโยชน์กับการปรองดองจากการทำ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม"จนมาถึงยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยคณะป.ย.ป.นั้นแบ่งออกเป็น 4 คณะ มีนายกฯ เป็นประธานทุกคณะ คือ
1.คณะกรรมการด้านการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ นายวิษณุ เครืองาม
รองนายกฯ เป็นรองประธาน เน้นการขับเคลื่อนโดยรัฐมนตรีเป็นหลัก
2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.อ.ประจิน
จั่นตอง รองนายกฯ เป็นรองประธาน จะเชิญประธาน สนช. ประธาน สปท. และมี
รองประธานสปท. รองประธาน สนช.อย่างละ 1 คน เข้าร่วม
3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ
.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกฯ เป็นประธาน มีประธาน สนช. ประธาน สปท. และมี
รองประธาน สปท. รองประธาน สนช.อย่างละ 1 คน เข้าร่วม
4.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.ประวิตร เป็นรอง
ประธาน
โดยเมื่อวานที่ผ่านมา (17/01/2560) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี การปรองดองอยู่ที่จิตใจของคนที่จะมาปรองดอง และคนที่จะมาพูดคุย ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการชุดนี้ หรือตนเองจะมาบังคับได้ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องทำ เพื่อประเทศไม่ว่าจะมาจากกลุ่มใดก็ตาม“ขอย้ำว่ารัฐบาล คสช. และตัวผมเองไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร อย่าเข้าใจผิด หลายคนบอกว่ารัฐบาลต้องเป็นกลาง ซึ่งเราก็เป็นอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นกลางจะทำงานได้หรือซึ่งคำว่าเป็นกลางของผมคือทำงานได้กับทุกภาคส่วน ซึ่งผมให้นโยบายกับ พล.อ.ประวิตร ว่าจะต้องทำอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ความเห็นของนักการเมืองที่เสนอเข้ามานั้น จะมีผลกระทบอะไรกับการทำงาน ปยป.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนิรโทษ รวมถึงเรื่องของกฎหมาย ยังไม่ได้พูดถึงในวันนี้ เราพูดแต่เพียงว่าต้องใช้หลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัยนิโรธ มรรค ต้องให้ทุกพรรคได้พูดออกมา ทั้งเรื่องความขัดแย้ง การปรองดอง และความคิดต่างๆ ของแต่ละพรรค ทุกกลุ่มการเมือง เพราะปัจจุบัน มีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง และทราบกันดีว่ามีความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน ทุกคนต้องชี้แจงได้ว่าจะปฏิรูปประเทศ และปรองดองอย่างไร ต้องหารือด้วยว่าวันข้างหน้าเราจะอยู่กันอย่างไร ส่วนปัญหาในอดีตที่ผ่านมาค่อยไปหาวิธีแก้ไข ในทางกฎหมายก็ไปว่ากันอีกครั้ง อย่าเพิ่งเอาเรื่องของนิรโทษ หรือเรื่องอะไรมาพูดกันก่อน เพราะถ้านำมาพูดก่อนก็ทะเลาะกันทุกที ที่ผ่านมาก็มีปัญหาตั้งแต่ปี 2557 ในเรื่องนิรโทษ และการปรองดองเอาไว้ทีหลังค่อยว่ากัน“วันนี้เราต้องทำให้ภาคประชาสังคม ประชาชน ทุกคนในประเทศรู้ก่อนว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรค เป็นอย่างไร ต้องการอะไร และจะปฏิรูปประเทศกันหรือไม่ ที่สำคัญจะสร้างความปรองดองได้อย่างไร แล้วใครที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งไม่ใช่ผมหรือรัฐบาลนี้ รวมถึงไม่ใช่เพราะผมเข้ามาจึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ผมเข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งก็เห็นอยู่แล้ว ตั้งแต่ตนเองเข้ามาทุกอย่างก็เงียบ หยุดทุกอย่าง ผมถึงเข้ามาแบบนี้ ซึ่งผมก็ต้องทำหน้าที่นี้ต่อไป จนกว่าคณะกรรมการชุดนี้จะสรุปผลต่างๆขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรแล้วไปดำเนินการต่อ และเรื่องแบบนี้ไม่ได้จบภายใน 1-2 วัน”นายกฯกล่าว
โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ฉะนั้น ขอให้ช่วยกัน อย่าเอาปรองดองมาเป็นประเด็น พอมาตีว่าปรองดองจะเสร็จสำเร็จไหม เราต้องคาดหวังว่าจะสำเร็จ อยากให้คนไทยทุกคนมองแบบนั้น แต่หากมองเรื่องปรองดอง ปฏิรูปไม่สำเร็จ แล้วจะทำอะไรทุกคนต้องช่วยกันให้สำเร็จ ผมกำลังทำประเทศ ผมก็ต้องเชื่อมั่นว่าผมจะทำได้ จะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับทุกคนที่ร่วมมือกับผม ไม่ใช่ผมคนเดียวที่จะไปสั่งปฏิรูปทั้งหมดไหว ข้าราชการเป็นล้านคน ทุกคนต้องมีแนวคิดเหมือนผม เราจะต้องปฏิรูปและปรองดองเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ และต้องสร้างการรับรู้กับต่างประเทศตั้งแต่วันนี้ ว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ แต่ที่เขาบอกว่ารัฐบาลไม่เปิดเวทีให้ใครพูด จริงๆ แล้วเปิดมาตลอด สื่อก็ว่าผมได้ อดีตพรรคการเมืองก็ว่าผมทุกวันแล้วผมไปปิดกั้นตรงไหน ช่วยอธิบายสิ สื่อจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรผมก็ได้ ผมก็หงุดหงิดนิดหน่อย แต่ไม่ได้ไปทำอะไรสักอย่าง ส่วนนักศึกษาที่แสดงความเห็นกรณีอยู่ในสถานที่รโหฐานของเขา หากมีการขออนุญาตมาก็ให้ ไม่ปิดกั้นอะไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องสร้างการรับรู้ให้ต่างประเทศเข้าใจ เพราะจะกลายเป็นว่าผมไปละเมิดสิทธิไม่ให้แสดงความคิดเห็น ถ้าเป็นไปโดยเจตนาบริสุทธิ์ใจ ก็ทำได้ แต่ถ้าโจมตีรัฐบาล ไม่มีประเทศไหนเขายอมหรอก หรือเราจะเอาแบบนั้น ตอนนี้ผมกำลังทำสิ่งที่แตกต่างทำไมไม่ดู ซึ่งท่านก็ต้องให้กำลังใจตนเพื่อขอความร่วมมือกับประชาชนให้ได้ ไม่ใช่ฟังทางนู้นทางนี้ แล้วมาไล่รัฐบาล ต่างชาติเขาจะเข้าใจ และมาลงทุนหรือไม่ เขาก็มาเจรจากับผมทุกประเทศ เพียงแต่รอดูว่ามันจะปรองดองกันได้ไหม นั่นคือประเด็นสำคัญที่ต้องช่วยกัน อย่ามาบอกว่าไม่สำเร็จหรอก แล้วใครที่จะเป็นคนปรองดอง ผมเหรอ” นายกฯกล่าว
นายกฯกล่าวว่า เรื่องการปรองดองไม่ใช่เฉพาะแค่นักการเมือง แต่มีเรื่องที่ดิน เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม ตนสั่งการไปแล้วทำทั้งหมด ซึ่งมีประมาณ 10 หัวข้อที่ฝ่ายการเมืองพูด โดยจะให้ประชาชนรับทราบด้วย ในสิ่งที่ทุกพรรคพูด จะให้มาทีละพรรค เพราะถ้าให้มาพร้อมกันคงไม่ได้พูด ก็ทะเลาะกันอีก จึงต้องให้มาทีละพรรค ทางคณะกรรมการจะสรุปอีกทีว่าจะทำอะไรอย่างไร เรื่องกฎหมายนั้นเอาไว้ทีหลัง
จากคำสัมภาษณ์ข้างต้นของพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าหากจะมีการปรองดองนั้น ผู้นำขัดแย้งที่เป็นปัญหามานับ 10ๆๆ สิบ นั่นก็คือนาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถ้าจะปรองดองต้องมีชายที่ชื่อ ทักษิณ หรือไม่!!! โดยในวันนี้(18/01/2560) ได้มีการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร โดยมีแหล่งข่าวใกล้ชิดนายทักษิณได้ออกมาให้ข่าวว่า นายทักษิณรับรู้ เรื่องที่รัฐบาล คสช. จะตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.)ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าวแล้ว
โดยแหล่งข่าวยืนยันว่า นายทักษิณแสดงความเห็นว่า เขากังขาในเรื่องความจริงใจของรัฐบาล ว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจมากน้อยเพียงใดที่จะสร้างความปรองดองเพราะตลอด 2 ปีกว่าที่เป็นรัฐบาลมา มีเวลามากมายพอสมควร แต่ทำไมจึงไม่คิดดำเนินการ เพิ่งจะมาดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะถึงโรดแมป นอกจากนี้นายทักษิณยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่รัฐบาลเพิ่งจะเริ่มมาสร้างความปรองดองในช่วงนี้ เพราะหวังยื้อการเลือกตั้งให้ช้าออกไปอีกหรือไม่??
ถ้าเราย้อนไปถึงการสัมภาษณ์ของนายทักษิณนั้น นายทักษิณมักตอกย้ำเสมอว่าถ้าจะมีการปรองดองนั้น ตนต้องการจะเซตซีโร่เพียงอย่างเดียว? ถ้าหากเราย้อนไปถึงคำสัมภาษณ์ของนายทักษิณ เมื่อวันที่ 22 ต.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ถึงจุดยืนแนวทางเรื่องการนิรโทษกรรมสุดซอย ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้ การนิรโทษกรรม คือ ก็ต้องถามก่อนว่า ถึงเวลา Set Zero (เริ่มต้นกันใหม่) หรือยัง ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ว่ากันทะเลาะกันต่อไป แต่ถ้าถึงเวลา Set Zero ก็ต้องถามว่า อะไรที่มันเป็นผลพวงของความขัดแย้งจนเป็นที่มาของการต่อสู้กัน ใช้กฎหมายใช้บุคลากร ใช้การปฏิวัติเพื่อห้ำหั่นกัน ผลพวงสิ่งเหล่านี้มันควรจะต้อง Set Zero อันนี้คือหลักมันง่ายๆ เลย ถามว่าการทะเลาะเบาะแว้งแบบนี้จะให้มีต่อไปหรือไม่ ถ้าเราคิดว่าไม่เป็นไรหรอก อยู่ไปแบบนี้ปล่อยไปเถอะ ก็ไม่ต้องไปทำ กลั่นแกล้งไป ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ใครจะล้างแค้นใคร ใครจะลอบทำอะไรต่อไปก็ว่ากันไปแบบนี้ถามว่าถ้าเบื่อหรือยัง เบื่อแล้ว บ้านเมืองมันไม่ไหวแล้ว ก็ต้องถามว่ามันขัดแย้งกันมานานแล้ว จะเริ่มต้นใหม่ไหม จะหยุดไหม จะ Set Zero มั้ย แล้วเมื่อ Set Zero แล้วกฎหมายมีหลักความยุติธรรมถูกต้องมั้ย คนเป็นกรรมการจะรักษาความเป็นกลางมั้ยถึงแม้ว่าใครจะถูกตั้งมาโดยฝ่ายไหนก็ตาม ต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งหลักนิติธรรม ถ้าเอาตรงนี้เริ่มต้นได้บ้านเมืองก็จะไปรุ่งเรือง
ถามว่าบ้านเมืองจะเข้าสู่ AEC แล้ว เราจะมีการแข่งขันจากนอกประเทศมาแล้ว การแข่งขันจากตรงนู้นตรงนี้มาเต็มไปหมด ถามว่าเราจะยังทะเลาะกันแล้วให้เขามารุมอัดเราอยู่มั้ย หรือว่าเราจะรวมพลังกันต่อสู้จากสิ่งท้าทายภายนอกและภายในประเทศเราให้มันดีมั้ย เอาหลักการแค่นี้ ถ้าหลักการแค่นี้มีก็ต้องมาถามกันว่า จุดไหนที่เราจะเริ่มต้นความจริงแล้วมันก็เกิดจากการที่ความขัดแย้งทั้งนั้น แล้วความขัดแย้งช่วงนั้นคนไหนได้เปรียบ คนนั้นก็บี้อีกคนหนึ่ง จะบี้ด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ บางคนก็ใช้วิธีบี้ด้วยทหาร บางคนก็บี้ด้วยกฎหมาย บี้ด้วยบุคลากรที่เป็นปรปักษ์คือ ถามว่าตรงนี้คือความจริง อย่ามาพูดความจริงครึ่งเดียวว่าตอนที่ได้เปรียบแล้วบอกว่า “มึงไม่ดี” ก็มึงได้เปรียบนี่หว่าถามว่าวันนี้จะเริ่มต้น เราจะบอกว่า “เอาล่ะ เฮ้ยได้เปรียบ เสียเปรียบจบหมด ทุกอย่าง
เลิก เริ่มต้นกันให้ถูกต้อง” Set Zero แล้วเดินหน้า หรือว่ายังจะทะเลาะกันอย่างนี้ ไม่ได้กูไม่ไป
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2 กลุ่ม ที่เห็นต่างใน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในสังคมว่า เซตซีโร่ (Set Zero) คือแนวทางที่ทำให้บ้านเมืองกลับมาดีเหมือนเดิม ซึ่งการที่หลายฝ่ายเอ่ยถึง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย หรือ ยกเข่ง นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ควรเรียกว่า สุดซอยเพราะสุดซอย คือ เอาให้เต็มที่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องเอามัน ควรเรียกว่าเซตซีโร่ (Set Zero) เพื่อเริ่มต้นใหม่ ไม่ให้บ้านเมืองบอบช้ำไปมากกว่านี้จากข้อมูลข้างต้น จึงกล่าวได้ว่า เซตซีโร่ (Set Zero) ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึง เป็นเรื่องเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่หากผ่านความเห็นชอบแล้ว กฎหมายดังกล่าวจะนำไปสู่การลบล้างความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองทุกคนเสมือนเป็นการกลับมาเริ่มต้นที่ศูนย์ (Zero) ใหม่นั่นเองดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดคำว่า เซตซีโร่ (Set Zero) จึงปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในข่าวช่วงนี้ นั่นเพราะร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ เซตซีโร่ (Set Zero) นับเป็นสิ่งเดียวกันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สนับสนุน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่หวังไว้ แต่การที่มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านในเรื่องดังกล่าว คงทำให้ต้องติดตามกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะลงเอยเช่นไร
โดย เอกสิทธิ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณข้อมูลจาก Posttoday Thaipost
